ดำหาชุดประดาน้ำ
โบยบินไปกับผีเสื้อ

วัลยา วิวัฒน์ศร
 

พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ จากวันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง วันอังคารที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑

 
บันทึกของผู้เขียน

สารคดีเรื่อง 'ดำหาชุดประดาน้ำ โบยบินไปกับผีเสื้อ' เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากการที่ผู้เขียนเดินทางไปประเทศฝรั่งเศส ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้พบผู้คนที่เกี่ยวข้องกับ ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ ผู้แต่ง ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ด้วยการเลิกเปลือกตาข้างซ้าย อีกทั้งได้ไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลที่เมืองแบร์ก ซึ่งโบบี้พักรักษาตัวในฐานะคนเป็นอัมพาตทั้งตัวนาน ๑๕ เดือน และได้แต่งหนังสือวิเศษเล่มดังกล่าวขณะอยู่โรงพยาบาลแห่งนั้น นอกจากนี้ผู้เขียนยังมีโอกาสตามสายตาของโบบี้ไปเกือบทุกหนทุกแห่งที่เขากล่าวถึงในหนังสือ

           ประสบการณ์ในการแปล ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ทำให้ผู้เขียน (ซึ่งเป็นผู้แปล) กล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า การทำงานแปลเป็นเรื่องสนุก สารคดีเบื้องหลังการแปลเล่มนี้ย่อมยืนยันความเป็นจริงในประโยคดังกล่าวแก่ผู้อ่าน 'ดำหาชุดประดาน้ำ โบยบินไปกับผีเสื้อ' เคยตีพิมพ์เป็นตอนลงในมติชนสุดสัปดาห์ จากวันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง วันอังคารที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ส่วนบทนำชื่อ "วิญญาณในดวงตา" ตีพิมพ์ก่อนหน้าเมื่อวันอังคารที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ในการพิมพ์รวมเป็นภาคผนวกหนังสือ "คู่มือการแปล" ได้เรียงบทใหม่ เพื่อให้จบลงด้วยบทที่ชื่อ "ฌ็อง-โดมินิก โบบี้"




๑. บทนำ (วิญญาณในดวงตา)

ในไวยากรณ์ฝรั่งเศสมีคำว่า hapax แปลว่า หนึ่งเดียว ใช้สำหรับคำหรือรูปแบบที่ปรากฏเพียงครั้งเดียวในงานแต่งเรื่องหนึ่งหรือในช่วงเวลาหนึ่ง ในที่นี้ขอกำหนดคำแปล hapax ว่า เอกลักษณะ ในวงการประพันธ์ฝรั่งเศสปัจจุบัน ได้เกิดเอกลักษณะขึ้นแล้ว นั่นคือ ความเรียงชื่อ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ (Le Scaphandre et le Papillon) ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ ผู้แต่ง เป็นบรรณาธิการบริหารซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงของนิตยสาร ELLE เป็นพ่อของลูกสองคน เป็นที่รักของเพื่อนฝูง เป็นผู้มีสติปัญญาสูง โวหารเฉียบคมและรุ่มรวยอารมณ์ขัน

           ทว่าเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ขณะขับรถ เส้นโลหิตเส้นหนึ่งในสมองเกิดแตก และขวางการควบคุมติดต่อจากสมองถึงอวัยวะอื่นๆ ในร่างทุกระบบ โบบี้ตกอยู่ในสภาพที่ทางการแพทย์เรียกว่า locked-in syndrome กล่าวคือเป็นอัมพาตทั้งตัว เขาเคลื่อนไหวคอและศีรษะได้เพียงเล็กน้อย และเลิกเปลือกตาข้างซ้ายได้

           เมื่อคืนสติหลังจากสลบไป ๒๐ วัน โบบี้ก็ค่อยๆ รับรู้สภาพของเขา ครั้นตระหนักว่าในร่างกายที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้นี้ ชีวิตและวิญญาณของเขายังคงอยู่ เขาจึงเลิกเปลือกตาซ้ายถี่ๆ เพื่อให้หมอและพยาบาลรู้ว่าเขายังเหมือนคนทั่วๆ ไปในด้านสติปัญญา และหมอก็ได้เข้าใจว่าคนเจ็บผู้นี้ไม่ใช่ "ตายซาก" แต่เป็น LIS (Locked-in syndrome) นั่นเป็นเหตุการณ์ในต้นเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๓๙

           นายแพทย์คริสติย็อง เดอ มาริกูรต์ เล่าว่าเขาได้พูดคุยกับโบบี้เพื่อทดสอบสภาพจิตใจ เขากล่าวแก่โบบี้ว่า ในฐานะที่เขาเป็นหมอดูแลคนเจ็บ LIS เขาเคยถามภรรยาของเขาว่า ถ้าหากเธอตกอยู่ในสภาพนี้ เธอจะทำอย่างไร ภรรยาของหมอตอบว่า "ถ้าฉันต้องเป็น LIS ก็เลิกรักษาเถอะ ปล่อยให้ฉันตายดีกว่า" แต่หมอตอบภรรยาไปว่า "ถ้าผมกลายเป็น LIS ผมยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อ" หลังจากที่ได้ฟังคำพูดของหมอ โบบี้เลิกเปลือกตาข้างซ้ายตอบอย่างง่ายๆ ว่า "ผมดีใจที่หมอพูดเรื่องนี้กับผม"

           ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๙ โบบี้เริ่มสื่อสารถึงเพื่อนๆ ด้วยการเขียนจดหมายเวียน เขียนด้วยการเลิกเปลือกตาข้างซ้ายของเขา

           จากจดหมายเวียน โบบี้ตกลงใจเขียนหนังสือเป็นเล่ม!

           ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ จึงเป็นเอกลักษณะทั้งสถานการณ์ของผู้แต่งและวิธีเขียน

           โบบี้เขียนหนังสืออย่างไร

           ก่อนหน้านี้ นักภาษาศาสตร์ฝรั่งเศสได้จัดทำชุดตัวอักษรเรียงตามความถี่ในการใช้ไว้แล้ว มีผู้ท่องชุดตัวอักษรดังกล่าว เมื่อถึงตัวที่ต้องการ โบบี้ก็จะเลิกเปลือกตา เลือกตัวอักษรนั้นไว้ แต่ละตัวรวมเป็นหนึ่งคำ เป็นหนึ่งประโยค หนึ่งย่อหน้า หนึ่งบท และ...หนึ่งเล่ม!!

           โบบี้จะต้องวางโครงเรื่องทั้งหมดในสมองของเขา แบ่งเป็นบทเป็นตอน ในแต่ละคืนเขาเลือกสรรคำ แก้ไขสำนวน เรียงประโยค เรียงย่อหน้า แล้วท่องจำไว้ เขาต้องท่องจำได้ทั้งหมด ก่อนที่จะให้เขียนตามคำบอกด้วยการเลิกเปลือกตา

           สำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์ ส่งบรรณาธิการต้นฉบับอิสระ ชื่อโกล๊ด ม็องดิบิล มาทำงานกับโบบี้ทุกบ่ายเป็นเวลา ๒ เดือนเต็ม ในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ และตรวจแก้ไขร่วมกันอีก ๒ สัปดาห์ ในเดือนพฤศจิกายน หนังสือเล่มนี้หนา ๑๓๐ หน้า ประกอบด้วย ๒๙ บท รวมบทนำ

           บทที่ ๕ ชื่อว่า "ตัวอักษร" โบบี้กล่าวถึงพยัญชนะและสระที่นักภาษาศาสตร์จัดเรียงลำดับตามความถี่ในการใช้ ดังนี้

           E S A R I N T U L O M D P C F B V H G J Q Z Y X K W

           โบบี้เรียกตัวอักษรชุดนี้ว่า ชุด ESA ซึ่งทุกคนที่ต้องการสื่อสารกับเขาจะต้องรู้จัก เพื่อจะได้พูดคุยกันได้ในเวลาสั้นที่สุด ในความมืดยามกลางคืน เขามองเห็นตัวอักษรเหล่านี้เกี่ยวก้อยกัน เริงระบำข้ามห้อง หมุนตัวรอบๆ เตียง เรียงแถวอยู่บนหน้าต่าง เลี้ยวเลื้อยตามผนัง ไปจนถึงประตู แล้วก็เริ่มร่ายรำใหม่ เขาบรรยายว่า

"---ตัว E ลิงโลดนำขบวน ตัว W เกาะติดอยู่ข้างท้ายเพื่อไม่พลัดหลงกลุ่ม ตัว B หน้าบึ้ง เพราะถูกจัดให้อยู่ติดตัว V แล้วใครๆ ก็จำสับกันอยู่เสมอ ตัว J ผู้เย่อหยิ่ง ประหลาดใจที่อยู่เสียไกล ก็ในเมื่อเขาเป็นผู้เริ่มประโยคมากมาย ตัว G จอมอ้วน อารมณ์เสียเพราะถูกตัว H แย่งที่ และเนื่องจากใครๆ ก็ชอบพูดจากันอย่างสนิทสนม ตัว T กับ U จึงดีใจที่ได้อยู่ใกล้กัน---"

 
           แม้จะต้องเขียนโดยมีข้อจำกัดมากมาย แต่อารมณ์ขันของโบบี้ก็ยังไม่จางหาย อีกทั้งอารมณ์อ่อนไหวก็ยังอยู่ครบ ลองดูตัวอย่างจากบทที่ชื่อ "วันอาทิตย์"
"วันอาทิตย์ ผมได้แต่มองหนังสือที่เรียงรายอยู่บนขอบหน้าต่าง ทว่าห้องสมุดเล็กๆ แห่งนี้ดูไร้ประโยชน์ เพราะว่าวันนี้ไม่มีใครมาอ่านให้ผมฟัง เซเนก้า, โซล่า, ชาโต้บริยองด์, วาเลรี ลาร์โบด์อยู่ตรงนั้น แค่หนึ่งเมตร แต่โหดร้ายสำหรับผมยิ่งนักที่เข้าไม่ถึง แมลงวันดำปี๋ตัวหนึ่งบินมาเกาะจมูก ผมส่ายหัวเพื่อสะบัดมันออกไป มันก็ยังเกาะมั่น การแข่งขันมวยปล้ำสมัครเล่นในโอลิมปิคเกมส์ ก็ยังไม่ดุเดือดเท่า วันอาทิตย์นี่นะ"

 
           ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เป็นทั้งนวนิยาย ความเรียง เรื่องเล่าสั้นๆ พูดถึงประสบการณ์จริงทั้งในอดีตและปัจจุบัน สรรพสิ่งในชีวิตและเรื่องในจินตนาการ สายตามองโลกอันเฉียบคม อารมณ์ขันซึ่งไม่เคยเหือดหาย รุ่มรวยด้วยถ้อยคำและโวหารเปรียบเทียบ ทำให้หนังสือเล่มนี่น่าอ่านยิ่งนัก กล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า หากไม่รู้สถานการณ์ของผู้แต่ง ผู้อ่านหนังสือเล่มนี้จะคิดไม่ถึงเด็ดขาดว่าเป็นการเขียนด้วยการเลิกเปลือกตา ความชื่นชมในคุณค่าแห่งเนื้อหาและภาษาของหนังสือเล่มนี้จึงทวีเป็นสองเท่า ถ้าบอกว่าคนที่มีสุขภาพปกติเป็นผู้แต่ง หนังสือเล่มนี้ก็วิเศษยิ่งแล้ว เมื่อได้รู้วิธีการแต่ง ก็เลยยิ่งวิเศษใหญ่

           ผู้เขียนบทความขอยกคำวิจารณ์ของเอดมันด์ ไวท์ นักวิจารณ์ชาวอังกฤษ ซึ่งกล่าวถึงภาษาของหนังสือเล่มนี้อย่างตรงใจผู้เขียน

"ใช่เฮมมิ่งเวย์หรือไม่ที่กล่าวว่า ลีลาการเขียนภายใต้ความกดดันคือ ลีลาอันสูงส่ง ใครจะเป็นผู้กล่าวไว้ก็ตาม แต่ประโยคนี้เหมาะสมที่สุดสำหรับหนังสือเยี่ยงวีรกรรมเล่มนี้ หนังสือซึ่งเกิดจากการเขียนคำบอกภายใต้สถานการณ์ยากลำบากเกินกว่าจะจินตนาการได้ แม้แต่ละคำจะต้องใช้พลังเหนือมนุษย์ของผู้แต่ง แต่ร้อยแก้วของเขาไม่ใช่ภาษาโทรเลขจากเตียงคนเจ็บ ทว่าภาษานั้นเบาด้วยอารมณ์ขัน ร่าเริงชวนสนุก แหลมคมเหมือนรสชาติของลูกแอ๊พริคอตที่ใช้ทำอาหาร อีกทั้งทรงพลังดุจก้าวย่างมั่นใจของหนุ่มน้อยที่นัดหมายกับสาวครั้งแรก อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วคุณจะหลงรักชีวิตอีกครั้ง"

           โบบี้เปรียบตนเองเหมือนคนที่ต้องสวมชุดประดาน้ำครบเครื่อง เพื่อคงชีวิตอยู่ได้ใต้น้ำ ดวงตาข้างซ้ายของเขามิต่างจากส่วนที่เป็นครอบแก้วรอบศีรษะซึ่งมีระบบช่วยหายใจและไว้ใช้มอง ขณะที่เขาถูกจำกัดความเคลื่อนไหวอยู่ในชุดนี้ ความคิดของเขาได้โลดแล่นผ่านครอบแก้วออกไป คล้ายผีเสื้อโบยบินแสวงหาความหวานจากมวลดอกไม้มาแต่งเติมให้ชีวิต

           ในบทที่ชื่อ "ภาพถ่าย" โบบี้เล่าถึงพ่อวัย ๙๒ ปีของเขา เขาได้ไปเยี่ยมพ่อในสัปดาห์เดียวกัน "อุบัติเหตุ" ของเขา ได้โกนหนวดให้พ่อ ได้ดูภาพถ่ายของตนเองและของลูกสาวของตนซึ่งพ่อติดไว้ที่ฝาห้อง ภาพถ่ายของโบบี้เป็นภาพตอนเขาอายุ ๑๑ ขวบ อยู่บนสนามกอล์ฟเล็ก โบบี้เปรียบว่าในปัจจุบันตนเองกับพ่อไม่ต่างกัน ด้วยความชราพ่อไม่อาจลงจากชั้นสามของตึกได้ ต้องขังตนเองอยู่ในนั้น ตัวเขาก็อยู่ในเครื่องช่วยและต้องมีคนมาโกนหนวดให้เขา บางครั้งพ่อโทรศัพท์มาคุยด้วย "คงไม่เป็นเรื่องง่ายสำหรับพ่อที่จะต้องพูดกับลูกซึ่งเขารู้ดีว่าโต้ตอบเขาไม่ได้" พ่อส่งรูปถ่ายที่สนามกอล์ฟมาให้ ตอนแรกโบบี้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพ่อจึงส่งรูปนี้มา จนกระทั่งมีผู้พลิกให้เขาดูข้างหลังรูป มีข้อความเขียนไว้ว่า "แบร์ก-ซูร์-แมร์, เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๖"

           โบบี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประจำเมืองแบร์ก-ซูร์-แมร์ ทางเหนือของแคว้นนอร์ม็องดี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสำหรับคนเจ็บ LIS โดยเฉพาะ โรงพยาบาลนี้ตั้งอยู่ริมทะเล สมตามชื่อ ซึ่งแปลว่า แบร์กริมทะเล

           โบบี้เลือกที่จะเล่าถึงเหตุบังเอิญนี้ เขายังตั้งชื่อบทถัดมาว่า "เหตุบังเอิญอีกเรื่อง" ในบทนี้ เขากล่าวถึงโครงการเขียนนวนิยายของเขา โดยใช้โครงเรื่องการแก้แค้นเช่นเดียวกับในเรื่อง เคานต์แห่งมงเต-คริสโต ของอเล็กซ็องดร์ ดูมาส์ โบบี้ตั้งใจจะทำให้เป็นเรื่องสมัยใหม่ และให้ผู้ดำเนินการแก้แค้นเป็นผู้หญิง LIS ผู้แต่ง ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เล่าว่า ในเรื่อง เคานต์แห่งมงเต-คริสโต นี้มีตัวละครตัวหนึ่ง ชื่อ นัวร์ติเยร์ เดอ วิลฟอรต์ ซึ่งมีสภาพมิต่างจากศพนั่งอยู่ในรถเข็น สื่อสารกับผู้คนด้วยการกะพริบตา หนึ่งครั้งหมายถึงการตอบรับ สองครั้งคือการปฏิเสธ ตัวละครตัวนี้นับว่าเป็น LIS ตัวแรกในวรรณคดี

"ผมไม่ได้มีเวลาทำสิ่งที่เป็นการ "หมิ่นเดชานุภาพ" นี้ แต่สำหรับการลงโทษ ผมอยากถูกสาปให้เป็นบารอนด็องกล้ารส์มากกว่า หรือเป็นฟร๊องตช์ เดปิเนย์ เป็นสมภารฟาริยา หรือลอกประโยคที่ว่า "เราไม่ควรล้อเล่นกับวรรณคดีเอกทั้งปวง" สักหมื่นครั้งยังดีกว่า แต่ทวยเทพแห่งวรรณคดีและแห่งประสาทวิทยาตัดสินโทษผมเป็นอย่างอื่น"

           ในบทที่ชื่อว่า "รอยนาคราช" โบบี้เล่าถึงเมื่อครั้งที่เขาไปเที่ยวทางภาคใต้ของฝรั่งเศสกับคู่รักชื่อ โฌเซฟีน และได้ไปถึงเมืองลูร์ดส์อันเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ทางคริสต์ศาสนา ตลอดการเดินทางโบบี้ติดหนังสือเล่มหนึ่งงอมแงม หนังสือเล่มนั้นชื่อ "รอยนาคราช" เล่าเรื่องของมหากูรูลูกครึ่งฝรั่งเศส-อินเดีย คนหนึ่ง โบบี้สนใจอ่านแต่หนังสือ ไม่ยอม "ชมนกชมไม้" สองข้างทาง จนต้องทะเลาะกับโฌเซฟีนซึ่งทำหน้าที่ขับรถตลอดทาง อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเมืองลูร์ดส์ โบบี้ยอมวาง "รอยนาคราช" ไว้ที่เบาะหลังของรถ หลังจากตระเวนหาที่พักอย่างยากลำบาก เขาก็ได้ห้องพักห้องหนึ่งเนื่องจากมีผู้ยกเลิกการจอง โบบี้สังเกตว่าลิฟต์ในตึกมีขนาดใหญ่กว่าปกติ และได้ตระหนักขณะอาบน้ำว่า ห้องพักและห้องน้ำมีอุปกรณ์พร้อมสำหรับคนพิการ

           แน่ละ เมืองลูร์ดส์ต้อนรับผู้แสวงบุญจำนวนมากทุกปี และผู้แสวงบุญส่วนใหญ่เป็นคนพิการ ต่างหวังในปาฏิหาริย์ของพระแม่มารีย์ที่จะดลบันดาลให้พวกเขาหายจากโรคภัยไข้เจ็บ และอาการทุพพลภาพต่างๆ โฌเซฟีนลากโบบี้ไปคารวะพระแม่มารีย์ในถ้ำ ทว่าแถวอันยาวเหยียดของผู้คนและรถเข็นทำให้โบบี้ซึ่งมิได้มีศรัทธาปฏิเสธที่จะเข้าไป

           "ไม่เอาละ ผมไม่อยากรอคิวยาวขนาดนี้"
           "ไม่ได้" โฌเซฟีนไม่ยินยอม "ได้เข้าเฝ้าแม่พระน่ะเป็นสิ่งดีสำหรับคนไร้ศรัทธาอย่างคุณ"
           "ดีอย่างไร อันตรายด้วยซ้ำ คิดดูสิ คนสุขภาพดีๆ ไปถึงตอนแม่พระปรากฏกายพอดี เผื่อมีปาฏิหาริย์แล้วเขาเกิดกลายเป็นอัมพาตไปล่ะ"

           สิ่งที่เกิดขึ้นกับโบบี้ขณะเขามีอายุเพียง ๔๓ ปี คงทำให้เขาอยากหาเหตุผลให้แก่ตนเอง เหตุใดเขาจึงต้องกลายเป็น "ชุดประดาน้ำ" แม้จะเห็นว่าตนเองนั้นไม่ใช่คนพิการ ไม่ตายซาก แต่เป็น "สายพันธุ์ใหม่" ทว่าโบบี้คงตั้งคำถามกับตนเองเมื่อคิดทบทวนย้อนอดีตไป เขาต้องกลับมายังเมืองแบร์ก-ซูร์-แมร์ อีก ต่างอายุ ต่างสภาพ จากคนปกติเขามีสภาพเหมือนตัวละครในวรรณคดีเรื่องที่บันดาลใจให้เขาอยากเขียนเลียนแบบ แล้วคำพูดของเขาหน้าถ้ำพระแม่มารีย์ที่เมืองลูร์ดส์เล่า เป็นเหตุบังเอิญอีกด้วยหรือ

           ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ของโบบี้ผู้มีวิญญาณในดวงตานี้ ออกวางตามร้านหนังสือเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ พิมพ์ครั้งแรกสองหมื่นห้าพันเล่มและขายหมดในพริบตาเดียว เนื่องจากคนฝรั่งเศสรู้เรื่องของโบบี้มาก่อนหน้านี้ และเฝ้ารอคอยงานประพันธ์ของเขาอย่างใจจดใจจ่อ สำนักพิมพ์ลัฟฟงต์ พิมพ์เพิ่มทันทีสามหมื่นเล่ม โบบี้ได้รับทราบจากสำนักพิมพ์ว่าหนังสือของเขาได้รับการต้อนรับอย่างไร

           ไม่อยากเขียนต่อไปเลยว่า สอง-สามวันหลังจากนั้น โบบี้ถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลการ์ชส์ เพราะสภาพร่างกายเกิดอ่อนแอเฉียบพลันและระบบหายใจเริ่มล้มเหลว ครอบแก้วได้แตกกระจาย ชุดประดาน้ำได้ขาดวิ่นเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ขณะโบบี้อายุได้ ๔๕ ปี

           จากข้อมูลที่ได้ถึงวันที่ ๒๖ มีนาคม ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ขายดีอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นเวลาสามสัปดาห์นับแต่หนังสือออกสู่ท้องตลาด และเข้าใจว่ายังคงติดอันดับหนึ่งมาตลอด เพราะยอดจำหน่ายสูงถึงสองแสนแปดหมื่นเล่มในกลางเดือนพฤษภาคม

           ก่อนหน้านี้มีสำนักพิมพ์จากประเทศต่างๆ ติดต่อขอลิขสิทธิ์แปลแล้วถึง ๒๐ ประเทศ ประเทศไทยเป็นลำดับที่ ๒๑ โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๐ นับเป็นลำดับที่ ๔ ในเอเซีย ต่อจาก เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน

           โบบี้จบเรื่องแต่งของเขาด้วยบทที่ชื่อว่า "คืนสู่การงาน" โกล๊ด ม็องดิบิล มาตรวจแก้ต้นฉบับกับโบบี้ ขณะเธอไปซื้อกาแฟ โบบี้มองดูในกระเป๋าสตางค์ใบน้อยของเธอที่รูดซิปเปิดไว้ เห็นกุญแจห้องในโรงแรม ตั๋วรถไฟใต้ดินและธนบัตรใบละร้อยฟรังค์พับสี่หนึ่งใบ เขามีความรู้สึกว่าวัตถุเหล่านี้เหมือนมาจากโลกอื่น มาสำรวจลักษณะที่อยู่อาศัย การขนส่งและการซื้อขายแลกเปลี่ยน แล้วโบบี้ก็ตั้งคำถามแก่ตนเองในประโยคจบเรื่องว่า

"ในจักรวาลนี้มีกุญแจสำหรับไขชุดประดาน้ำของผมไหมหนอ มีรถไฟใต้ดินสักสายซึ่งปราศจากสถานีปลายทางหรือไม่ มีเงินตราค่าสูงพอจะซื้อเสรีภาพของผมคืนมาบ้างไหม คงต้องไปแสวงหาที่อื่น ผมไปเดี๋ยวนี้แหละ"

           โบบี้ได้ไปแล้วจริงๆ ไปสู่เสรีภาพที่เขาแสวงหา เขาได้กล่าวคำอำลาผู้อ่านของเขาอย่างตระหนักรู้ใช่ไหม "ผมไปเดี๋ยวนี้แหละ"

           ความกล้าหาญ การไม่ยอมพ่ายแพ้หรือสิ้นหวังโดยง่าย คุณสมบัติเหล่านี้ของโบบี้แสดงให้เห็นแล้วว่า มนุษย์นั้นยิ่งใหญ่ได้เกินกว่าที่มนุษย์เองจะคาดถึง

           ฌ็อง-โดมินิก โบบี้คือตัวอย่างแก่ทุกผู้ทุกนาม ไม่ว่าผู้นั้นจะมีร่างกายสมบูรณ์หรือทุพพลภาพ ขอคารวะต่อบุรุษยิ่งใหญ่ผู้มีวิญญาณในดวงตาผู้นี้
 




๒. เส้นทางสายนักแปล

ผู้เขียนทำงานแปลอย่างต่อเนื่องเมื่อสี่ปีนี้เอง และเมื่อได้เข้าสู่เส้นทางสายนี้ก็ให้หลงเสน่ห์การแปล รู้สึกเพลิดเพลินจำเริญใจ ได้ค้นพบสิ่งประเทืองปัญญา ได้ทำงานที่ท้าทายทุกตัวอักษรและทุกถ้อยคำ ทำอย่างไรจึงจะถ่ายทอดออกมาในอีกภาษา ในอีกบริบททางวัฒนธรรมแล้วยังรักษาความหมายดั้งเดิมได้ครบถ้วน รักษาน้ำเสียงของผู้แต่ง อีกทั้งไปให้ถึงระดับเดียวกับการสร้างสรรค์ในตัวบทต้นฉบับ งานที่ท้าทายเช่นนี้จะให้เลิกทำได้อย่างไร

           ในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ จะถึงวาระครบรอบ ๒๐๐ ปี วันเกิดออนอเร่ เดอ บัลซัค ผู้เขียนได้เสนอโครงการแปลงานของบิดาแห่งสัจนิยมฝรั่งเศสผู้นี้รวมทั้งสิ้น ๗ เรื่อง (โดยมีอาจารย์ท่านอื่นร่วมโครงการด้วย) ต่อฝ่ายวัฒนธรรมฝรั่งเศส ตั้งเมื่อสองปีก่อน ในปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ฝ่ายวัฒนธรรมฝรั่งเศสได้จัดหาทุนนักแปลให้แก่ผู้เขียนสำหรับปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อให้มาศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการแปลและเพื่อแปลในประเทศฝรั่งเศส ตามข้อตกลงในการขอรับทุน ผู้เขียนจะแปลเรื่อง เออเฌนี กร็องเดต์ ของบัลซัค ทุนนี้มีกำหนด ๓ เดือน ระหว่างกรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐

           ผู้เขียนมีโครงการเยือนสถาบันแปลและล่าม ESIT อันมีชื่อเสียงของฝรั่งเศส ที่มหาวิทยาลัยปารีส วิทยาเขตโดฟีน สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์สอนแปล และศึกษาวิทยานิพนธ์งานแปลของสถาบัน ชมบ้านของบัลซัคและสถานที่อันเป็นอนุสรณ์ในปารีส อีกทั้งเยือนเมืองซาเช่ ในแคว้นตูแรนน์ อันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์บัลซัค เยือนเมืองโซมูร์ซึ่งบัลซัคใช้เป็นฉากเรื่อง เออเฌนี กร็องเดต์ ซื้อหาและศึกษาทั้งหนังสือเก่าและตำราวิชาการใหม่ๆ เกี่ยวกับบัลซัค และแปลเออเฌนี กร็องเดต์ ในช่วงที่รับทราบเรื่องทุนนั้น ผู้เขียนไม่ได้คาดหมายเลยว่า เส้นทางสายนักแปลในฝรั่งเศสจะแตกแขนงออกไปได้อีก

           ทว่านิตยสาร ELLE ฉบับวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ตีพิมพ์บทความของเอริก ออร์เซนน่า ชื่อ "นักเดินทางผู้มิได้เคลื่อนไหว" และมีตัวอักษรโปรยนำชื่อเรื่องว่า "เขาเขียนหนังสือด้วยดวงตาข้างซ้าย" ว่าด้วยเรื่องของ ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ บรรณาธิการบริหาร ELLE ซึ่งเส้นโลหิตในสมองแตกและเป็นอัมพาตทั้งตัวเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ทว่าสามารถเขียนหนังสือด้วยการเลิกเปลือกตาข้างซ้าย อวัยวะส่วนเดียวของเขาซึ่งยังเคลื่อนไหวได้ และนั่นคือ ที่มาของบทความชื่อ "วิญญาณในดวงตา" ในบัญชรวรรณวินิจ มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ อันเป็นบทนำของหนังสือเล่มนี้

           เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้น หนังสือชื่อ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ใกล้จะวางตลาด และโบบี้ยังมีชีวิตอยู่ ในบทความของออร์เซนน่า มีบทสัมภาษณ์โบบี้ ซึ่งเขาตอบคำถามด้วยการเลิกเปลือกตาเช่นกัน

           ทันทีที่ได้อ่านบทความ ผู้เขียนก็รู้สึกว่าต้องแปลหนังสือเล่มนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เห็นหนังสือ เป็นความแน่ใจว่าจะต้องเป็นหนังสือที่วิเศษ ควรค่าแก่การแปล ความรู้สึกและความแน่ใจนี้เกิดขึ้นโดยที่ผู้เขียนไม่ได้วิเคราะห์หาเหตุผลในขณะนั้น แน่ละในจิตใต้สำนึก ผู้เขียนคงได้สำเหนียกว่า คนเป็นบรรณาธิการบริหารย่อมเป็นผู้ที่สั่งสมความรู้จากการอ่าน มีหูกว้างตากว้าง ถึงพร้อมด้วยศิลปะโวหาร อีกทั้งสภาพที่เขาประสบอยู่ย่อมทำให้เขาคิด มอง และเห็นต่างไปจากในสภาวะปกติ การที่บุคคลซึ่งช่วยตัวเองไม่ได้เลย แต่ยังผลิตงานสร้างสรรค์ได้ เขาย่อมเป็นคนพิเศษกว่าบุคคลธรรมดา ผลงานของเขาย่อมเป็นตัวอย่างอันดีแก่ผู้คนทั่วไป ทั้งที่ร่างกายสมบูรณ์และที่ทุพพลภาพ อนึ่งค่าตอบแทนจากการแปลหนังสือเรื่องนี้ ควรเป็นประโยชน์แก่สาธารณะเพื่อการศึกษาของเด็กในชนบท เช่นนี้มรดกที่โบบี้มองไว้แก่มนุษย์โลกจึงจะไม่สูญเปล่า

           ผู้เขียนจึงตัดสินใจแทรกงานแปลเรื่อง ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ไว้ในโครงการแปลพร้อมไปกับ เออเฌนี กร็องเด้ต์ ความสุขทางใจเกิดขึ้นอีกครั้งทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เห็นหนังสือ เมื่อผู้เขียนติดต่อบรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ เล่าให้ฟังคร่าวๆ ถึงหนังสือเล่มนี้ บรรณาธิการเห็นพ้องว่าต้องแปล ต้องพิมพ์ และผลกำไรจากการพิมพ์ควรเป็นของผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทย ทั้งนี้โดยที่ผู้เขียนยังไม่ได้บอกความตั้งใจประการนี้แก่บรรณาธิการ พอถึงปลายเดือนมีนาคม ผู้เขียนก็ได้รับหนังสือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ด้วยความอนุเคราะห์จากคนไทยคนหนึ่งซึ่งไปฝรั่งเศสเพียงระยะหนึ่งสัปดาห์

           ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ไม่ได้ทำให้ผู้เขียนผิดหวัง แต่ละบทในหนังสือหนา ๑๓๐ หน้าเล่มนี้ ไม่ต่างจากเรื่องสั้นชั้นดีทั้ง ๒๙ บทร้อยเรียงเข้าด้วยกันเป็นหนังสือวิเศษหนึ่งเล่ม เป็นนวนิยายยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนไม่ยอมวางจนกระทั่งอ่านจบบทสุดท้าย

           ความวิเศษของหนังสือนั้นอาจทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามว่า โบบี้ป่วยจริงหรือ สำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์แต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อประชาสัมพันธ์หนังสือใช่ไหม คนป่วยเป็นอัมพาตทั้งตัว กะพริบตา ๒๐๐,๐๐๐ ครั้งเพื่อเขียนหนังสือหนึ่งเล่มได้จริงหรือ อีกทั้งยังเขียนอย่างฉลาด อย่างมีอารมณ์ขันเช่นนี้ แต่จากข่าวสารทั้งหลายทั้งปวง ผู้เขียนรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง รายการวรรณกรรมทางโทรทัศน์ ชื่อ Bouillon de Culture ของแบร์นารด์ ปิโวต์ก็นำเสนอเรื่องราวของโบบี้ มีการเตรียมการก่อนหน้านี้โดยมิได้คาดหมายว่าโบบี้จะจากไปหลังหนังสือออกจำหน่ายเพียง ๓ วัน และ ๕ วันก่อนรายการโทรทัศน์

           ฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ฝีมือดีได้ไปถ่ายทำหนังสารคดีที่โรงพยาบาลริมทะเล ณ เมืองแบร์กซึ่งโบบี้พักรักษาตัวอยู่ เบแน็กซ์ผูกเรื่องตามหนังสือของโบบี้ซึ่งเขาได้สำเนาต้นฉบับที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ เบแน็กซ์ตั้งชื่อสารคดีของเขาไว้ ๒ ชื่อ คือ Assigne a residence-เขาถูกกำหนดให้อยู่กับที่ อีกชื่อคือ Alphabet du silence-ตัวอักษรในความสงบ เบแน็กซ์เลือกชื่อแรก แบร์นาร์ด ปิโวต์เจ้าของรายการวรรณกรรมจึงขอใช้ชื่อหลัง

           แน่ละ ผู้เขียนรู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้ทราบว่าโบบี้จากไป ผีเสื้อได้อำลาชุดประดาน้ำ เขาไม่ได้อยู่รับรู้ความสำเร็จของตน ไม่ได้สัมผัสความชื่นชมจากเพื่อนร่วมชาติและเพื่อนร่วมโลก ทว่าโบบี้ได้ทิ้งมรดกสำคัญไว้ มรดกซึ่งเขาเขียนอุทิศให้เตโอฟีลและเซแลสต์ ลูกชายวัยสิบขวบ และลูกสาววัยแปดขวบของเขา

แด่เตโอฟีลและเซแลสต์
ด้วยความหวังว่าเจ้าทั้งสองจะได้ผีเสื้อมากหลาย

           สำหรับผู้เขียน การไว้อาลัยแด่โบบี้ ก็คือ แปลงานของเขาให้ดีที่สุด ดังนั้นผู้เขียนจึงตัดอารมณ์สะเทือนใจออกไปได้สำเร็จ

           มีบุคคล ๒ คนที่โบบี้กล่าวถึงในหนังสือ ซึ่งผู้เขียนอยากพบที่สุด คนแรกคือ โกล๊ด ม็องดิบิล บรรณาธิการต้นฉบับอิสระของสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์ ผู้นั่งท่องตัวอักษรให้โบบี้เลิกเปลือกตาเลือก แล้วจดลงทีละตัว จนเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม ในคำอุทิศส่วนที่สอง โบบี้เขียนถึงโกล๊ด ม็องดิบิลไว้ดังนี้

ขอแสดงความรู้คุณต่อโกล๊ด ม็องดิบิล
เมื่อได้อ่านต่อไปแล้วผู้อ่านคงจะเข้าใจดีว่า
เธอมีบทบาทสำคัญเพียงใดในการเขียนหนังสือเรื่องนี้

           คนที่สองซึ่งผู้เขียนอยากพบ ชื่อ ซ็องดรีน "แม่ทูนหัว" ของโบบี้ในหนังสือ เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสัทบำบัด (Orthophoniste) ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลริมทะเล เมืองแบร์ก ซึ่งโบบี้พักรักษาตัวอยู่เป็นเวลา ๑๕ เดือน

           โกล๊ดอยู่ปารีส ซ็องดรีนอยู่ทางเหนือที่เมืองแบร์ก แล้วบุคคลทั้งสองนี้จะยินดีพบผู้เขียนไหมหนอ โบยบินถึงฝรั่งเศสแล้ว คงรู้

           ในการแปลวรรณคดี ผู้แปลจะต้องเลือกต้นฉบับซึ่งผ่านการชำระที่ดีที่สุด เพื่อได้ทำงานกับต้นฉบับสมบูรณ์น่าเชื่อถือ ในประเด็นนี้ผู้แปลวรรณคดีฝรั่งเศสจะมีปัญหาน้อยที่สุด เพราะวงวรรณคดีศึกษาฝรั่งเศสใส่ใจเรื่อง การชำระต้นฉบับมาแต่ไหนแต่ไร และสำนักพิมพ์กัลลิมารด์จัดพิมพ์วรรณคดีฝรั่งเศสในชุด Bibliotheque de la pleiade พร้อมด้วยบทวิเคราะห์ เชิงอรรถและต้นฉบับส่วนที่แตกต่างไปจากฉบับหรือจากส่วนที่เลือกมาตีพิมพ์ โดยการค้นคว้าของนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในนักประพันธ์แต่ละคน หรือในนวนิยายแต่ละเรื่อง ในขณะเดียวกันสำนักพิมพ์อื่นๆ ก็จัดพิมพ์ต้นฉบับในทำนองนี้เช่นกัน ผู้แปลจึงศึกษาได้จากหลายๆ สำนักพิมพ์ สำหรับวรรณกรรมปัจจุบัน อย่างกรณี ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ย่อมไม่มีปัญหาเรื่องการคัดเลือกต้นฉบับสำหรับการแปล เพราะมีอยู่ฉบับเดียวและเป็นฉบับสมบูรณ์อยู่แล้ว

           ในการเดินทางตามเส้นทางสายนักแปล เพื่อ "ดำหาชุดประดาน้ำ โบยบินไปกับผีเสื้อ" นี้ ผู้เขียนไม่จำเป็นต้องตามหาต้นฉบับ แต่จะตามไปดูทุกหนทุกแห่งที่โบบี้กล่าวถึงในปารีสและที่เมืองแบร์ก ที่ปารีสไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร ELLE หรือไปจิบกาแฟที่ Cafe de Flore แหล่งซุบซิบนินทาระดับไฮโซที่โบบี้กล่าวถึง สำหรับเมืองลูรด์ส์เมื่อไม่มีโอกาสลงใต้ไปเยือน ก็จะเดินทางไปในหนังสือภาพแทน ในอนาคตถ้าเมื่อใดมีโอกาสผ่านฮ่องกง ก็ค่อยแวะไปยังโรงแรมเพนนินซูล่า ขึ้นไปบนบาร์ลอยฟ้าเฟลิกซ์ เพื่อนั่งบนเก้าอี้ตัวสำคัญ

"ผมเกลียดการถ่ายรูป แต่กลับมีภาพแทนตัวในร้านกาแฟลอยฟ้าสุดฮิตสุดหรูแห่งนี้ บนพนักเก้าอี้ตัวหนึ่งมีภาพของผมพิมพ์ไว้ เป็นหนึ่งในภาพใบหน้าคนฝรั่งเศสสิบกว่าภาพที่ฟิลิป เอส.สั่งทำ แน่ละปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นหลายสัปดาห์มาแล้ว ก่อนที่ชะตากรรมจะเปลี่ยน ผมให้เป็นหุ่นไล่กา ผมไม่รู้ว่าที่นั่งของผมจะประสบความสำเร็จมากกว่าที่นั่งอื่นๆ หรือไม่ แต่คุณอย่าไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นแก่ผมให้พนักงานประจำบาร์ฟังล่ะ คนพวกนั้นล้วนเชื่อโชคลาง เดี๋ยวจะไม่มีสาวจีนเอวบางร่างน้อยงดงาม นุ่งมินิเสกิร์ตคนไหนยอมมานั่งบนตักผมอีก"

           ก็ผู้เขียนไม่ได้เชื่อโชคลางนี่นะ

           ก่อนออกเดินทางสู่ปารีสเมื่อคืนวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้น ผู้เขียนแปล ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ไปแล้ว ๑๒ บท และหวังอยู่ในใจว่าจะมีโอกาสได้พบโกล๊ด ม็องดิบิลที่ปารีส ได้ไปเมืองแบร์ก เพื่อเยือนโรงพยาบาลริมทะเล ได้พบซ็องดรีน และได้ไปทุกหนทุกแห่ง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไปให้ได้มากแห่งเท่าที่ปรากฏในหนังสือของโบบี้ เพื่อจะสามารถยืนยันแก่ตนเองและแก่ผู้อ่านฉบับภาษาไทยถึงภาพอันเกิดจากการบรรยายด้วยเปลือกตาเพียงข้างเดียวนั้น
 




๓. โกล๊ด ม็องดิบิล

ในบทสุดท้ายของ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ชื่อ "คืนสู่การงาน" ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ กล่าวถึงโกล๊ด ม็องดิบิลไว้ดังนี้

โกล๊ดนั่งเท้าศอกบนโต๊ะล้อเลื่อนปูฟอร์โมก้าซึ่งใช้แทนโต๊ะทำงาน เธออ่านต้นฉบับที่เราช่วยกันดึงออกมาจากความว่างเปล่าอย่างอดทนทุกๆ บ่าย นานสองเดือนต่อเนื่องมาแล้ว ผมพอใจเมื่อได้ยินบางบทบางตอน แต่ก็มีที่เราผิดหวัง ทั้งหมดนี้จะเป็นหนังสือเล่มได้ไหมนะ ขณะฟังเธออ่าน ผมก็พินิจดูปอยผมสีน้ำตาลของเธอ แก้มขาวซีดซึ่งดวงอาทิตย์และสายลมเกือบจะไม่ได้แต้มสีชมพูให้เลย มือทั้งสองมีเส้นเลือดสีน้ำเงินกระหวัดอยู่ ภาพทั้งหมดนี้ก็จะกลายเป็นภาพในความทรงจำถึงฤดูร้อนซึ่งเราได้ทำงานกันเต็มที่ สมุดปกสีน้ำเงินเล่มโตซึ่งเธอเขียนเต็มหน้าเดียวของแต่ละแผ่นด้วยลายมือเป็นระเบียบและประณีต ซองใส่เครื่องเขียนเต็มไปด้วยดินสอสำรองกระดาษเช็ดหน้าตั้งสูงพร้อมสำหรับเสมหะที่พ่นออกมาโดยควบคุมไม่ได้ของผม และกระเป๋าสตางค์สีแดงถักด้วยเส้นใยใบปาล์ม ซึ่งนานๆ ทีเธอจะหยิบเศษสตางค์ออกมาเพื่อไปซื้อกาแฟ---

           ภาพถ่ายของโกล๊ด ม็องดิบิลขณะทำงานกับโบบี้ โดยอาศัยโต๊ะล้อเลื่อนปูฟอร์ไมก้าในห้องผู้ป่วยต่างโต๊ะทำงาน ฝีมือฌ็องลูป์ เซียฟฟ์ซึ่งนิตยสาร ELLE เป็นผู้ตีพิมพ์และอนุญาตให้สิ่งตีพิมพ์ฉบับอื่นๆ ใช้ได้นั้นเผยแพร่ไปทั่วโลก และเมื่อโกล๊ด ม็องดิบิลเดินเข้ามาในสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์ซึ่งตั้งอยู่ที่หมายเลข ๒๔ ถนนมาร์โซ่ ผู้เขียนซึ่งไปถึงก่อนเวลานัด ๕ นาทีก็จำเธอได้ทันที

           นั่นเป็นวันอังคารที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ เวลา ๑๒.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายลิขสิทธิ์ต่างประเทศของสำนักพิมพ์เป็นผู้นัดหมายให้เมื่อผู้เขียนโทรศัพท์ไปในวันก่อน อาคารสำนักงานแห่งนี้ใหญ่โตโอ่โถง นอกจากจะเป็นที่ตั้งของสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์แล้ว ยังมีสำนักพิมพ์ในเครืออีกสาม ได้แก่ ฟิโซต์, ฌุยยารด์ และเซแกรส์ เมื่อเดินผ่านประตูทางเข้า จะเห็นตู้กระจกติดผนังทั้งสองด้าน แน่ละในบรรดาหนังสือออกใหม่ที่เรียงรายอยู่ ย่อมมี ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ตั้งแสดงอยู่ด้วย

           โกล๊ดและผู้เขียนได้สนทนากันในห้องประชุมชั้น ๕ ของสำนักพิมพ์ มีประตูเปิดออกไปสู่สวนดอกไม้บนดาดฟ้าข้างห้องประชุมซึ่งผนังกรุกระจกสองด้าน โกล๊ดชวนให้ไปนั่งคุยกันในสวนกลางแดดยามเที่ยง แต่ผู้เขียนบอกว่าขอใช้โต๊ะในห้องทำงานจะดีกว่า โกล๊ดขออนุญาตสูบบุหรี่ ดังนั้นเราจึงเปิดประตูสู่ดาดฟ้าทิ้งไว้เพื่อระบายอากาศ โกล๊ดเล่าว่าเธอเรียนมาทางด้านสารนิเทศ เป็นรีไรเตอร์ ฟรีแลนซ์ เคยทำงานกับสำนักพิมพ์หลายแห่ง แต่ในปัจจุบันเธอติดต่อกับสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์เท่านั้น เพราะชอบอัธยาศัยไมตรีของผู้คนที่เธอเกี่ยวข้องด้วยในสำนักพิมพ์แห่งนี้

           ในกรณีของโบบี้ สำนักพิมพ์ติดต่อเธอ แจ้งให้ทราบถึงลักษณะงานซึ่งจะต่างออกไปจากเดิม โกล๊ดเล่าว่าเธอไม่เคยพบโบบี้มาก่อน (แน่ละ เธออ่านนิตยสาร ELLE) แต่ก็รู้สึกว่างานนี้น่าสนใจ สำนักพิมพให้เธอเดินทางไปถึงเมืองแบร์ก เพื่อพูดคุยเรื่องงานกับโบบี้ ดูว่าเธอจะพอใจรับทำหรือไม่ ตลอดจนไปรู้จักเมืองแบร์ก ซึ่งเธอจะต้องพำนักในโรงแรมเป็นเวลาต่อเนื่อง ๒ เดือน

           โกล๊ดจึงเดินทางไปเมืองแบร์ก ไปพบโบบี้ เธอมีกระดาษซึ่งเขียนตัวอักษรชุด ESA เรียงตามความถี่ในการใช้เพื่อพูดคุยกับเขา เธอรู้สึกประทับใจในตัวโบบี้มาก แม้การสื่อสารจะเป็นไปอย่างตะกุกตะกัก เพราะโกล๊ดยังจำลำดับตัวอักษรชุด ESA ไม่ได้ ขณะท่อง เธอจะต้องคอยดูนัยน์ตาของเขา เพราะเมื่อเธอท่องถึงตัวอักษรที่เขาต้องการ เขาจะเลิกเปลือกตาข้างซ้ายขึ้น เธอก็จะจดตัวอักษรนั้นไว้ แล้วเริ่มท่องใหม่เพื่อให้ได้ตัวอักษรตัวถัดไป แต่เมื่อเธอยังจำลำดับไม่ได้ จำต้องก้มลงดูชุดตัวอักษร เธอก็จะไม่เห็นนัยน์ตาของเขา หรือเมื่อเธอดูทีละ ๕ ตัว แล้วเงยหน้าขึ้นท่องเพื่อดูนัยน์ตา ก็จะเสียเวลามาก

           อย่างไรก็ตาม โกล๊ดตระหนักว่าปัญหานี้จะหมดไปเมื่อเธอท่องจำได้ และประสบการณ์ในการเป็นรีไรเตอร์มาก่อน ทำให้เธอสามารถคาดเดาคำจากตัวอักษรแรกๆ เพียง ๒-๓ ตัว และประโยคจากคำเพียง ๒-๓ คำได้ โดยไม่มีความผิดพลาดมากนัก

           สิ่งหนึ่งที่โกล๊ดกลัวก่อนการไปพบโบบี้ คือเธออาจไม่ชอบลีลาการเขียนของโบบี้ การเขียนตามคำบอกทีละตัวอักษรคงจะเป็นเรื่องน่าอึดอัดใจอย่างยิ่ง การจะขอแก้ไขตกแต่งสำนวนที่เขียนด้วยความยากลำบากเช่นนี้อาจเป็นการทำร้ายจิตใจบุคคลซึ่งชะตากรรมได้โหมกระหน่ำอยู่แล้ว แต่แล้วโกล๊ดก็สบายใจอย่างยิ่ง เธอชอบสำนวนภาษาของโบบี้

           เมืองแบร์กเป็นเมืองตากอากาศชายทะเล ช่วงเวลาทำงานก็เป็นช่วงฤดูร้อนพอดี ฟ้ากระจ่าง อากาศอุ่น ผู้คนคึกคัก โกล๊ดไปดูโรงแรมซึ่งอาจเป็นที่พักของเธอ เธอพอใจ เมื่อกลับมาปารีส เธอก็แจ้งแก่สำนักพิมพ์ว่าเธอพร้อมที่จะทำงานนี้ในช่วงเวลาที่กำหนด คือ กรกฎาคม-สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ หลังจากนั้น สำนักพิมพ์แจ้งแก่เธอว่า โบบี้ก็ยินดีทำงานกับเธอ โกล๊ดจึงอำลาครอบครัวมาปักหลักที่เมืองแบร์กตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน เธอไปพบโบบี้ที่ห้องของเขาในโรงพยาบาล เวลาบ่าย ๒ โมงและทำงานจนถึงบ่าย ๕ โมงเย็นทุกวัน

           อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกๆ โกล๊ดยังรู้สึกประหม่า เธอท่องตัวอักษรผิดลำดับ จดตัวอักษรผิด ประสมเป็นคำไม่ได้ แม้โบบี้จะวางหน้าเฉยที่สุด เธอก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถ เธอบอกโบบี้อย่างผิดหวังตนเองว่า "ดิฉันโง่เง่า ดิฉันทำให้คุณเสียเวลาเปล่า" โบบี้ตอบเธอว่า "โกล๊ด อย่ากลัวสิ"

           โกล๊ดมีสมุดปกแข็งเล่มโตไว้จดข้อความ เธอตระหนักว่าเป็นงานที่ต้องการความอดทนอย่างมาก แต่โบบี้ก็ช่างฉลาดปราดเปรื่องจนบางทีเธอลืมไปว่าเขาเป็นอัมพาตทั้งตัว และคุยกับเธอด้วยการเลิกเปลือกตา โบบี้ตั้งชื่อหนังสือไว้เรียบร้อยแล้ว โกล๊ดได้รับทราบตั้งแต่วันแรกที่พบปะกัน แต่เขายังมิได้จัดลำดับแต่ละบท บทสุดท้ายนั้นเขียนในช่วงที่แก้ไขทบทวนในเดือนพฤศจิกายนอีก ๒ สัปดาห์

           เวลาที่จะเขียนตัวเลข โบบี้จะบอกว่า "ตัวเลข" โกล๊ดก็จะท่อง "หนึ่ง สอง สาม---" เมื่อจะขึ้นย่อหน้าใหม่ โบบี้ใช้ตัวอักษรย่อว่า a l l (a la ligne) ซึ่งแปลว่าขึ้นบรรทัดใหม่ หรือขึ้นย่อหน้าใหม่นั่นเอง สำหรับเครื่องหมายกำกับสระ โบบี้ไม่จำเป็นต้องบอก เพราะโกล๊ดรู้อยู่แล้ว และสำหรับเครื่องหมายจบประโยค โบบี้ก็จะหลับตาข้างซ้ายของเขา

           ต่อคำถามที่ว่ามีบ้างไหมที่บางวันทำงานไม่ได้เนื้องาน เพราะโบบี้เกิดจำไม่ได้ หรือเตรียมการแต่งล่วงหน้ามาไม่ดีพอ โกล๊ดตอบว่ามีบางครั้งโบบี้เหนื่อย เขาจะต้องคิดใหม่ขณะเขียนคำบอก ซึ่งในที่สุดก็ใช้ไม่ได้ โบบี้จะขอโทษและขอยกเลิกการทำงานในวันนั้น นอกจากนี้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หลังจากทำงานไปสักสองชั่วโมง ดวงตาข้างซ้ายของโบบี้เกิดหมุนได้ โกล๊ดตกใจมาก หมอต้องมาดูแล แต่อาการนี้เกิดต่อหน้าโกล๊ดเพียงหนเดียวเท่านั้น

           โบบี้ทราบว่าโกล๊ดมีเวลาให้เขาเพียงแค่ ๒ เดือน เพราะเธอต้องจากครอบครัวมา ดังนั้นในเวลา ๒ เดือนนี้โบบี้จึงต้องทำงานหนัก เขาจะต้องเขียนให้จบ กำหนดเวลาดังกล่าวทำให้การเขียนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และทำให้งานเสร็จตามกำหนดเวลา "อย่างไรก็ตาม" โกล๊ดยิ้มเศร้า "ถ้ายังไม่เสร็จ ดิฉันก็ยินดีที่จะอยู่ต่อ"

           ราฟาแอล หนูน้อยวัย ๘ ขวบ ลูกสาวของโกล๊ดมาหาแม่และมาเยี่ยมโบบี้ที่โรงพยาบาล เดิมโบบี้เกรงว่าแม่หนูจะหวาดกลัวสภาพคนเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งหลายในโรงพยาบาลและสภาพร่างกายของเขา โบบี้คิดว่าราฟาแอลไม่ควรจะมาเยี่ยมเขา แต่โกล๊ดแน่ใจว่าลูกสาวของเธอจะไม่เป็นอะไร ราฟาแอล มา แม่หนูพูดคุยกับโบบี้อย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าการพูดคุยด้วยการเลิกเปลือกตานั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ แม่หนูไม่ได้เห็นว่าเขาแปลกไปจากผู้อื่น

           เมื่อถามว่าโกล๊ดรู้สึกอย่างไรกับหนังสือเล่มนี้ เธอตอบว่าชอบทั้งเล่ม มีบางบทที่เธอชอบเป็นพิเศษ คือบทที่ชื่อ "ยี่สิบต่อหนึ่ง" ชอบกลวิธีการเขียนบทนี้ โบบี้เล่าเรื่องสองเรื่องพร้อมกันโดยสลับย่อหน้าเล่า ใช้การเว้นบรรทัดห่างระหว่างย่อหน้าเป็นการตัดฉาก เรื่องสองเรื่องนี้มีตัวละครเดินเรื่องตัวเดียวกัน เธอคิดว่าโบบี้เองก็ชอบบทนี้มาก

           แต่แน่ละ บทที่ทำให้โกล๊ดหลั่งน้ำตาต่อหน้าโบบี้ และต้องหยุดการทำงานชั่วขณะ นั่นก็คือบทที่ชื่อว่า "ม่าน" เมื่อโบบี้เขียนคำบอกถึงตอนที่ว่า

"---คลื่นความทุกข์เข้าครอบคลุมผม เตโอฟีล ลูกชายของผม นั่งเรียบร้อยอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าของเขาห่างจากใบหน้าผมเพียงห้าสิบเซ็นต์ แล้วผม พ่อของเขา ไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะเอามือลูบผมดกหนาของเขา สัมผัสต้นคออ่อนนุ่ม กอดรัดร่างน้อยๆ อันอบอุ่นและลื่นเรียบของเขาให้แนบแน่น---"

           โกล๊ดก็ไม่อาจท่องตัวอักษรต่อไปได้ ขณะโกล๊ดร้องไห้อยู่นั้น โบบี้ตาชื้น เขาคอยจนกระทั่งเธอสงบอกสงบใจได้ จึงทำงานกันต่อ

"---จะให้พูดว่าอย่างไร มันเหี้ยมโหด อยุติธรรม สุดจะทนทาน หรือ น่าสะพรึงกลัวกันแน่ ทันใด ผมรู้สึกเหมือนด่าวดิ้นสิ้นใจ น้ำตาท่วมท้น มีเสียงดังลั่นอันเกิดจากอาการจุกเสียดเปล่งออกมาจากลำคอของผมจนเตโอฟีลตัวสั่น อย่ากลัวไปเลย เด็กเอ๋ย พ่อรักเจ้า---"

           โกล๊ดได้กล่าวตำหนิผู้แปลฉบับภาษาอังกฤษว่าไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของโบบี้ได้ครบในประโยคที่ว่า Tout d’un coup, j’en creve. / Suddenly, I can take no more./ "ทันใดผมรู้สึกเหมือนด่าวดิ้นสิ้นใจ" สำหรับโกล๊ดคำกริยา crever หรือ creve ในรูปประโยคเป็นอาการทุรนทุรายกระเสือกกระสนเยี่ยงสัตว์ขณะจะตาย ผู้เขียนถามโกล๊ดว่าในฐานะรีไรเตอร์ซึ่งได้เคยทำงานร่วมกับบุคคลอื่นๆ มาแล้ว เธอรู้สึกอย่างไรที่ได้ทำงานกับโบบี้ โกล๊ดตอบสั้นๆ ว่า "เป็นประสบการณ์วิเศษสุด"

           ผู้เขียนเล่าให้โกล๊ดฟังว่า สามสัปดาห์ก่อนออกจากกรุงเทพนั้น ได้ส่งต้นฉบับแปล ๑๒ บทแรกไปยังสำนักพิมพ์ บรรณาธิการติดต่อกลับมาหลังจากนั้นว่า หลังจากที่เริ่มอ่านไปเพียง ๒-๓ บรรทัด ก็ต้องวางต้นฉบับ ไม่อาจอ่านต่อไปได้เพราะรู้สึกสะเทือนใจยิ่ง

           ผู้เขียนเข้าใจดีว่าทุกคนที่ได้รับรู้วิธีการเขียนของโบบี้ แม้จะชื่นชมในอุตสาหวิริยะของเขาแต่ก็ย่อมอดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสงสัยในใจว่าเขาจะเขียนได้ดีหรือไม่ (แม้แต่ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทางภาษา ฝ่ายวัฒนธรรมฝรั่งเศสที่กรุงเทพ ก็กล่าวว่า "ไม่รู้ว่าหนังสือดีหรือเปล่า" เมื่อผู้เขียนบอกเขาว่าจะแปลหนังสือเล่มนี้ ซึ่งขณะนั้นหนังสือเพิ่งวางตลาดที่ปารีส) ดังนั้นเมื่อได้เห็นต้นฉบับได้อ่านกลวิธีและลีลาภาษาเยี่ยงนักประพันธ์ยิ่งใหญ่ ย่อมเกิดความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรณาธิการก็เป็นนักเขียนเช่นกัน

           จำได้ว่าได้ตอบบรรณาธิการไปว่า ตนเองนั้นตัดอารมณ์สะเทือนใจทิ้งไปแล้ว เพราะการแปลหนังสือเล่มนี้ย่อมเป็นการส่งสารที่โบบี้ต้องการบอกแก่เพื่อนมนุษย์ถึงเพื่อนร่วมชาติชาวไทย และหวังว่าบรรณาธิการจะทำใจได้ในเวลาเร็ววัน

           โกล๊ดฟังเรื่องที่ผู้เขียนเล่าอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยสีหน้าอ่อนโยน ในขณะนั้นผู้เขียนรู้สึกคล้ายว่า เราสองคนใกล้ชิดกัน แม้จะต่างชาติต่างภาษาและเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก ทั้งนี้เพราะต่างตระหนักร่วมกันในคุณค่าของบุคคลผู้ล่วงลับ---ฌ็อง-โดมินิก โบบี้

           เวลาในการสนทนาล่วงเลยไป ผู้เขียนเชิญโกล๊ดรับประทานอาหารกลางวัน เธออุตส่าห์ข้ามกรุงปารีส สละเวลามาพบผู้เขียน และตอบคำถามอย่างเต็มใจยิ่งโดยไม่มีค่าตอบแทน ผู้เขียนขอถ่ายรูปเธอในห้องประชุมและริมสวนบนดาดฟ้า

           เราขึ้นรถเมล์สาย ๖๓ หน้าสำนักพิมพ์ ข้ามแม่น้ำแซน ผ่านรัฐสภากลับมากลางกรุงปารีส ลงที่โบราณสถานโรมันคลูนี่ แล้วเดินไปยังหัวถนนแซ็งต์-ฌาคส์ หลังวัดแซงค์-เซอแวร็ง มีร้านอาหารจีนร้านหนึ่งตั้งอยู่ที่หมายเลข ๑๗ ขึ้นชื่อในเรื่องของเป็ดย่างและเกี๊ยวกุ้ง โกล๊ดบอกว่าเธอไม่ชอบซุปเท่าใดนักแต่เมื่อเกี๊ยวน้ำมาถึง เธอก็รับประทานจนหมดถ้วยอย่างยอมแพ้ในความอร่อย สำหรับเป็ดย่างเธอก็บอกว่ารสชาตินุ่มนวล เนื้อเนียนและหนังกรอบ สรุปว่าอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา ขณะรับประทาน การสนทนาก็ดำเนินต่อไป

           โกล๊ดเล่าว่าช่วงการตรวจแก้ไขและลำดับบทนั้น เธอจะอ่านให้โบบี้ฟังช้าๆ ทีละบท บางบทก็ถือกางไว้ให้เขาอ่านเอง มีแก้ไขน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นไปตามการเขียนครั้งแรก มีคำหนึ่งที่โกล๊ดขอแก้ไขโบบี้ คือคำว่า gitane papier mais หรือบุหรี่สีน้ำตาลมวนเปลือกข้าวโพด ในฐานะนักสูบบุหรี่ โกล๊ดบอกโบบี้ว่า คำนี้เรียกว่า gitane mais เท่านั้น

           เมื่อผู้เขียนถามโกล๊ดว่า เธอรู้จักศัพท์แสลง ที่เรียก "หู" ว่า "หิ้งวางบุหรี่" และ "หอยนางรม" ตลอดจนสำนวน "หูอื้อ" ว่า "หอยนางรมอัดทราย" ใช่ไหม โกล๊ดหัวเราะ พยักหน้ารับ ผู้เขียนบอกเธอว่า สำหรับผู้เขียนต้องเปิดพจนานุกรมศัพท์แสลงโดยเฉพาะ ตัวละครในหนังสือของโบบี้มีแต่ชื่อหน้า หากมีชื่อสกุลก็จะเหลือเพียงอักษรตัวแรก ขณะอ่าน ผู้เขียนค่อนข้างแน่ใจว่าตัวละครเหล่านี้มีตัวตนจริง ชื่อที่ให้มาก็เป็นชื่อจริง ซึ่งเมื่อถามโกล๊ดก็ทราบว่าเป็นไปตามนั้น

           ในหนังสือ โบบี้กล่าวถึงผู้หญิงสามคนที่มีความสัมพันธ์กับเขา คนแรก โฌเซฟีน คู่รักเก่าสมัยยังเป็นหนุ่ม คนที่สอง ซิลวี มารดาของเตโอฟีลและเซแลสต์ และคนที่สาม ฟลอร็องซ์ คู่ชีวิตในปัจจุบัน โกล๊ดให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าโบบี้กับซิลวีอยู่กินด้วยกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส (ซึ่งเป็นลักษณะปกติของสามีภรรยาส่วนใหญ่ในฝรั่งเศสปัจจุบัน และกฎหมายรับรองสถานภาพนี้ไม่ต่างจากการจดทะเบียนเมื่ออยู่ด้วยกันเกินห้าปีขึ้นไป-ผู้เขียน) เป็นเวลา ๑๐ ปี มีลูกชายหญิงด้วยกันอย่างละคน

           จากข้อมูลในหนังสือ ในบทชื่อ "อะ เดย์ อิน เดอะ ไลฟ์" โบบี้เพิ่งแยกตัวออกมาจากครัวเรือนเมื่อเดือนกรกฎาคม (พ.ศ. ๒๕๓๙) เพื่ออยู่กินกับ "ฟลอร็องซ์ผู้อ่อนหวาน" นับเป็นเวลาไม่ถึง ๖ เดือนที่เขาได้อยู่ร่วมกับคู่ชีวิตคนปัจจุบัน

           โกล๊ดเคยพบฟลอร็องซ์ที่โรงพยาบาล และได้เห็นซิลวีกับลูกทั้งสองในโบสถ์ระหว่างพิธีศพ

           เมื่อผู้เขียนถามถึงซ็องดรีน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัทบำบัด "แม่ทูนหัวของโบบี้" โกล๊ดก็ยิ้มหวาน เธอกับ ซ็องดรีนได้กลายเป็นเพื่อนกัน และซ็องดรีนก็เป็นคนน่ารักมากคนหนึ่งในสายตาของเธอ

           ผู้เขียนได้นำสำเนาต้นฉบับ "วิญญาณในดวงตา" ติดตัวมาด้วย และได้แปลให้โกล๊ดฟังอย่างคร่าวๆ เธอสนใจดูว่าชื่อของเธอเขียนอย่างไรในภาษาไทย และพอใจที่ได้เห็นตัวอักษรชุด ESA เธอถามว่าเคยดูรายการวรรณกรรมของแบร์นารด์ ปิโวต์ ซึ่งเสนอเรื่องราวของเกี่ยวกับโบบี้หรือยัง เธอบอกว่าถ้าได้ดูก็จะเข้าใจอย่างดีว่าเธอทำงานเขียนคำบอกกับโบบี้อย่างไร เมื่อทราบว่าผู้เขียนยังไม่เคยดู เธอก็ชวนผู้เขียนไปบ้านของเธอ "ดิฉันจะให้คุณยืมวีดิโอ มีหนังสือฉบับแปลต่างๆ อีกสี่-ห้าภาษา และรายงานสื่อมวลชนทั้งหมด ถ้าคุณไม่รังเกียจที่จะเดินขึ้นบันไดชั้นหกนะ"

           ผู้เขียนหวนระลึกถึงครั้งที่มาปารีสเมื่อ ๕ ปีก่อน ห้องพักผู้เขียนอยู่บนชั้นสี่ บันไดทางขึ้นแคบๆ ไม้มันและสึกด้วยน้ำหนักเท้า ชั้นสี่ของฝรั่งเศสก็คือชั้นห้าของไทย ชั้นหกบ้านโกล๊ดก็คือชั้นเจ็ด ทว่าไมตรีที่หยิบยื่นให้ครั้งนี้ทั้งๆ ที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก จะปฏิเสธได้อย่างไร

           เราออกจากร้านอาหาร ขึ้นรถเมล์สาย ๖๓ มาลงที่สถานีรถไฟออสแตร์ลิทซ์ แล้วต่อสาย ๖๑ เพื่อไปยังบ้านโกล๊ด ซึ่งอยู่ที่ย่านก็อมแบ๊ตต้า สุดเขตกรุงปารีสทางตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะรถแล่นผ่านสุสานแปร์-ลาแชสอันมีชื่อเสียงของปารีสและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง โกล๊ดก็เผยว่า หลุมศพตระกูลโบบี้นั้นตั้งอยู่ในทิศเดียวกับบ้านของเธอพอดี บางครั้งเธอจะมานั่งสูบบุหรี่อยู่เบื้องหน้าหลุมศพของเขา ผู้เขียนจึงถือโอกาสถามว่า เธอร้องไห้หรือเปล่าเมื่อโบบี้ตาย โกล๊ดตอบว่า "ร้องสิ วัลยา"

           สุสานแปร์-ลาแชส มีขนาดกว้างขวางใหญ่โตตั้งอยู่บนเนิน ณ ที่นี้ ออนอเร่ เดอ บัลซัคเคยใช้เป็นฉากจบเรื่อง พ่อกอริโยต์ อันลือชื่อ รัสตินยัค ตัวละครเอกยืนอยู่ที่สุสานนี้ มองดูกรุงปารีสเบื้องล่าง แล้วกล่าวคำท้าทาย "ถึงคราวของเราทั้งสองบ้างแล้วละ" สุสานของบัลซัคก็ประดิษฐาน ณ สุสานแห่งนี้ บัลซัคผู้เป็นอนุสาวรีย์แห่งโลกอักษรและนโปเลียนแห่งอาณาจักรวรรณกรรมได้เริ่มกำราบปารีสให้ศิโรราบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราลงจากรถเมล์ เดินเข้าสู่ถนนซอยเพื่อไปยังบ้านโกล๊ด เธอชี้ให้ดูโรงพยาบาลขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่คนละฟากถนน นั่นคือโรงพยาบาลที่โบบี้กล่าวถึงในบทชื่อ "ปารีส" ซึ่งเขาได้เดินทางมารับการตรวจรักษาจากคณะแพทย์ ๒ ครั้ง โรงพยาบาลนี้ชื่อ Tenon โกล๊ดบอกว่า บังเอิญอย่างไม่น่าเชื่ออีกเช่นกันที่โรงพยาบาลอยู่ติดกับบ้านของเธอ

           เราเดินขึ้นบันไดไปอย่างช้าๆ โกล๊ดกล่าวว่าเธอชอบชั้นที่หกของเธอมาก เพราะมองเห็นท้องฟ้ากระจ่างเหนือหลังคาอาคารอื่นๆ

           เธอให้ผู้เขียนดูฉบับแปลภาษาเยอรมัน สวีดีช ดัทช์ อังกฤษและอเมริกา (๒ ฉบับหลังนี้ผู้แปลคนเดียวกัน) เมื่อเราเปิดดูฉบับภาษาอังกฤษด้วยกันนั้น ได้เห็นว่า ผู้แปลมิได้แปลคำอุทิศซึ่งโบบี้เขียนให้แก่ลูกทั้งสองครบความ นั่นคือขาดข้อความที่ว่า "ด้วยความหวังว่าเจ้าทั้งสองจะได้ผีเสื้อมากหลาย" โกล๊ดคงจะรู้สึกผิดหวัง เพราะเธอตระหนักถึงความหมายและความสำคัญของคำอุทิศจากใจของโบบี้ต่อลูกทั้งสองของเขา เธอโทรศัพท์แจ้งสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์ทันที

           นอกจากหนังสือฉบับแปลในภาษาต่างๆ ที่ตีพิมพ์ออกมาแล้ว โกล๊ดยังหอบสำเนาบทความ บทวิจารณ์ บทสัมภาษณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวกับโบบี้และหนังสือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ มาให้ผู้เขียนยืม สำเนาทั้งหมดนี้มีความหนามากกว่าชุดที่สำนักพิมพ์โรแบร์ต ลัฟฟงต์ให้มาถึงสองเท่า และท้ายสุดโกล๊ดส่งวีดิโอให้ เธอกำชับว่าเธอมีอยู่เพียงม้วนเดียวและไม่มีขายในท้องตลาด วีดิโอม้วนนี้บันทึกรายการวรรณกรรมชื่อ "ตัวอักษรในความเงียบ" ของแบร์นารด์ ปิโวต์ ซึ่งรวมหนังสารคดีของฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์ไว้ด้วย โกล๊ดส่งให้ผู้เขียนโดยที่เธอไม่มีที่อยู่ของผู้เขียนและผู้เขียนก็ไม่มีหมายเลยโทรศัพท์

           นอกจากนี้เธอยังโทรศัพท์ทางไกลไปบันทึกข้อความทิ้งไว้ในเครื่องรับของซ็องดรีน ว่าให้ติดต่อกลับมาในเช้าวันรุ่งขึ้นก่อนไปทำงาน เธอมีเรื่องจะพูดด้วย ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจที่โกล๊ดไม่บอกซ็องดรีนว่ามีนักแปลชาวไทยประสงค์จะขอพบที่เมืองแบร์ก แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้ถาม ปริศนาเรื่องนี้ซ็องดรีนจะเป็นผู้ไขที่บ้านของเธอในเวลาต่อมา โกล๊ดนัดผู้เขียนให้โทรถึงเธอในอีก ๒ วัน เพื่อทราบว่าซ็องดรีนจะสะดวกให้พบในวันเสาร์หรืออาทิตย์ที่ ๑๙ หรือ ๒๐ กรกฎาคม หรือไม่ วันหยุดสุดสัปดาห์ดังกล่าวนั้น เพื่อนของผู้เขียนสะดวกที่จะขับรถพาผู้เขียนไปเมืองแบร์ก

           ก่อนจากมา โกล๊ดให้ผู้เขียนดูสำเนาบทความในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งนั่งเทียนเขียนเอาเองว่า เธอหลงรักโบบี้ เธอได้โทรศัพท์ไปยังสำนักงานหนังสือพิมพ์แห่งนั้นเพื่อเล่นงาน แต่นักข่าวตัวการไม่เคยอยู่ ผู้เขียนนึกในใจว่าช่างเหมือนกันทุกหนทุกแห่ง อันที่จริง บทความนี้ผู้เขียนเคยเห็นมาก่อนแล้ว แต่ไม่ถามโกล๊ดถึงเรื่องนี้ เพราะอาจเป็นคำถามไม่สุภาพและถ้าเป็นเรื่องจริงก็เป็นเรื่องส่วนตัว ดีที่โกล๊ดพูดขึ้นเอง

           นอกจากนี้ เธอยังหยิบ "กระเป๋าสตางค์สีแดงถักด้วยเส้นใยใบปาล์ม" ตามที่โบบี้กล่าวถึงในบทจบของเรื่องมาให้ดู โบบี้ใช้สิ่งของที่บรรจุในกระเป๋าสตางค์ใบนี้เป็นการจบเรื่อง

---และกระเป๋าสตางค์สีแดงถักด้วยเส้นใยใบปาล์ม ซึ่งนานๆ ครั้งเธอจะหยิบเศษสตางค์ออกมาเพื่อไปซื้อกาแฟ ซิปกระเป๋าใบน้อยเปิดอยู่ ผมมองเห็นกุญแจห้องในโรงแรม ตั๋วรถไฟใต้ดินและธนบัตรใบละร้อยฟรังค์พับสี่หนึ่งใบ คล้ายวัตถุที่ส่งมายังโลกมนุษย์ ผ่านท่ออวกาศเพื่อสำรวจลักษณะที่อยู่อาศัย การขนส่งประเภทต่างๆ และการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างมนุษย์โลกด้วยกัน ภาพที่เห็นทำให้ผมจนถ้อยคำ ได้แต่ครุ่นคิด ในจักรวาลนี้มีกุญแจสำหรับไขชุดประดาน้ำของผมไหมหนอ มีรถไฟใต้ดินสักสายซึ่งปราศจากสถานีปลายทางหรือไม่ มีเงินตราค่าสูงพอจะซื้อเสรีภาพของผมคืนมาบ้างไหม คงต้องไปแสวงหาในที่อื่น ผมไปเดี๋ยวนี้แหละ

           ผู้เขียนมองดูกระเป๋าสตางค์ใบน้อยซึ่งได้กลายเป็นอมตะ อยากจะใส่กุญแจลงไปสักดอก ตั๋วรถไฟใต้ดิน และธนบัตรใบละร้อยพับสี่ แล้วถ่ายรูปเอาไว้ แต่โกล๊ดไม่ยินยอม เธอบอกว่านั่นไม่ใช่ของจริง เธอกล่าวสรุปว่า "วัลยา คุณได้เห็นหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ยกเว้นเพียงอย่างเดียว คือสมุดเล่มโตปกสีน้ำเงินซึ่งดิฉันจดตามการเขียนคำบอก สมุดเล่มนั้นเก็บอยู่ที่สำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์"

           คืนนั้นผู้เขียนนอนไม่ค่อยหลับเพราะดื่มกาแฟเกินปริมาณไป ๒ ถ้วยเป็นเพื่อนโกล๊ด ในห้องประชุมและที่ร้านอาหาร การได้พบโกล๊ดในวันนี้ก็เท่ากับว่าสมความปรารถนาของผู้เขียนไปครึ่งหนึ่งแล้ว อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำบอกเล่าต่างๆ ของโกล๊ด เธอได้รับจดหมายจำนวนมากจากผู้อ่าน ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เขาเหล่านั้นชื่นชมโบบี้ แต่เมื่อโบบี้ไม่อยู่ให้เขาแสดงไมตรีจิต พวกเขาจึงเขียนถึงเธอแทน ล้วนแล้วแต่เป็นจดหมายที่อ่อนหวานเปี่ยมไมตรี และแสดงความพอใจในความอดทนของเธอ

           ในบางครั้งที่โรงพยาบาลเมืองแบร์ก โกล๊ดอ่านหนังสือให้โบบี้ฟัง เขาชอบออนอเร่ เดอ บัลซัค ชอบเรื่อง ภาพลวงตาสลาย (lllusions perdues) ผู้เขียนไม่ประหลาดใจที่โบบี้ชอบเรื่องนี้ เพราะบัลซัคเสนอปัญหาจากประสบการณ์ของตนเองที่ว่า นักเขียนควรจะเขียนงานอันสูงส่ง ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นงานที่เขียนได้ยาก ใช้เวลา วิริยะอุตสาหะ แต่เป็นงานซึ่งวันหนึ่งจะทำให้เขาเป็นอมตะ และเป็นงานสร้างสรรค์สังคม หรือนักเขียนจะเลือกความสำเร็จรวดเร็วแต่ชั่วคราว ได้เงินเร็วแต่ไร้เกียรติยศ เขียนเรื่องประโลมโลกย์ คาวโลกีย์ เรื่องน้ำเน่าขายดีในตลาดล่าง

           บัลซัคเองเริ่มต้นด้วยการเป็นนักเขียนรับจ้างมาก่อน และใช้เป็นการฝึกฝนภาษา ตลอดจนคิดค้นกลวิธีการประพันธ์ นวนิยายสองเรื่องแรกของเขามีข้อด้อยในเรื่องสำนวนภาษาประเภทสุกเอาเผากิน และตัวละครยังมีลักษณะน้ำเน่าอยู่บ้าง อีกทั้งอุดมการณ์สูงส่งที่เสนอไว้ก็ดูไม่สมจริงเท่าใดนัก ทว่า ภาพลวงตาสลาย นั้นเป็นงานชิ้นเอกเรื่องหนึ่งโดยแท้จริง

           หนังสือบางเล่มที่โบบี้ชอบ โกล๊ดไม่ชอบ เมื่อเธออ่าน ผู้ฟังก็จับได้เพราะขาดรสชาติในน้ำเสียง โบบี้ขอให้เธอหยุดอ่าน โกล๊ดชอบงานเขียนของ วาเลรี-ลาร์โบด์ เธอนำมาอ่านให้เขาฟัง และโบบี้ก็ชอบ โกล๊ดอธิบายแก่ผู้เขียนว่า เธอต้องการเป็นเพื่อนกับโบบี้ในฐานะเพื่อนเสมอกัน ไม่ใช่ในฐานะคนปกติกับคนเจ็บ ซึ่งคนปกติควรจะเอาใจคนเจ็บ ทั้งนี้เพราะเธอเห็นว่าโบบี้เป็นคนปกติ ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนปกติเสียด้วยซ้ำ

           เนื่องจากผู้เขียนไม่มีโทรทัศน์และเครื่องเล่นวีดิโอ จึงจำเป็นต้องโทรศัพท์ไปตามบ้านเพื่อนฝูง แล้วก็รู้สึกว่าช่างเป็นการรบกวนมิตรสหายแสนดีทั้งหลายซึ่งต่างรู้สึกอึดอัดใจที่ไม่อาจช่วยเหลือผู้เขียนได้ เพราะพวกเขาไม่มีโทรทัศน์หรือเครื่องเล่นวีดิโอ คนฝรั่งเศสจำนวนมากไม่มีโทรทัศน์ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะไม่มีอำนาจซื้อ แต่เป็นเพราะเขาเห็นว่ามีสิ่งอื่นที่ประเทืองปัญญาได้ดีกว่า ผู้เขียนโทรไปถึงครอบครัวที่สาม จึงได้รับคำตอบว่ามีและตกลงนัดหมายวันเวลา ไม่ได้อยู่บ้านของตนเอง ก็ต้องรบกวนเขาไปทั่วอย่างนี้แหละ
 




๔. ตัวอักษรในความเงียบ

รายการวรรณกรรมทางโทรทัศน์ของแบร์นารด์ ปิโวต์ ยืนยงคงกระพันมาเกินกว่า ๑๐ ปี ผู้เขียนจำได้ว่า ครั้งกระโน้นสมัยที่ศึกษาอยู่ในฝรั่งเศส รายการวรรณกรรมโดยผู้ดำเนินรายการคนเดียวกันนี้ ใช้ชื่อว่า Apostrophes หรือ "อาลปนะ" หรือ "พบคนวรรณกรรม" เมื่อ ๕ ปีที่แล้วก็ยังใช้ชื่อเดิมอยู่ มาคราวนี้เปลี่ยนชื่อรายการ เป็น Bouillon de Cuture หรือ "เพาะเชื้อวัฒนธรรม" เมื่อปิโวต์คิดเสนอเรื่องราวของโบบี้ โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องมาร่วมสนทนา และฉายหนังสารคดียาว ๒๖ นาทีว่าด้วยชีวิตประจำวันของโบบี้ที่โรงพยาบาลเมืองแบร์ก โดยการถ่ายทำของฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์นั้น เขาไม่ได้คาดหมายว่าโบบี้จะจากไปกะทันหัน กำหนดวันออกรายการคือวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ เวลา ๒๒.๓๕ น. สถานี France 2 แต่โบบี้จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ ๙ ของเดือนเดียวกัน

           ผู้ร่วมสนทนาที่ปิโวต์เชิญมา คือนายแพทย์คริสติย็อง เดอ มาริกูรต์ หัวหน้าคณะแพทย์ประจำโรงพยาบาลริมทะเลเมืองแบร์ก ฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์ผู้ถ่ายทำภาพยนตร์ แบร์นารด์ ชาปุยส์เพื่อนสนิทที่สุดของโบบี้และโกล๊ด ม็องดิบิล ปิโวต์ขอยืมชื่อรายการในคืนนั้นจากชื่อสำรองที่เบแน็กซ์ตั้งเผื่อไว้ คือ Alphabet du silence หรือ "ตัวอักษรในความเงียบ"

           นายแพทย์ เดอ มาริกูรต์ กล่าวถึงโรงพยาบาลว่า โรงพยาบาลแห่งนี้สังกัดกรุงปารีส เป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยระยะยาว เช่นผู้เป็นโรคชรา อัมพาต โคม่า คล้ายเป็นโรงแรมสำหรับผู้ป่วยเพื่อการพักฟื้น อากาศริมทะเลก็เหมาะแก่การฟื้นฟูสุขภาพ สิ่งที่ประทับใจผู้เขียนอย่างยิ่ง คือคุณหมอยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า สิ่งที่โบบี้กล่าวถึงในลักษณะขำขันเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาพยาบาลทุกระดับ ทำให้พวกเขาได้ตระหนักถึงการที่หลงลืมไปว่า คนไข้ผู้พูดไม่ได้ ขยับเขยื้อนไม่ได้นั้น ยังเป็น "คน" อยู่ หนังสือของโบบี้ทำให้มีการปฏิบัติต่อคนไข้ในโรงพยาบาลดีขึ้น และอย่างที่ควรจะเป็นในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

           ฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์ กล่าวถึงความประทับใจเมื่อได้พบโบบี้ เขาเล่าว่าเขาไปถึงโรงพยาบาลแบบอินเดียนแดง กล่าวคือเดินวนดูรอบๆ โรงพยาบาลหลายเที่ยว รู้ว่าห้องหนึ่งในกลุ่มอาคารนั้น โบบี้นอนอยู่ เมื่อตัวเขาเองพร้อม จึงเดินเข้าโรงพยาบาล แต่เมื่อถึงหน้าห้อง ๑๑๙ อาคารซอเรล ปรากฏว่าโบบี้ไม่อยู่ในนั้น เบแน็กซ์รออยู่ มีผู้เข็นโบบี้เข้ามา ประโยคแรกของเบแน็กซ์ที่ทักทายโบบี้ก็ทำให้เขาเองหน้าแตก เบแน็กซ์กล่าวว่า "ผมคือ ฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์ เรายังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ผมก็อยากจะถ่ายทำเรื่องของคุณ" โบบี้ตอบว่า "ไม่ใช่ เราเคยพบกันมาแล้ว ผมเคยสัมภาษณ์คุณ"

           เบแน็กซ์เล่าว่า ในการถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับโบบี้ เขาไม่จำเป็นต้องแต่งเรื่องขึ้นใหม่ โบบี้เขียนไว้อย่างวิเศษแล้วในต้นฉบับ เขาเพียงแต่เสนอเรื่องราวตามหัวข้อต่างๆ ในหนังสือ ประสบการณ์ในการถ่ายทำสารคดีชุดนี้ ทำให้เบแน็กซ์ซึ่งเลิกถ่ายทำภาพยนตร์ไป ๕ ปีด้วยเหตุผลหลายประการ คิดกลับมาทำภาพยนตร์อีกครั้ง

           เบแน็กซ์เล่าอีกว่า โบบี้ที่เห็นในหนังสารคดีไม่ใช่โบบี้ผู้ป่วย แต่เป็นโบบี้นักแสดง เขาเล่นด้วยดวงตาข้างเดียวของเขานี้แหละ และครั้งหนึ่งโบบี้เตือนเบแน็กซ์ว่า ปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนขณะจะถ่ายทำต่อนั้นเป็นคนละชุดและคนละสีกับที่ถ่ายทำค้างไว้ในวันก่อน

           ประโยคหนึ่งของเบแน็กซ์ซึ่งประทับใจผู้เขียนคือประโยคที่ว่าเราสามารถพูดคุยกับโบบี้ได้เป็นชั่วโมงๆ โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย แน่ละเบแน็กซ์ท่องจำชุดตัวอักษร ESA ได้ทั้งหมดก่อนไปพบโบบี้

           ผู้เขียนได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับเบแน็กซ์ภายหลัง ทราบว่าภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของเขาเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว อีฟว์ มงต็องด์ ดารายิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสแสดงเป็นตัวเอก ปรากฏว่ามงต็องด์เสียชีวิตระหว่างการถ่ายทำ อาจเป็นเพราะเขาอายุมาก มีโรคประจำตัวมาก่อน และแช่น้ำเย็นนานเกินไประหว่างการถ่ายทำ เมื่อภาพยนตร์ออกฉาย เบแน็กซ์ถูกวิจารณ์อย่างหนัก ภาพยนตร์ไม่ได้รับความสำเร็จ ประกอบกับเขาสูญเสียมารดา และตัวเองประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ ขาหัก ต้องนอนโรงพยาบาลเหมือนคนเป็นอัมพาตอยู่นานหลายเดือน เขาจึงเห็นใจโบบี้อย่างยิ่ง เมื่อได้พบโบบี้ ได้ประจักษ์ในการไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อชะตาชีวิตของโบบี้ พลังจากตัวโบบี้กระตุ้นให้เขาคืนสู่วงการภาพยนตร์ โบบี้บอกเขาว่า "คุณมีความสามารถด้านนี้"

           ในฐานะผู้ถ่ายทำ เบแน็กซ์เสียดายที่โบบี้ไม่ยอมให้เขาถ่ายภาพขณะแช่น้ำในอ่าง เบแน็กซ์อยากจะให้ผู้ชมได้เห็นความสุขของโบบี้ขณะร่างกายอยู่ในน้ำทั้งตัว ตามที่เขาเล่าไว้ในหนังสือ แต่โบบี้ย่อมรู้ดีถึงความแตกต่างระหว่างภาพจากตัวอักษรกับภาพจากกล้องภาพยนตร์ เขาจึงปฏิเสธ

           เบแน็กซ์ส่งสารคดีชุดที่ตัดต่อเรียบร้อยแล้วให้โบบี้ดู แม้จะได้ตัดภาพอันแสดงสิ่งผิดปกติวิสัยมนุษย์ทิ้งไปแล้วก็ตาม เขาก็ยังเกรงว่าโบบี้อาจช็อคเพราะเป็นครั้งแรกที่จะได้เห็นภาพตนเอง อย่างไรก็ตามโบบี้เห็นด้วยกับภาพซึ่งเบแน็กซ์นำเสนอ เขาให้เบแน็กซ์สัญญาว่าจะไม่เผยแพร่ภาพอื่นๆ ที่ถ่ายทำไว้และมิได้ปรากฏในสารคดีชุดนี้ เบแน็กซ์รักษาสัญญานั้น แม้จะมีผู้เสนอราคาสูงแก่เขาก็ตาม

           ภาพโบบี้ที่เผยแพร่ในนิตยสาร ELLE เป็นภาพซึ่งคัดสรรแล้ว จะเห็นหน้าโบบี้ด้านข้างในลักษณะปกติ ผู้เขียนเคยประหลาดใจเมื่ออ่านบทชื่อ "จักรพรรดินี" โบบี้บรรยายว่าจมูกของเขาคดงอ โบบี้ในนิตยสาร ELLE มีจมูกโด่งปกติ เมื่อเห็นภาพในหนังสารคดีฉากที่เขามาดูรูปสลักหินอ่อนจักรพรรดินี เบแน็กซ์ได้ถ่ายภาพหน้าตรงของโบบี้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ภาพหน้าตรงสะท้อนอยู่ในเงาตู้กระจกประดิษฐานรูปสลักหินอ่อน จึงได้เห็นรางๆ ว่าจมูกของเขาคดงอ

           ผู้เขียนได้รับรู้ถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่น อีกทั้งความเคารพที่เบแน็กซ์และเพื่อนร่วมงานของโบบี้มีต่อตัวเขา หลังจากได้สัมภาษณ์บุคคลทั้งสอง ปิโวต์ก็ชี้แจงว่าเขาประสงค์ จะให้ผู้ชมได้ดูสารคดีก่อน แล้วจึงจะถามโกล๊ด และแบร์นารด์ ชาปุยส์

           ขณะดูหนังสารคดียาว ๒๖ นาทีนี้ ผู้เขียนอดนึกไม่ได้ว่าถ้าโบบี้ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ชมคงจะรู้สึกแตกต่างไปอย่างลิบลับ เสียงโกล๊ดท่องตัวอักษรดังบ้างเบาบ้างในช่วงที่เปลี่ยนฉากแต่ละครั้ง เมื่อได้เห็นวิธีการเขียนคำบอก ก็รู้สึกชื่นชมในความอดทนของโกล๊ด ในมานะของโบบี้ โกล๊ดท่อง---ท่อง--- และท่อง ดวงตาจับจ้องอยู่ที่นัยน์ตาของโบบี้เพื่อจะได้ไม่พลาด เธอท่องอย่างเป็นธรรมชาติ อย่างสบายอกสบายใจ แล้วจดตัวอักษรเมื่อโบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น ทีละตัว คำหนึ่งที่เบแน็กซ์เลือกให้โบบี้และโกล๊ดสาธิตวิธีเขียนให้ผู้ชมดูนั้น คือคำว่า "มิทธรา-กร็องด์ช็องป์" อันเป็นชื่อม้าแข่งตัวเก็ง ในบทที่ชื่อว่า "ยี่สิบต่อหนึ่ง" บทซึ่งโบบี้และโกล๊ดชื่นชอบในกลวิธีการเขียน คำว่า Mithra Grandchamp นี้ นับเป็นคำสะกดยากสำหรับการเขียนคำบอก เพราะเป็นชื่อเฉพาะและเป็นชื่อม้า เบแน็กซ์คงเลือกด้วยสาเหตุนี้

           ขอสาธิตให้ท่านผู้อ่านเข้าใจวิธีทำงานของโกล๊ดและโบบี้ ดังนี้

           โกล๊ดท่อง E S A R I N T U L O M โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด M

           โกล๊ดท่อง E S A R I โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด I

           โกล๊ดท่อง E S A R I N T โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด T

           โกล๊ดท่อง E S A R I N T U L O M D P C F B V H โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด H

           โกล๊ดท่อง E S A R โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด R

           โกล๊ดท่อง E S A โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด A

           ถึงตรงนี้ก็ได้ชื่อม้าคำแรกคือ Mithra สำหรับเครื่องหมาย "-" ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า tiret โกล๊ดท่องต่อและโบบี้เลือกตัวอักษรสำหรับคำนี้

           E S A R I N T โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด T

           E S A R I โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด I

           E S A R โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด R

           E โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด E

           E S A R I N T โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด T

           โกล๊ดได้เครื่องหมาย "-" แล้วท่องต่อ

           E S A R I N T U L O M D P C F B V H G โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด G

           E S A R โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด R

           E S A โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด A

           E S A R I N โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด N

           E S A R I N T U L O M D โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด D

           E S A R I N T U L O M D P C โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด C

           E S A R I N T U L O M D P C F B V H โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด H

           E S A โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด A

           E S A R I N T U L O M โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด M

           E S A R I N T U L O M D P โบบี้เลิกเปลือกตาขึ้น โกล๊ดจด P

           จึงได้คำว่า Mithra-Grandchamp ครบทั้งคำ

           เพื่อให้ได้คำซึ่งประกอบด้วยตัวอักษร ๑๖ ตัวและมีเครื่องหมาย "-" อยู่ระหว่างกลางนั้น โกล๊ดต้องท่องตัวอักษรรวมทั้งสิ้น ๑๗๔ ตัว!

           ช่วงที่เบแน็กซ์มาถ่ายทำภาพยนตร์นั้น เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ชายหาดเมืองแบร์กที่เห็นจึงเป็นหาดร้างผู้คน โบบี้แต่งกายอบอุ่นเต็มที่ ฟลอร็องซ์ (ตัวจริง) เข็นเก้าอี้ล้อเลื่อนให้เขาและแล้วผู้เขียนก็ได้เห็นซ็องดรีน "แม่ทูนหัว" ของโบบี้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ในกระจ่างดุจนางฟ้าใจดี แต่เมื่อได้เห็นว่าซ็องดรีนจะต้องทำอย่างไรบ้าง โบบี้จึงจะพอเปล่งเสียงออกมาได้ ผู้เขียนก็ให้รู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง แม้จะรู้ว่าเป็นสิ่งซึ่งโบบี้ปรารถนา ดังที่เขาเขียนไว้ในบทชื่อ "แม่ทูนหัว" ว่า

---ในวันเกิดของผม ซ็องดรีนทำให้ผมออกเสียงอ่านตัวอักษรแล้วฟังเข้าใจได้สำเร็จ ไม่มีของขวัญวันเกิดใดจะวิเศษกว่านี้อีกแล้ว ผมได้ยินตัวอักษรทั้งยี่สิบหกตัวซึ่งถูกกระชากพ้นความว่างเปล่าด้วยเสียงห้าวคล้ายมนุษย์ดึกดำบรรพ์---

           ในภาพยนตร์ ซ็องดรีนสวมถุงมือ มือข้างหนึ่งอยู่ในปากของโบบี้ อีกข้างหนึ่งจับริมฝีปากอีกมุมหนึ่งให้แยกออก (ปากของโบบี้จะปิดสนิท ริมฝีปากล่างยื่นพ้นริมฝีปากบน และมีน้ำลายอยู่ระหว่างริมฝีปาก) ก่อนหน้านี้เธอได้นวดเหงือก ลิ้นและเพดานปากของเขา เธอออกเสียงนำ เพื่อให้เขาออกเสียงตาม เบแน็กซ์จับภาพใบหน้าของซ็องดรีนเป็นส่วนใหญ่ เพื่อเลี่ยงภาพหน้าโบบี้ขณะฝึกออกเสียง ใบหน้าของซ็องดรีนแสดงความปรารถนาดีและความมุ่งมั่นที่จะทำให้คนไข้ของเธอเปล่งเสียงฟังรู้เรื่องให้ได้ นี่คือซ็องดรีนที่ผู้เขียนอยากพบ หลังภาพยนตร์จบลง ปิโวต์ตั้งข้อสังเกตว่า แบร์นารด์ ชาปุยส์และโกล๊ดไม่ดูสารคดีเรื่องนี้ ทั้งคู่หลบตามองพื้นตลอดเวลา โกล๊ดตอบสั้นๆ ว่าเธอเคยดูแล้ว แบร์นารด์ ชาปุยส์ตอบว่า "ผมดู ทำไมจะไม่ดูเล่า"

           แต่เมื่อปิโวต์ยืนยันว่าเขาไม่ได้ดู เพื่อนสนิทของโบบี้ก็ตอบตรงๆ ว่าเขาไม่เห็นประโยชน์อันใดที่จะต้องมาหลั่งน้ำตาต่อหน้าสาธารณะ เราควรรำลึกถึงโบบี้ในฐานะผู้ที่ถึงพร้อมด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ถึงสิ่งที่เขาทำมากกว่าจะมาคร่ำครวญหวนไห้ ชาปุยส์พูดถึงการเป็นผู้มีอารมณ์ขัน ความชื่นชอบในดนตรี การเป็นนักอ่านตัวยง และการชอบรับประทาน ตลอดจนการเป็นผู้ที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งใดง่ายๆ ของเพื่อนของเขา หนังสือชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ย่อมเป็นพยานยืนยันได้ดี

           นอกจากนี้ชาปุยส์ยังกล่าวถึงการที่โบบี้จัดตั้งสมาคมผู้เป็นอัมพาตทั้งตัว ชื่อ A.L.I.S. (Association du Locked-In-Syndrome) และรับเป็นประธาน ทั้งนี้โดยมีฟิลิป แวน เอ๊กอู๊ท ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านสัทบำบัดประจำโรงพยาบาลปิติเย่-ซาลแปตริแยร์ที่ปารีสเป็นผู้สนับสนุน ผู้ป่วย L.I.S. ต่างมีกำลังใจเมื่อได้รับทราบว่าผู้จัดตั้งสมาคมนี้เป็น L.I.S. คนหนึ่ง โบบี้คิดจะออกวารสารเชิงวัฒนธรรมปีละ ๓ เล่ม โดยให้มีทั้งข้อเขียนของผู้ป่วยเองและบทความจากศิลปิน นักเขียน นักหนังสือพิมพ์อื่นๆ แม้โบบี้จะจากไปแล้ว แต่สมาคมที่เขาจัดตั้ง "มากับตาข้างซ้าย" ก็ยังอยู่และยังดำเนินกิจกรรมต่อไป

           ชาปุยส์เล่าว่าเดิมเพื่อนๆ ในกลุ่มโบบี้กับเขาช่วยกันทำตัวอักษรทั้ง ๒๖ ตัวขนาดใหญ่ แล้วยกขึ้นทีละตัวให้โบบี้เลือก แต่วิธีการนี้ไม่ได้ผล สื่อสารได้ช้ามาก เมื่อซ็องดรีนนำชุดตัวอักษร ESA มาให้ใช้ จึงพูดคุยกันได้สะดวกขึ้น ในภาพยนตร์สารคดี มีตอนหนึ่งสมมุติว่า เป็นเวลาเลิกงานของโกล๊ด เธอสวมเสื้อโค้ท พันผ้าพันคอ ขณะมาอำลาโบบี้ เธออ่านสายตาของเขาได้ว่า เขาต้องการพูดบางอย่างกับเธอ เธอจึงท่องชุดตัวอักษร โบบี้บอกเธอว่า "วันนี้เราทำงานได้มากทีเดียว" โกล๊ดตอบรับ จากนั้นเธอจูบหน้าผากอำลาเขา แล้วแนบแก้มของตนเองลงที่ปากของโบบี้เพื่อให้เขาอำลาเธอ แล้วเธอก็กล่าวว่า "พรุ่งนี้พบกัน"

           นอกจากนี้ยังมีอีกตอนหนึ่งซึ่งโบบี้ถามโกล๊ดว่า "คุณจะทำอะไรคืนนี้" โกล๊ดตอบว่า "ก็คงไปเดินชายหาด แล้วไปดูหนังหรือไม่ก็อ่านหนังสือ แล้วคุณล่ะ จะดูรายการทีวีช่องไหน เลือกหรือยัง" โกล๊ดเล่าว่าโบบี้เคยถามเธอจริง เขาห่วงใยเธอในฐานะเพื่อน เพราะเธออยู่ที่เมืองนี้คนเดียว เธอจึงตอบโบบี้ในฐานะเพื่อนเสมอกัน

           ปิโวต์บอกโกล๊ดว่า โบบี้เคยตอบแบบสอบถามของพรูสต์ (Questionnaire de proust) ไว้สิบข้อ เขาจะอ่านคำถาม ขอให้เธอตอบแทนโบบี้

๑. คุณชอบคำใดมากที่สุด
ความหวัง

๒. คุณเกลียดคำใดมากที่สุด
กฎเกณฑ์

๓. คุณโปรดยาเสพติดชนิดใดมากที่สุด
จินตนาการ

๔. คุณชอบฟังเสียงของสิ่งใด
ทะเล

๕. คุณเกลียดเสียงอะไร
รถเข็นในโรงพยาบาลตอนเช้า

๖. คำสบถคำโปรดของคุณคืออะไร
ก้นหอยนางรม (Fesse d’ huitre)

๗. อาชีพใดที่คุณไม่อยากเป็น
สัปเหร่อ

๘. ถ้าเลือกเกิดได้ คุณอยากเกิดเป็นอะไร
ผีเสื้อ

๙. ภาพบุคคลใดที่สมควรจะตีพิมพ์ในธนบัตรฉบับที่จะออกใหม่
มารี-โฌเซ่ เปเร็ค

๑๐. คำใดที่อยากได้ยินพระผู้เป็นเจ้ากล่าวถึงหลังตาย
เจ้าสู้ไม่ถอยดีมาก

           โกล๊ดขยายความสำหรับคำตอบสุดท้ายว่า โบบี้บอกเธอในวันต่อมาว่าเขาคิดได้คำตอบใหม่แล้ว ตลกดีด้วย แต่พอเธอจะถามเขา ก็พอดีมีพยาบาลเข้ามา เธอจึงออกไปจากห้อง และไม่มีโอกาสได้ถามอีก
ผู้เขียนขออธิบายเพิ่มเติมว่า มารี-โฌเซ่ เปเร็คเป็นนักวิ่งหญิงเหรียญทองโอลิมปิคชาวฝรั่งเศส สำหรับคำสบถ หอยนางรม แปลว่า คนโง่ ดังนั้น ก้นหอยนางรม ควรจะแปลได้ว่า คนงี่เง่า ปิโวต์จบรายการด้วยการอ่านบทที่เขาชอบ คือบทที่ชื่อว่า "จักรพรรดินี" ทั้งบท
 




๕. ซ็องดรีน ฟิชชู

ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ ขึ้นต้นบทที่ชื่อ "แม่ทูนหัว" ใน ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ดังนี้

"บนป้ายชื่อกลัดติดเสื้อคลุมสีขาวของซ็องดรีน เขียนไว้ว่า นักสัทบำบัด แต่ควรอ่านอีกอย่างหนึ่งว่า "แม่ทูนหัว" เธอคือผู้เริ่มให้ผมใช้รหัสติดต่อสื่อสาร ถ้าปราศจากรหัสนี้ผมก็จะถูกตัดขาดจากโลกโดยสิ้นเชิง อนิจจา แม้เพื่อนของผมส่วนใหญ่ได้ฝึกเรียนรู้ระบบรหัส ทว่าที่นี่ ที่โรงพยาบาล มีเพียงซ็องดรีนกับนักจิตวิทยาอีกคนหนึ่งเท่านั้นที่ใช้รหัสนี้เป็น บ่อยครั้งผมจึงเหลือเพียงภาษาใบ้เล็กๆ น้อยๆ ในคลังอาวุธเกือบร้างของผม เช่นว่า กะพริบตา ผงกศีรษะเพื่อขอให้ปิดประตู ดึงที่กดชักโครกให้หายค้าง หรี่เสียงทีวี หรือเลื่อนหมอนขึ้น ผมสื่อสารไม่ได้ผลทุกครั้ง (---) ผมจึงรู้สึกว่าได้รับการปลอดใจวันละสองครั้ง เมื่อซ็องดรีนเคาะประตู โผล่หน้าอ่อนเยาว์แสดงความเกรงกลัวคล้ายกระรอกยามตื่นตูมเข้ามา สีหน้าที่เกรงว่าจะรบกวนผมนั้นขับไล่ผีร้ายทั้งหลายทั้งปวงพ้นไปจากห้องของผมทันที ชุดประดาน้ำในจินตนาการซึ่งรัดตัวผมอยู่ตลอดกาลก็ดูเหมือนจะรัดรึงน้อยลง"

           นี่คือซ็องดรีนในสายตาของโบบี้ แม่ทูนหัวซึ่งนำชุดตัวอักษร ESA ซึ่งโบบี้เรียกว่า "รหัส" มาให้ใช้ เพียงเธอโผล่หน้าที่ประตูก็สามารถ "ไล่ผีร้ายทั้งหลายทั้งปวงพ้นไปจากห้อง" ของโบบี้ทันที

           โกล๊ดจัดการนัดหมายให้ ซ็องดรีนแจ้งว่าเธอสะดวกที่จะพบผู้เขียนวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ก็ได้ เมื่อโกล๊ดให้เบอร์โทรศัพท์ซ็องดรีนแก่ผู้เขียนหลังจากที่ซ็องดรีนตอบรับแล้ว ผู้เขียนก็ส่งต่อให้อิซาแบลเพื่อนที่แสนดี ให้เธอนัดวันและเวลา เพราะติดต่อสะดวกกว่าในเวลากลางคืน เนื่องจากกลางวันทุกคนต่างอยู่ในที่ทำงาน และผู้เขียนเองไม่มีโทรศัพท์ในที่พัก

           เจ็ดโมงเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ผู้เขียนออกจากที่พัก นั่งรถไฟใต้ดินลอดกรุงปารีสไปบ้านอิซาแบล เธอเตรียมอาหารเช้าไว้ให้เสร็จสรรพ แล้วบอกว่าซ็องดรีนเชิญกินอาหารกลางวันด้วย ผู้เขียนถึงกับงงด้วยคาดไม่ถึงว่าซ็องดรีนจะยินดีต้อนรับคนแปลกหน้าขนาดนี้ เดิมนั้นผู้เขียนตั้งใจจะเป็นเจ้าภาพอาหารกลางวันแก่ซ็องดรีนและอิซาแบลที่เมืองแบร์ก รวมอาหารเย็นอีกมื้อก็ยังได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การณ์กลับเป็นว่าอิซาแบลให้ผู้เขียนเลือกเหล้าองุ่นในห้องใต้ดินที่บ้านของเธอไปเป็นของกำนัลซ็องดรีน เพราะผู้เขียนไม่ได้เตรียมอะไรไป มีเพื่อนดีก็สบายอย่างนี้แหละ

           ผู้เขียนเลือกเหล้าองุ่นแดงจากแคว้นบูร์กอญ ซึ่งพระเจ้าเฮ็นรี่ที่ ๔ โปรดปราน บรรดากษัตริย์ในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสนั้นผู้เขียนก็ชอบพระเจ้าเฮ็นรี่ที่ ๔ มากที่สุดอยู่แล้ว แคว้นบูร์กอญก็เคยเป็นแหล่งศึกษาของผู้เขียนมาก่อน ๙.๐๐ น. อิซาแบลขับรถพาผู้เขียนออกจากกรุงปารีส เราใช้เส้นทางไฮเวย์หมายเลข ๑๖ ไปจนถึงเมืองอาเมียงส์ แล้วแยกเข้าสู่ถนนสายเล็กๆ ที่เมืองอั๊บบ์วิลล์ ซึ่งโบบี้บรรยายไว้ในบท "ยี่สิบต่อหนึ่ง" ว่า

แว็งซ็องต์คงกำลังผ่านเมืองอั๊บบ์วิลล์ ถ้าขับรถออกจากปารีส พอถึงช่วงนี้ก็จะเริ่มรู้สึกว่าเส้นทางยาวไกล ถนนสองช่องทางสายนี้แยกจากไฮเวย์ร้างรถและเร็วจี๋ รถยนต์และรถบรรทุกต่อแถวยืดยาวไม่ขาดสาย

           เส้นทางของเราในวันนั้นเป็นไปตามที่โบบี้เขียนไว้ รถเริ่มติดบนถนนเล็กๆ ซึ่งคดเคี้ยวไปตามหมู่บ้านเกิดใหม่ รถทุกคันคลานตามกันไปอย่างเป็นระเบียบ มีรถพ่วงคาราวานหรือรถบรรทุกนำหน้า ไม่มีการออกซ้ายเพื่อแซงกลับเข้าช่องทางเดิม (ฝรั่งเศสขับรถชิดขวา) นอกจากนี้ยังมีวงเวียนหลายแห่งซึ่งทำให้ต้องเสียเวลาหยุดรอให้รถทางซ้ายไปก่อน เส้นทางช่วงรถติดยาวเพียง ๑๕ กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางถึง ๔๐ นาที ในขณะที่เส้นทางบนไฮเวย์ยาว ๑๙๓ กิโลเมตรนั้น รถแล่นเพียงชั่วโมงครึ่ง

           เมืองแบร์กในเดือนกรกฎาคมยังมีลมแรงตามปกติ อุณหภูมิเพียง ๒๐-๒๑ องศาเซลเซียสในร่ม ทว่าผู้คนสวมชุดอาบน้ำหรือกางเกงขาสั้นเดินไปมาได้ตามสบายกลางแดด ชายหาดกว้างและยาวเหยียด ทรายแน่นจนสามารถเล่นกระดานสเก็ตติดใบได้ ผู้คนว่ายน้ำเห็นอยู่ไกลลิบๆ มิต่างจากที่โบบี้บรรยายไว้ ซ็องดรีนคอยเราอยู่ในอพาร์ตเมนท์ของเธอซึ่งอยู่ใกล้ๆ โรงพยาบาลริมทะเล พร้อมอาหารกลางวันน่ารับประทาน---ปลาแซลม่อนรมควัน

           ใครนะที่พูดว่าคนฝรั่งเศสแล้งน้ำใจ ซ็องดรีนไม่รู้จักผู้เขียนมาก่อน แต่เธอยินดีต้อนรับที่บ้านและทำอาหารเลี้ยงด้วย ไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนต่างจังหวัด เธอเป็นชาวปารีสด้วยซ้ำ เกิดที่ปารีส เรียนหนังสือที่ปารีส เธอเรียนคณะวิทยาศาสตร์อยู่ ๒ ปี แล้วเลือกเรียนวิชาเอกสัทบำบัดอีก ๔ ปี เธออยากทำงานต่างจัดหวัด อยู่ริมทะเล ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ จึงติดต่อมายังโรงพยาบาลริมทะเลที่เมืองแบร์กและได้งานทันที ซ็องดรีนทำงานที่นี่มา ๕ ปีแล้ว เมื่อปีก่อนเธอมีรุ่นน้องซึ่งจบสาขาเดียวกันอีก ๑ คน และหนังสือของโบบี้ทำให้เธอกำลังจะได้ผู้ช่วยอีกคนในไม่ช้า ในปลายเดือนกรกฎาคม โรงพยาบาลริมทะเลที่เมืองแบร์กก็ได้ออกรายการโทรทัศน์โดยละเอียด อิทธิพลจากหนังสือของโบบี้อีกนั่นแหละ

           จากคำบอกเล่าของซ็องดรีน โรงพยาบาลริมทะเลในปัจจุบันรับคนไข้ ๒๘๕ เตียง มีเจ้าหน้าที่ ๓๐๐ คน รวมช่างไฟฟ้า ประปา เจ้าหน้าที่ทางเทคนิค คนทำความสะอาด นอกเหนือไปจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาพยาบาล การบริหารแยกเป็นสองส่วน ฝ่ายบริหารทั่วไปมีผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นหัวหน้า ดูแลเรื่องระเบียบ การจัดการ การเงิน ฝ่ายรักษาพยาบาลมีนายแพทย์เป็นหัวหน้า ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยบริการ (คนป่วย)

           เมื่อโบบี้มาถึงโรงพยาบาลในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ นั้น ซ็องดรีนกำลังลาพัก แต่เมื่อเธอกลับมาในต้นเดือนมกราคม ก็ได้ดูแลโบบี้ในด้านฝึกออกเสียงทันที เธอจะพบเขาวันละ ๒ ครั้ง นวดปากของเขาทั้งด้านนอกและด้านในลึกลงไปจนถึงเส้นเสียง เพื่อให้เขาฝึกออกเสียงได้ ในการฝึกออกเสียงให้ได้ผล จะต้องเริ่มฝึกตั้งแต่คนไข้ออกจากโคม่าไม่เกิน ๖ เดือน

           ซ็องดรีนประทับใจดวงตาของโบบี้มาก นัยน์ตาข้างเดียวของเขานั้น คือตัวเขา บุคลิกภาพของเขา ความมุ่งมั่นจริงจัง การไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อชีวิต เธอกล่าวว่าทุกครั้งที่เข้าไปในห้องของโบบี้ เธอรู้สึกว่าจิตวิญญาณของโบบี้ครอบครองห้องนั้นอยู่ และเธอศรัทธาตัวเขา

           โบบี้คอยเอาใจใส่ทุกข์สุขของผู้ที่อยู่ตรงหน้าเขาเสมอ เมื่อเขาถามซ็องดรีนว่า "ไม่เหนื่อยหรือ นั่งพักสักหน่อยไหม" เธอก็แทบจะระงับอารมณ์ไม่ได้ ซ็องดรีนปฏิบัติต่อโบบี้เหมือนเขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่คนซึ่งเคลื่อนไหวไม่ได้ เธอไม่แสดงออกเลยว่าสงสารเขา การสนทนาเป็นไปในลักษณะคนปกติกับคนปกติเสมอกัน โกล๊ดก็คิดและปฏิบัติต่อโบบี้เช่นเดียวกับซ็องดรีน

           เมื่อผู้เขียนถามถึงสีหน้า "กระรอกยามตื่นตูม" ของเธอ ตามที่โบบี้เขียนไว้ ซ็องดรีนก็รู้สึกเขิน เธอบอกว่าเธอไม่รู้เหมือนกันว่ามีสีหน้าเช่นนั้นหรือไม่ สำหรับเธอห้องของผู้ป่วยย่อมมีลักษณะส่วนตัว เพราะเป็นห้องนอนด้วย ดังนั้นแต่ละครั้งที่จะไปพบโบบี้เพื่อการรักษาด้านสัทบำบัด เธอมีความรู้สึกเหมือนจะต้องบุกรุกเข้าไปในความเป็นส่วนตัวของเขา เขาอาจมีญาติพี่น้อง มีเพื่อนอยู่ด้วย แน่ละเธอมีเวลาแน่นอนที่จะเข้าไป นั่นคือหลังจากที่พยาบาลหรือผู้ช่วยพยาบาลดูแลโบบี้เรียบร้อยแล้ว และเขาพร้อมที่จะรับการรักษาจากเธอ แต่เธอก็ยังรู้สึกเหมือนเป็นการรบกวนอยู่ดี โดยทั่วไปคนไข้ที่รับการรักษาด้านสัทบำบัด มีน้อยรายที่เป็นอัมพาตทั้งตัวเหมือนโบบี้ พวกเขาจะเข็นรถพาตัวเองมายังห้องปฏิบัติการของเธอได้

           ในบทสุดท้ายของชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ชื่อ "คืนสู่การงาน" โบบี้เขียนไว้ว่า

"ผมสามารถส่งเสียงหงึ่มหง่ำร้องเพลงจิงโจ้สั้นๆ ซึ่งเป็นมาตรวัดพัฒนาการในการออกเสียงของผม
           จิงโจ้กระโดดข้ามกำแพง
           กำแพงสวนสัตว์
           เจ้าประคุณเอ๋ย มันกระโดดสูงยิ่ง
           เจ้าประคุณเอ๋ย มันงามสง่าเสียจริง"

           ตั้งแต่ครั้งที่ได้อ่านถึงตอนนี้ ผู้เขียนก็ตั้งข้อสงสัยว่าเพลงจิงโจ้เป็นเพลงหนึ่งในหลายเพลงๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญทางสัทบำบัดใช้ในการให้คนไข้ฝึกออกเสียงหรืออย่างไร และเพลงนี้ในภาษาฝรั่งเศส มีสระ u และ ou (คล้ายอุและอูในภาษาไทย) อยู่หลายแห่ง เป็นเพลงสำหรับฝึกออกเสียงสระสองตัวนี้หรืออย่างไร มีเพลงอื่นๆ อีกไหมสำหรับฝึกเสียงสระหรือพยัญชนะตัวอื่น เมื่อถามซ็องดรีนถึงเพลงจิงโจ้ คำตอบที่ได้รับทำให้ผู้เขียนรู้สึกวูบด้วยความปีติ คงไม่มีนักแปลคนใดที่แปลหนังสือเล่มนี้ได้ข้อมูลนี้ นอกจากผู้เขียน

           ซ็องดรีนเริ่มด้วยการร้องเพลงจิงโจ้ให้ฟัง จากนั้นก็บอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่โบบี้และเพื่อนๆ ในกลุ่มช่วยกันแต่งขึ้น เป็นเพลงประจำกลุ่มแบร์นารด์ ชาปุยส์เพื่อนสนิทของโบบี้เป็นผู้ให้เนื้อเพลงแก่เธอและบอกทำนองร้องให้ เมื่อเธอนำเพลงนี้มาให้โบบี้ฝึกร้อง เขาดีใจมาก สำหรับซ็องดรีน ทำนองเพลงช่วยให้สะดวกในการฝึกออกเสียงมากขึ้น และคนไข้ก็จะรู้สึกเพลิดเพลินในการฝึก และซ็องดรีนยังเห็นความหมายเชิงสัญลักษณ์ของเพลงนี้สำหรับโบบี้ในปัจจุบัน เขาสามารถฝ่าฟันอุปสรรคได้อย่างสง่างาม

           ผู้เขียนนำมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งหาได้ในปารีสติดตัวไปให้ซ็องดรีนดูด้วย เมื่อได้เห็นภาพโกล๊ดซึ่งได้กลายเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเธอ ในบัญชรวรรณวินิจ เรื่อง "วิญญาณในดวงตา" เธอก็ไขปริศนาการที่เธอยอมพบผู้เขียน

           "วัลยา คุณรู้ไหมว่าดิฉันไม่ยอมพบใครที่จะมาสัมภาษณ์เกี่ยวกับโบบี้อีกแล้ว พวกนักข่าวมาสัมภาษณ์ ดิฉันตอบอย่าง พวกเขาไปเขียนยกเมฆเอาเองอีกอย่าง บางคนไม่เคารพในตัวโบบี้เลย และดิฉันก็โดนอย่างที่โกล๊ดโดน แต่นี่กรณีของคุณ โกล๊ดรับรองกับดิฉัน ดิฉันจึงตกลงพบคุณ"

           "ซ็องดรีน โกล๊ดก็บอกดิฉันว่า อย่ากลัวเลย ไปพบซ็องดรีนเถอะ เธอเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ"

           ซ็องดรีนเล่าต่อว่าเนื่องจากเธออยู่คนเดียวในเมืองนี้ แม้หลังเลิกงานแล้วหรือวันเสาร์-อาทิตย์ เธอก็ยังมีเวลาไปเยี่ยมคนไข้ของเธอ สำหรับโบบี้เธอช่วยเขาในฐานะกึ่งเลขานุการด้วยเมื่อเขาตกลงใจตั้งสมาคมผู้ป่วยเป็นอัมพาตและรับเป็นประธาน โบบี้เขียนเอกสารจัดตั้งสมาคม ซ็องดรีนเขียนตามคำบอก พิมพ์และส่งแฟ็กซ์ให้ และเขาก็เขียนจดหมายมากมายติดต่อหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทว่าการมาเยี่ยมคนไข้นอกเวลาทำงานของเธอ กลับทำให้เพื่อนร่วมงานบางคนไม่พอใจ เพราะพวกเขาเกรงว่าอาจจะถูกสั่งให้ทำเหมือนเธอบ้าง เป็นการรบกวนเวลาส่วนตัวของพวกเขา เธอจึงถูกบุคคลเหล่านั้นต่อว่า

           "แต่เมื่อหนังสือของฌ็อง-โด้ (ซ็องดรีนเรียกโบบี้ด้วยชื่อหน้าอย่างย่อ) ออกมา ผู้คนได้เข้าใจปัญหาของผู้ป่วยมากขึ้น ไม่มีใครมาพูดจากระแนะกระแหนดิฉันอีก"

           เมื่อผู้เขียนบอกซ็องดรีนว่า ประสงค์จะถ่ายรูปภายในโรงพยาบาล รูปวัตถุและสถานที่ต่างๆ ตามที่โบบี้กล่าวถึงในหนังสือ ซ็องดรีนก็รีบโทรศัพท์ถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาล เพราะตามระเบียบจะต้องทำเรื่องขออนุญาตก่อน ผู้อำนวยการไม่อยู่ขณะนั้น แต่จะกลับมาภายหลัง ซ็องดรีนไม่วิตกกังวลแต่อย่างไร เธอบอกว่า "พอผู้อำนวยการเห็นหน้าคุณ เขาก็ยอมให้ถ่ายภาพหรอก" ผู้เขียนจึงเพิ่งทราบว่าตนเองนั้นมีหน้าตาเป็นพาสปอร์ตพร้อมวีซ่าผ่านได้ทุกหนทุกแห่ง

           เกี่ยวกับการจากไปอย่างกะทันหันของโบบี้ ซ็องดรีนมีความเห็นว่า สำหรับญาติพี่น้องและเพื่อนสนิทของโบบี้ ซึ่งเคยรู้จักเขาในขณะปกติมาก่อน และตระหนักดีว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่เขาจะกลับคืนมาในลักษณะที่ช่วยเหลือตนเองได้เหมือนเดิม แม้พวกเขาจะอาลัยเมื่อโบบี้จากไป แต่พวกเขาก็คิดว่าเป็นสิ่งดีสำหรับโบบี้ เพราะสภาพชีวิตที่ดำรงอยู่นั้นแสนโหดร้ายและผิดมนุษย์ แม้โบบี้จะแสดงออกอย่างดำรงศักดิ์ศรีของเขาไว้ตลอดเวลาก็ตาม ทว่าสำหรับโกล๊ดและซ็องดรีนซึ่งรู้จักโบบี้เมื่อเขาเป็นอัมพาตแล้ว รู้ว่าโบบี้ยังรักชีวิตของเขา เพราะเขาทำงานได้ เขาเขียนหนังสือวิเศษออกมาหนึ่งเล่ม เขาตั้งสมาคมผู้ป่วยเป็นอัมพาตทั้งตัว (ซึ่งยังดำเนินการต่อไปแม้เขาจะจากไปแล้ว) และเขายังมีโครงการต่างๆ ที่จะทำอีกมากมาย การจากไปของโบบี้จึงเป็นเรื่องเศร้าสำหรับทั้งสอง จึงยังไม่อาจทำใจได้เช่นญาติพี่น้องและมิตรสหายของโบบี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซ็องดรีนซึ่งทำงานอยู่ที่เดิม และฝึกคนป่วยอัมพาตอื่นๆ ให้ออกเสียงเช่นเดียวกับที่เคยฝึกให้โบบี้

           ก่อนลุกจากโต๊ะอาหารเมื่อเวลาสี่โมงเย็น เพื่อพาผู้เขียนชมโรงพยาบาล ซ็องดรีนเขียนชื่อและที่อยู่ของเธอ ผู้เขียนจึงได้ทราบว่าเธอนามสกุลฟิชชู เป็นชื่อภาษาเบรอตง ครอบครัวของเธอมีเชื้อสายชาวเบรอตงในแคว้นเบรอตาญ

           ซ็องดรีนจูงสุนัขตัวน้อยของเธอชื่อกิม พาอิซาแบลและผู้เขียนสู่โรงพยาบาลริมทะเล
 




๖. โรงพยาบาลริมทะเล

ในผืนดินแคว้นปาส์ เดอ กาเลส์อันเป็นที่ตั้งเมืองแบร์กนั้น ไม่มีหิน อาคารต่างๆ จึงใช้อิฐเป็นวัสดุก่อสร้าง โรงพยาบาลริมทะเลซึ่งเป็นอาคารใหญ่โตสุดในเมืองแบร์กก็เช่นเดียวกัน โบบี้บรรยายไว้ต้นบทชื่อ "ชิเนชิตต้า" ว่า

"สำหรับฮ. เล็กเสียงกระหึ่มที่บินเหนือหาดโอปอลระยะ ๑๐๐ เมตร โรงพยาบาลริมทะเลคงเป็นภาพตรึงใจนัก รูปทรงเทอะทะแต่ตกแต่งวิจิตร ผนังสูงทำด้วยอิฐสี เกาลัด สร้างในลักษณะอาคารทางภาคเหนือ ดูคล้ายจอดนิ่งบนเนินทรายระหว่างตัวเมืองแบร์กกับน้ำทะเลสีอมเทาของช่องแคบอังกฤษ"

           โรงพยาบาลแห่งนี้สร้างในสมัยจักรวรรดิที่ ๒ จักรพรรดินีเออเฌนี เสด็จมาทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๖๔

           ซ็องดรีนพาอิซาแบลและผู้เขียนลัดเลาะเลียบทางเดินริมหาด เข้าสู่โรงพยาบาลตามช่องทางเล็กๆ ซึ่งมีป้ายเขียนไว้ว่า "เฉพาะผู้ป่วยของโรงพยาบาล" ช่องทางนี้ทำขึ้นใหม่หลังการจากไปของโบบี้ สะดวกสำหรับคนไข้ที่ประสงค์จะ "นั่งเก้าอี้เข็นเล่น" ไปตามทางเดินเลียบหาด ก่อนหน้านี้จะต้องเข็นเก้าอี้ผ่านที่จอดรถพื้นผิวขรุขระ ๓ แห่ง จึงจะถึงทางเดินเลียบหาด ดังที่โบบี้บรรยายไว้ในบทชื่อว่า "การเดินเล่น" ช่องทางตัดใหม่นี้นำไปสู่เนินทรายหน้าโรงพยาบาลซึ่งโบบี้เรียกว่า "บีชคลับ" ในบทชื่อ "ม่าน"

"เราไปปักหลักอยู่ที่บีชคลับ ผมเรียกเนินทรายรับแดดและลมแห่งหนึ่งเช่นนี้ ทางโรงพยาบาลได้จัดโต๊ะ เก้าอี้และร่มกันแดดขนาดใหญ่ไว้ให้ อีกทั้งยังปลูกต้นกระดุมทองซึ่งขึ้นได้ในพื้นทราย ท่ามกลางหญ้ารก บนผืนทรายริมหาดบริเวณนี้ ระหว่างโรงพยาบาลกับชีวิตที่แท้จริง เราอาจนึกฝันไปว่ามีเทพธิดาใจดีมาเนรมิตเก้าอี้เข็นกลายเป็นกระดานสเก็ตติดใบ"

           มีผู้ป่วยนั่งเก้าอี้เข็นพร้อมญาติในบริเวณ ๒-๓ คน เราทั้งสามไปนั่งที่เก้าอี้ยาวเพื่อชมวิวทะเลเมืองแบร์กซึ่งโบบี้เคยชม ระหว่างรอให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกลับมา ในที่สุดซ็องดรีนขอตัวไปโทรศัพท์อีกครั้ง กิมส่งเสียงงืดงาดเมื่อนายสาวของมันจากไป อิซาแบลต้องปลอบใจเป็นการใหญ่ ผู้เขียนถือโอกาสถ่ายรูปชายหาดและทะเล รวมทั้งโรงพยาบาลซึ่งมองเห็นหอสูงของอาคารที่เคยเป็นโบสถ์เก่าตัดกับท้องฟ้ากระจ่าง มีเมฆขาวลอยอยู่บางเบา ซ็องดรีนกลับมา เธอติดต่อผู้อำนวยการได้แล้วและผู้เขียนได้รับอนุญาตให้ถ่ายรูปในโรงพยาบาล บริเวณหน้าอาคารหลังแรกหรืออาคารซอเรลนั้น มีเด็กชายและหญิงในวัยประมาณ ๑๐ และ ๘ ขวบวิ่งเล่นอยู่ ซ็องดรีน บอกฝากให้ดูแลกิมเพราะเธอไม่อาจพาเข้าโรงพยาบาลได้ เด็กทั้งสองรับปากเป็นอย่างดี

           แล้วเราก็เริ่มเข้าสู่ทางเดินในตัวตึก ประตูห้องผู้ป่วยที่เปิดกว้างทำให้รู้ว่าชั้นล่างนี้เป็นหน่วยรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคชรา ผู้เขียนนึกถึงที่โบบี้บรรยายไว้ว่า ผู้คนซึ่งมาเยี่ยมเขามักจะหดหู่ใจเมื่อได้เห็นสภาพช่วยตนเองไม่ได้ของคนไข้ที่นี่ บางคนมาถึงหน้าประตูห้องแล้วยังไม่อาจทำใจ ไม่อาจปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้ หันกลับย้อนคืนสู่ปารีสทันที ผู้เขียนจึงไม่ค่อยกล้ามองเต็มตานัก

           เราเดินผ่านคาเฟทีเรีย สถานที่ซึ่งโกล๊ดไปซื้อกาแฟขณะมาทำงานกับโบบี้ ที่ซึ่งกลุ่มหนุ่มสาวนัยน์ตากระด้าง (ในบทชื่อ "สาร") มาสุมหัวสูบบุหรี่ระหว่างพักฟื้นจากการท้าตีท้าต่อยหรืออุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ซ็องดรีนพาเราเข้าลิฟต์ มีคนไข้บนเก้าอี้เข็นเก้ๆ กังๆ อยู่ในนั้น เขาพูดไม่ได้ มือชี้ไปที่ขา ซ็องดรีนจึงนวดให้ เมื่อเขารู้สึกดีขึ้นแล้ว เราก็กดลิฟต์ขึ้นมาที่ชั้นหนึ่ง ส่วนคนพิการผู้นั้นไปต่อยังชั้นสาม ผู้เขียนกระซิบถามซ็องดรีนว่าเขาดูแลตัวเองได้ใช่ไหม ซ็องดรีนพยักหน้ารับ

           ที่ชั้นหนึ่ง ซ็องดรีนพาเดินออกมายังระเบียงยาวด้านหลัง ภูมิทัศน์ที่เห็นคือ "ชิเนชิตต้า" หรือเมืองภาพยนตร์ที่ชานกรุงโรมในจินตนาการของโบบี้ ประภาคารตั้งเด่นอยู่ทางซ้ายบนแผ่นดิน เบื้องหลังประภาคารคือชานเมืองแบร์ก เบื้องหน้าทางเดินเป็นเนินทรายเตี้ยๆ มีหญ้าปกคลุม บนที่ว่างระหว่างโรงพยาบาลกับตีนเนินทรายมีอาคารไม้ชั้นเดียวทอดเป็นแนวคล้ายเมืองในหนังคาวบอยอเมริกัน ทางขวามองไปเห็นทะเล ซ็องดรีนอธิบายว่า เวลาที่โบบี้มาเยือน "ชิเนชิตต้า" เขาจะไปนั่งอยู่ที่ชั้น ๒ ซึ่งเห็นภูมิทัศน์เดียวกัน โบบี้บรรยายไว้ว่า

"เรา (ประภาคารกับโบบี้) ติดต่อถึงกันเสมอ และผมก็ไปเยี่ยมบ่อยๆ โดยขอให้คนเข็นไปที่ชิเนชิตต้า ดินแดนสำคัญในจินตภูมิทัศน์ของผมที่โรงพยาบาล ชิเนชิตต้าก็คือบริเวณระเบียงร้างผู้คนของอาคารซอเรล ระเบียงกว้างใหญ่นี้หันไปทางตะวันตก เผยภาพในแนวกว้างเปี่ยมเสน่ห์ เหมาะจะใช้เป็นฉากถ่ายภาพยนตร์ ชานเมืองแบร์กดูคล้ายรูปจำลองสำหรับรถไฟไฟฟ้า บ้านเรือนแบบง่ายๆ ที่ตีนเนินทรายไม่ต่างไปจากหมู่บ้านคลุ้งฝุ่นในหนังคาวบอยตะวันตก ทะเลนั้นเล่า คลื่นก็ขาวเสียจนเหมือนทำขึ้นด้วยเทคนิคพิเศษ ผมสามารถอยู่ที่ชิเนชิตต้าได้ตลอดทั้งวันและทุกวัน ที่นั่นผมก็คือผู้กำกับการแสดงผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งนิรันดร์---"

           ห้องปฏิบัติการของซ็องดรีนอยู่ที่ชั้นหนึ่งนี้ เธอเล่าว่าปัจจุบันโรงพยาบาลสามารถติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ ช่วยในการสื่อสารสำหรับคนไข้อัมพาตทั้งตัวแต่ยังใช้สายตาได้ โบบี้เองก็เคยหวังว่าเขาอาจสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ได้ด้วยการสวมแว่นพิเศษ ใช้โฟกัสสายตาควบคุมคอมพิวเตอร์ทำงาน และเคยคิดรอเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเขียนหนังสือ ซ็องดรีนกล่าวว่าเป็นการดีที่โบบี้ไม่ได้คอย เพราะเมื่อเครื่องมาถึง ปรากฏว่าโฟกัสสายตาข้างเดียวของเขาไม่อาจควบคุมเครื่องได้ นอกจากนี้การที่เขาทำงานกับโกล๊ด โดยรู้ว่าเธอมีเวลาให้เขาเพียง ๒ เดือน ทำให้โบบี้ต้องทำงานต่อเนื่องสม่ำเสมอ งานจึงเสร็จทันตามกำหนด

           จากห้องทำงานของซ็องดรีน ระหว่างทางไปยังห้อง ๑๑๙ ซ็องดรีนแนะนำให้รู้จักกับหญิงสาวคนหนึ่งชื่อก็องสต๊องซ์ เธอมาโรงพยาบาลเพื่ออ่านหนังสือให้คนป่วยฟัง เธอกำลังฝึกอุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม เพื่อเตรียมบวชเป็นชีต่อไป ขณะที่เราพูดคุยกับก็องสต๊องส์ ซ็องดรีนไปเยี่ยมผู้ป่วยเป็นอัมพาตทั้งตัวในห้องใกล้เคียง เมื่อเธอออกมาจากห้องนั้น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็มาถึงพอดี หญิงวัยกลางคนใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสผู้นี้ ทักทายผู้เขียนอย่างเป็นกันเอง แล้วขอตัวไปทำงาน ขณะเดียวกันมีหญิงวัยประมาณ ๖๕ ปีคนหนึ่งเดินออกจากห้องคนป่วยซึ่งซ็องดรีนเพิ่งเข้าไปเยี่ยม นางแนะนำตัวแก่ผู้เขียนว่าเป็นมารดาของโดมินิกซึ่งป่วยเป็นอัมพาตทั้งตัว นางยินดีที่ได้รู้จักผู้แปลหนังสือของโบบี้ และขอให้เข้าไปพูดคุยกับลูกชายวัน ๔๐ ปีของนาง

           ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าตนเองจะวางตัวได้ถูกต่อหน้าลูกชายของนาง จึงตอบไปว่าเกรงจะเป็นการรบกวนเขา นางยืนยันว่า ไม่เลย ขอให้เข้าไปพูดคุยด้วยเถิด ขณะนั้นเด็กหญิงตัวน้อยที่ผู้เขียนเห็นวิ่งเล่นอยู่กับเด็กชายหน้าตึก ก็วิ่งเข้าไปในห้อง ผู้เขียนจึงได้รู้ว่า โดมินิกผู้นี้แทบจะไม่แตกต่างจากฌ็อง-โดมินิก โบบี้เลย ทั้งสองมีลูกชาย-หญิงวัยใกล้เคียงกัน

           ด้วยใจที่วาบหวิวผู้เขียนเดินเข้าไปในห้อง ส่งยิ้มให้โดมินิก แนะนำตัวเองว่าเป็นใคร มาจากไหนและมาทำอะไรที่นี่ โดมินิกรับรู้ด้วยสายตาทั้งสอง ใบหน้าของเขาไม่ได้รับผลจากอาการอัมพาตเท่าโบบี้ ริมฝีปากที่เผยอเล็กน้อยมีน้ำลายชุ่มอยู่ ข้างเตียงของเขามีโต๊ะตั้งคอมพิวเตอร์ และมีแว่นตาพิเศษวางไว้ ผู้เขียนจึงถามว่าเขาสื่อสารได้โดยผ่านคอมพิวเตอร์ใช่ไหม เขาใช้สายตาตอบรับ มารดาเขารีบบอกว่า ลูกชายของนางเก่งด้านคอมพิวเตอร์ เขาคนเดียวเท่านั้นที่ใช้เครื่องนี้ได้ โบบี้เองยังใช้ไม่ได้เลย

           ความรักของแม่ช่างสูงส่งยิ่งนัก!

           ผู้เขียนทักทายเด็กหญิง ถามว่ามาอยู่ที่ห้องนี้แล้ว ใครช่วยดูสุนัขของซ็องดรีน เด็กน้อยตอบอย่างฉลาดว่า พี่ชายดูให้ ในห้องนั้นมีสตรีสูงอายุอีกคนหนึ่ง มารดาของโดมินิกขอโทษที่ยังไม่ได้แนะนำให้รู้จักน้องสาวของนาง หลังจากกล่าวคำอำลาสตรีทั้งสองและทาบมือไปบนหลังมือโดมินิกแล้ว ผู้เขียนก็ออกมา

           คำเชิญของมารดาโดมินิก ทำให้ผู้เขียนได้สัมผัสด้วยตนเองว่า หนังสือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ของโบบี้เป็นกำลังใจใหญ่หลวงให้แก่ผู้ป่วยอัมพาตและญาติพี่น้องของเขาเพียงไหน ผู้เขียนเองแม้เป็นแค่ผู้แปล พวกเขาก็ยังอยากพบ ผู้เขียนเดินตามซ็องดรีนไปด้วยหัวใจหดหู่ แทบจะไม่ได้ใส่ใจกับ "ผนังสีชมพูแบบปลาสเตอร์ปิดแผล" ตลอดทางเดินตามที่โบบี้บรรยายไว้ ซ็องดรีนพาเลี้ยงเข้าสู่ทางเดินซึ่งนำไปยังห้อง ๑๑๙ เธอบอกผู้เขียนว่าลักษณะภายในห้องเปลี่ยนไปจากเดิมหมดแล้ว เพราะคนป่วยปัจจุบันไม่ได้เป็นอัมพาต ประตูห้องเปิดอยู่ เมื่อชำเลืองมองอย่างรวดเร็วขณะเดินผ่าน ก็เห็นหญิงวัยกลางคนกำลังทำกายบริหารอยู่ ซ็องดรีนขอตัวไปเยี่ยมคนไข้อีกเช่นเคยขณะผู้เขียนหามุมถ่ายรูปช่องทางเดินแห่งนี้ "ทางเดินแคบๆ อันน่าสะพรึงกลัว" ที่โบบี้กล่าวถึง แต่สำหรับผู้เขียน โรงพยาบาลแห่งนี้สะอาด โปร่ง และมีการดูแลอย่างดี

           เมื่อเดินกลับออกมา เราได้พบผู้อำนวยการใจดีอีกครั้ง เธอคงไปสะสางงานมาแล้ว จึงมีเวลาพูดคุยกับผู้เขียน เธอถามว่าได้ดูตามที่ต้องการหรือเปล่า ผู้เขียนตอบรับและบอกว่ายังเหลือรูปสลักหินอ่อนจักรพรรดินีอีกเพียงอย่างเดียว ผู้อำนวยการหัวเรากิ๊ก และเล่าว่าเมื่อเธอมาจากปารีสเพื่อรับตำแหน่งผู้อำนวยการที่นี่เมื่อ ๓ ปีก่อน ตามประเพณีของโรงพยาบาล จะต้องมีการเข้าแถวต้อนรับ มีงานฉลองพอเป็นพิธี และมีการนำรูปสลักหินอ่อนจักรพรรดินีออกจากกล่องมาร่วมงานด้วย พอเสร็จพิธีก็เก็บลงกล่องแล้วนำไปไว้ในห้องเก็บของตามเดิม ผู้อำนวยการจึงกล่าวในใจแก่จักรพรรดินีว่า "โปรดอย่าทรงกลุ้มพระทัยไปเลย หม่อมฉันจะดูแลพระนางเอง" เมื่อการงานในตำแหน่งใหม่เข้าที่เข้าทางแล้ว ผู้อำนวยการก็ให้ทำตู้กระจกติดตั้งไว้ในโถงทางเดิน นำรูปสลักหินอ่อนจักรพรรดินีมาประดิษฐานอีกทั้งจดหมายของผู้ช่วยนายสถานีรถไฟเมืองแบร์กซึ่งเล่าการมาเยือนโรงพยาบาลในช่วงเวลาสั้นๆ ของจักรพรรดินีในวันที่ ๔ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๖๔

           ที่โรงพยาบาลแห่งนี้เราจะได้ยินเสียงระฆังนาฬิกาตีบอกเวลาทุก ๑๕ นาที ผู้อำนวยการเล่าว่าเมื่อเธอมาถึงนั้น นาฬิกาบนยอดหอของโบสถ์หยุดเดินไปนานแล้ว เธอคิดว่าควรให้คนป่วยของโรงพยาบาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชราและเป็นอัมพาตได้ตระหนักถึงเรื่องเวลา แทนที่จะปล่อยให้แต่ละวันผ่านไปโดยไม่ใส่ใจ เนื่องจากหอนั้นสูงมากและการของบประมาณเพื่อซ่อมนาฬิกาคงจะไม่ได้รับอนุมัติ (สมัยก่อนชาวไร่ ชาวนารู้เวลาจากการฟังเสียงระฆังตีในวัด) เธอจึงหาข้ออ้างทำเรื่องเสนอไปยังปารีสว่า ไม้กางเขนบนยอดหออยู่ในสภาพชำรุดและอาจจะหล่นลงมาเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้ จึงขออนุมัติค่าใช้จ่ายในการนำไม้กางเขนลงมา เธอได้รับอนุมัติ เมื่อคนงานมาถึงพร้อมด้วยนั่งร้านขนาดสูง นอกจากเธอจะให้พวกเขานำไม้กางเขนลงมาแล้ว ยังให้ซ่อมนาฬิกาจนใช้การได้และให้ตั้งระฆังนาฬิกาตีบอกโมงยามทุก ๑๕ นาที

           การดำเนินการ ๒ เรื่องนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแอบซุบซิบนินทาเธอว่า สาวปารีสผู้นี้ไม่มีอะไรจะทำ ทว่าเมื่อโบบี้เขียนถึงจักรพรรดินี ๑ บทเต็ม บรรยายความรู้สึกปลอบใจที่เขาได้รับจากพระนาง และกล่าวถึงเสียงระฆัง "หัวใจสัมฤทธิ์ของโรงพยาบาล" หลายครั้งว่าผูกพันกับความรู้สึกของเขาอย่างไร ผู้อำนวยการคงจะภูมิใจไม่น้อย เธอกล่าวว่า "แล้วไง โบบี้กล่าวถึงทั้งหมดเลย"

           นอกจากนี้ผู้อำนวยการยังได้สั่งให้ตกแต่งเนินทรายรกร้างหน้าโรงพยาบาลซึ่งอยู่ติดกับชายหาด ทำเป็นบริเวณพักผ่อนของคนไข้ จัดหาโต๊ะเก้าอี้และร่มกันแดดคันโตวางที่ลานกว้างบนเนิน ตลอดจนให้ปลูกดอกไม้ คนไข้จะได้นั่งรถเข็นออกมาชมวิวทะเลได้ นี้คือบริเวณซึ่งโบบี้ตั้งชื่อให้ว่า "บีชคลับ" ดังที่ได้กล่าวถึงแล้ว ผู้อำนวยการชาวปารีสคนนี้น่ารักจริงๆ

           เธอเล่าให้ซ็องดรีนฟังว่า เพิ่งไปประสบเหตุการณ์หนึ่งในห้องผู้ป่วยมาด้วยตนเอง ผู้ป่วยอัมพาตทั้งตัวคนหนึ่งมีน้ำลายไหลออกมา พยาบาลได้ตวาดเสียงลั่นดั่งฟ้าผ่าว่า "กลืนลงไปเดี๋ยวนี้! กลืน!" ผู้ป่วยคนนั้นซึ่งไม่เคยกลืนน้ำลายได้ ได้กลืนลงไปทันที ซ็องดรีนให้ความเห็นว่า ควรจะบันทึกว่าเขามีปฏิกิริยาต่อเสียงดัง และควรจะได้สังเกตต่อไป

           ผู้อำนวยการบอกผู้เขียนว่า นอกจากจะรับผิดชอบเรื่องบริหารทั่วไปแล้ว เธอจะดูแลความสะดวกแก่ญาติของคนไข้ด้วย เพราะการที่ญาติมาเยี่ยมมีความหมายต่อพวกเขามาก จากนั้นผู้อำนวยการก็บอกลา เธอหลิ่วตา เมื่อพูดว่า ไปหาจักรพรรดินีเถิด ซ็องดรีนก็อมยิ้ม

           แต่ผู้เขียนยังไม่สามารถตีความการที่ผู้อำนวยการหลิ่วตาและการที่ซ็องดรีนอมยิ้มได้ ซ็องดรีนพาเรามาถึงโถงทางเดินแล้ว ปล่อยอิซาแบลกับผู้เขียนไว้ ตัวเธอออกไปดูกิมสุนัขน้อยเพราะทิ้งมันไว้กับลูกของโดมินิกกว่า ๒ ชั่วโมง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ตู้กระจกในระยะที่มองเห็นวัตถุภายในแล้ว ผู้เขียนก็แทบจะหัวเราะลั่น หันมาบอกอิซาแบลว่า เดิมในตู้กระจกนี้มีเพียงรูปสลักหินอ่อนและจดหมายผู้ช่วยนายสถานี ส่วนหนังสือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ซึ่งตั้งอยู่ติดฐานรูปสลักหินอ่อนสีขาวนั้นเป็นของใหม่

           มาดามโอดีล โบโด้ ผู้อำนวยการชาวปารีสคนนี้ เธอเยี่ยมจริงๆ

           ในบทที่ชื่อ "ไปเดินเล่น" โกล๊ดกับบรีซเข็นเก้าอี้พาโบบี้ออกเลียบริมหาดไปตามทางเดินตลอดความยาวจากโรงพยาบาลจนถึงสุดทางที่ออกจากหาด โบบี้บรรยายอย่างสนุกสนาน ซ่อนปมของเรื่องไว้จนถึงบรรทัดสุดท้าย

           เราสามคนและกิมพากันเดินตามรอยโบบี้

           ระหว่างทางเดินอันยาวเหยียดนั้นมีบันไดกว้างทอดลงสู่ชายหาด ๓ แห่ง มีรถคาราวานขายมันฝรั่งทอด แซนวิชและเครื่องดื่ม ๓ แห่ง บันไดอันกลางใช่ไหมที่ทำให้โบบี้นึกถึงบันไดเมโทรที่ปารีส ในสมัยเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก เขากลับจากสระว่ายน้ำมอลิตอร์ซึ่งปัจจุบันปิดไปแล้ว รถคาราวานคันสุดท้ายแน่ๆ เห็นอยู่ลิบๆ โน่น ซึ่งโบบี้ให้บรีซเข็นเก้าอี้พาไปจนถึง

           อ้าว ซ็องดรีนหมดแรงเสียแล้ว เธอข้ามถนนพาเราแวะเข้าบาร์ตามคำเชิญของผู้เขียนก่อนหน้านี้ หกโมงเย็นกว่าแล้ว ผู้คนนั่งตากแดดจัดอยู่เต็มเทอเรส พอดีมีโต๊ะว่างอยู่ตัวหนึ่ง อิซาแบลสั่งแพนเค้กบางเฉียบราดเหล้ากวงโทร่ ซ็องดรีนขอน้ำส้มคั้น ผู้เขียนเลือกแพนเค้กไอศครีมโปะครีมช็องติยี่

           ผู้เขียนพูดถึงโดมินิก กรณีของเขาช่างคล้ายกับฌ็อง-โดมินิก โบบี้ เหลือเกิน เขามีลูกชาย-หญิงสองคนในวัยเดียวกัน ซ็องดรีนขยายว่ามารดาของโดมินิกมาเช่าบ้านอยู่ที่แบร์กเพื่อจะได้มาดูแลเขาได้ทุกวัน ลูกๆ ของเขามาอยู่ด้วยตอนนี้เพราะตรงกับช่วงโรงเรียนปิดภาคฤดูร้อน ส่วนโดมินิกนั้นก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้จัดการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่สายการบินแอร์ฟร้านซ์

           เมื่อผู้เขียนแสดงความชื่นชมในตัวมารดาของโดมินิก ซ็องดรีนก็ถอนใจ เธอเล่าว่าหญิงผู้ไม่เคยหมดแรงผู้นี้มีลูกชายคนเล็กอีกคนหนึ่ง ปัญญาอ่อนตั้งแต่เกิด นางเลี้ยงดูป้อนข้าวป้อนน้ำเขาจนอายุ ๒๖ เขาจึงได้จากโลกนี้ไป นางมีชีวิตสงบสุขมาอีก ๑๒ ปี โดมินิกลูกชายคนโตซึ่งไม่เคยมีปัญหาสุขภาพใดๆ มาก่อน ก็เส้นโลหิตในสมองแตก นางมิได้ท้อถอย ชีวิตนี้เพื่อลูก นางบอกซ็องดรีนว่า แต่ละครั้งที่มีความทุกข์ใหญ่ นางกลับมีกำลังใจที่จะต่อสู้ ชะตาหนอ ชะตาชีวิต

           ซ็องดรีนฝึกให้โดมินิกออกเสียงเช่นกัน แต่ยังไม่ได้ผลคืบหน้าเท่าใดนัก ซ็องดรีนคิดว่า นักภาษาศาสตร์น่าจะวิจัยหาความถี่การใช้ชุดตัวอักษรติดกันทีละ ๒ หรือ ๓ ตัว ตามการสะกดคำและความถี่ในการใช้คำเหล่านั้น เพื่อการพูดคุยด้วยชุดตัวอักษรจะได้ใช้เวลาน้อยลง

           หลังจากกินของว่าง เราทั้งสามก็ออกเดินต่อเพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางของโบบี้

"---ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งใหญ่ของเรา ซึ่งอยู่สุดทางเดิน ที่ผมอยากมาไกลขนาดนี้ ไม่ใช่เพื่อค้นพบทิวทัศน์ที่ยังไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมาก่อน แต่เพื่อกลืนกินกลิ่นหอมซึ่งโชยมาจากคาราวานเล็กๆ ริมทางออกจากชายหาดให้เต็มอิ่ม ผมนั่งอยู่ใต้ลม และรู้สึกได้ว่ารูจมูกของผมขยับไหวด้วยความพึงใจที่ได้สูดกลิ่นธรรมดาๆ ซึ่งยากจะจางหาย และมรรตัยทั้งหลายไม่อาจทนได้ เสียง "ยี้" เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลังผม "เหม็นกลิ่นน้ำมันไหม้จัง"
           ผมน่ะหรือ ผมไม่เคยหน่ายกลิ่นมันฝรั่งทอดเลย"

           สำหรับโบบี้ซึ่งรับสารอาหารทางท่อและไม่สามารถกลืนกินสิ่งใดได้ อีกทั้งจำต้อง "เปิดตู้เสบียงในจินตนาการอยู่บ่อยๆ" ตลอดจน "ฝึกฝนศิลปะ "เคี่ยว" ความทรงจำด้วยไฟอ่อนๆ" หรือ "ถ้าผมเป็นพ่อครัวเอง อาหารก็จะอร่อยทุกจาน" กลิ่นอาหารเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เขาใช้อารมณ์ขันรับไว้

           อิซาแบลและผู้เขียนอำลาซ็องดรีนผู้น่ารักเมื่อเวลา ๒ ทุ่ม ฟ้ายังสว่างแม้แดดจะคลายร้อนไปบ้างแล้ว คำตอบของซ็องดรีนยังก้องอยู่ในหู เมื่อผู้เขียนถามเธอว่า รู้สึกอย่างไรที่ได้รักษาผู้ป่วยอย่างโบบี้ "โอกาสที่ไม่เคยมี"
 




๗. โกล๊ด ม็องดิบิล อีกครั้ง

วันจันทร์ที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ผู้เขียนออกจากที่พักเวลาเที่ยงสิบห้า ขึ้นรถเมล์สาย ๖๑ ไปยังบ้านของโกล๊ด ม็องดิบิลเป็นครั้งที่ ๒ ตามที่ได้นัดหมายกันไว้ล่วงหน้าเมื่อ ๒-๓ วันก่อน โกล๊ดเชิญผู้เขียนรับประทานอาหารกลางวัน เราจะได้พูดคุยกันถึงเรื่องการไปเมืองแบร์กของผู้เขียน ข่าวคราวซ็องดรีน ความเห็นของผู้เขียนเกี่ยวกับรายการวรรณกรรมของแบร์นารด์ ปิโวต์ และเป็นโอกาสที่ผู้เขียนจะได้คืนสิ่งของทั้งหลายทั้งปวงที่เธอให้ยืมมา

           โดยทั่วไป ที่หน้าประตูอาคารที่พักอาศัยในฝรั่งเศสจะมีแผงหมายเลขรหัส ผู้ไม่รู้รหัสย่อมเปิดประตูไม่ได้ โกล๊ดไม่ได้ให้รหัสแก่ผู้เขียน เพราะโดยปกติอาคารที่เธอพักอาศัยไม่ล็อคประตูเวลากลางวัน แต่เมื่อผู้เขียนไปถึงหน้าอาคารนั้น ปรากฏว่าประตูปิดล็อค อาจเป็นเพราะมีการขุดซ่อมถนนในบริเวณนั้น ผู้ดูแลอาคารคงเกรงว่าอาจมีคนงานละลาบละล้วงเข้าไป ผู้เขียนจึงต้องเดินกลับมายังถนนใหญ่เพื่อโทรศัพท์ถามรหัส โกล๊ดขอโทษขอโพย แล้วบอกรหัสซึ่งใช้อยู่ขณะนั้น รหัสนี้จะเปลี่ยนสาม-สี่ครั้งในหนึ่งปี ทั้งนี้เพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัย ผู้เขียนเดินขึ้นบันได ๖ ชั้น โกล๊ดยืนยิ้มหวานคอยต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าห้องชุดของเธอ ไม่ได้พบกัน ๒ สัปดาห์ ดูเธอสะโอดสะองขึ้นมาก เมื่อผู้เขียนทัก เธอก็ยิ้มอย่างพอใจ บอกว่าใครๆ ก็พูดเช่นนี้ เนื่องจากลูกสาวไม่อยู่เธอจึงไม่ได้ซื้อขนมปัง ผลก็คือน้ำหนักตัวลดลง

           โกล๊ดถามว่าเมื่อวานนี้เป็นอย่างไรบ้าง
           "เป็นวันที่วิเศษสุดวันหนึ่ง" ผู้เขียนตอบเธอ "ซ็องดรีนน่ารักที่สุด เธอเตรียมอาหารกลางวันไว้ต้อนรับด้วย พาชมโรงพยาบาล ดิฉันได้ดูทุกอย่างที่ต้องการจะดู"
           "แล้วเมืองแบร์กเล่า"
           "ก็เป็นไปอย่างที่โบบี้เขียนไว้ทุกประการ แม้กระทั่งระหว่างการเดินทาง รถก็เริ่มติดที่เมืองอั๊บวิลล์"
           "จริงสิ วัลยา คุณไปเมืองแบร์กช่วงเดียวกับที่โบบี้กล่าวถึง เหมือนดิฉันเลย คือระหว่างกรกฎา-สิงหา ฤดูร้อนคนเยอะแยะ พอถึงฤดูหนาวก็เป็นอีกบรรยากาศ"

           เนื่องจากโบบี้เขียนหนังสือในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม เขาจึงบรรยายเมืองแบร์กในฤดูร้อนเป็นหลัก กล่าวถึงฤดูหนาวเพียงเล็กน้อย

           โกล๊ดหัวเราะเมื่อผู้เขียนแหย่ว่า เธอเข้ากันได้ดีกับซ็องดรีนเพราะเป็นนักสูบบุหรี่เหมือนกัน โกล๊ดออกตัวว่าเธอยังสูบน้อยกว่า (ซ็องดรีนเล่าให้อิซาแบลกับผู้เขียนฟังว่า เธอเองนั้นเริ่มสูบบุหรี่เมื่อมาทำงานที่แบร์ก รวมทั้งเริ่มดื่มเหล้าองุ่นด้วย ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยแตะ อาจเป็นเพราะเธอรู้สึก ว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่ รับผิดชอบตัวเองได้แล้ว และการอยู่คนเดียวห่างญาติพี่น้องทำให้เธอรับบุหรี่และกิมหมาน้อยเป็นเพื่อน – ประการหลังนี้ผู้เขียนคิดเอาเอง – เนื่องจากไม่อาจสูบบุหรี่ในโรงพยาบาลได้ เธอจึงสูบติดต่อกันหลายมวนเสมอนอกโรงพยาบาล เธอรู้ว่าเธอทำลายสุขภาพผู้อยู่ในรัศมีควันบุหรี่ แต่ขณะนี้ยังไม่อาจเลิกสูบได้)

           เมื่อพูดถึงเรื่องที่ซ็องดรีนยอมพบผู้เขียนเพราะโกล๊ดรับรอง โกล๊ดก็ขยายว่า ตอนแรกซ็องดรีนจะปฏิเสธ แต่เมื่อโกล๊ดบอกเธอว่าผู้เขียนไม่ได้ถามซอกแซกเรื่องส่วนตัวเลย ซ็องดรีนจึงตอบรับ ฟังโกล๊ดเล่าแล้วรู้สึกสบายใจ ครั้งแรกที่พบโกล๊ด ผู้เขียนถามเฉพาะรายละเอียดที่เกี่ยวกับงานเขียนจริงๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่อยากรู้และสงสัยตั้งแต่อยู่กรุงเทพแล้วว่า โบบี้และโกล๊ดแก้ปัญหาในการเขียนคำบอกกันอย่างไร

           อย่างคำว่า gitane mais หรือบุหรี่สีน้ำตาลมวนเปลือกข้าวโพด ที่เคยกล่าวถึง คำว่า mais แปลว่า "แต่" คำว่า mais (ตัว i มีจุดข้างบน ๒ จุด) จึงจะแปลว่า "ข้าวโพด" แล้วโกล๊ดรู้ได้อย่างไรว่าโบบี้ต้องการเขียนคำว่า "ข้าวโพด" ไม่ใช่ "แต่" อันที่จริงผู้เขียนก็ตั้งข้อสงสัยมากไปเอง บริบทความและรูปประโยคย่อมทำให้โกล๊ดรู้ว่าหมายถึง ข้าวโพด ที่ผู้เขียนอยากรู้ก็คือโบบี้ต้องบอกไหมว่ามีจุดสองจุดบนตัว i

           โกล๊ดบอกว่าเธอมีนัดเพื่อเขียนหนังสือเล่มใหม่กับบุคคลสำคัญคนหนึ่ง เวลา ๕ โมงเย็น เธอบอกชื่อและตำแหน่งของบุคคลสำคัญผู้นั้น แต่ขอให้ผู้เขียนเก็บเป็นความลับจนกว่าหนังสือจะออก เธอมีเวลาให้ผู้เขียนได้จนถึง ๔ โมงเย็น และถ้าผู้เขียนไม่รังเกียจอาหารอิตาเลียน ใกล้บ้านเธอนี้มีร้านอร่อยอยู่ร้านหนึ่ง

           ผู้เขียนจึงคืนวีดิโอ สำเนาบทความจากหนังสือพิมพ์นิตยสารต่างๆ ปึกโตและหนังสือแปล ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ฉบับภาษาอังกฤษซึ่งพิมพ์ในอเมริกา แต่โกล๊ดยกหนังสือเล่มนี้ให้ เธอบอกว่าเธอยังมีอีกเล่มหนึ่ง สำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์ให้เธอมาภาษาละ ๓ เล่ม ผู้เขียนจึงขอให้โกล๊ดเซ็นให้ โกล๊ดเลือกเซ็นบนหน้าคำอุทิศ เธอลากเส้นลงมาจากใต้ชื่อของเธอ แล้วเขียน ว่า

---แด่ความทรงจำและมิตรภาพที่มีต่อวัลยา
สำหรับอาหารกลางวันและเสียงหัวเราะของเรา
ขอบคุณ
โกล๊ด
๒๑/๐๗/๙๗

           เมื่อโกล๊ดได้เห็นบทความ "วิญญาณในดวงตา" ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ เธอก็พอใจเป็นอันมาก ผู้เขียนบอกเธอว่าต้องการถ่ายเอกสารสำหรับเธอ ซ็องดรีนและสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์และขอให้เธอพาผู้เขียนไปดูหลุมศพของโบบี้ด้วย จากนั้นเราก็ลงบันได ๖ ชั้นไปยังร้านอาหารอิตาเลียน

           สลัดผักสด เนื้อลูกวัวราดซอสครีมเคียงด้วยผักขมผัดเนย อร่อยไม่เลว ที่น่าขำก็คือ โกล๊ดอดใจไม่ได้ เธอขอขนมปังบาแกตต์และรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย ผู้เขียนปฏิเสธกาแฟหลังอาหาร เพราะไม่ใช่เจ้าภาพ แต่เป็นแขกรับเชิญ

           ขณะรับประทานอาหาร โกล๊ดอยากรู้ว่าผู้เขียนคิดอย่างไรกับรายการวรรณกรรมของแบร์นารด์ ปิโวต์ ผู้เขียนตอบว่าเขาเลือกเชิญคนได้ถูกต้องทั้ง ๔ คน เพราะแต่ละคนเกี่ยวข้องกับโบบี้อย่างลึกซึ้งในสถานการณ์ที่ต่างกันไป เรื่องสุขภาพของโบบี้ก็ต้องถามนายแพทย์คริสติย็อง เดอ มาริกูรต์ เรื่องเขียนหนังสือ ก็ต้องเป็นโกล๊ด ม็องดิบิล เรื่องโบบี้ในภาพยนตร์สารคดีก็ต้องให้ ฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์ผู้ถ่ายทำ เรื่องจิตใจตลอดจนความเป็นโบบี้ ก็ต้องถามจากแบร์นารด์ ชาปุยส์ เพื่อนสนิทที่สุดของเขา ตัวปิโวต์เองกลับดูเป็นคนนอกหัวข้อสนทนาด้วยซ้ำ และการที่ปิโวต์อยากให้โกล๊ดและชาปุยส์หลั่งน้ำตานั้นก็เป็นเรื่องของการอยากสร้างจุดขาย

           โกล๊ดเห็นด้วย เธอเสริมว่าเธอพอใจคำพูดของแขกรับเชิญทั้งสามคน สำหรับตัวเธอเอง เธอคิดว่าได้แสดงออกอย่างสำรวม ไม่มากไปน้อยไป แม้จะยังอยู่ในอารมณ์เศร้าเหตุเพราะโบบี้เพิ่งจากโลกนี้ไป ผู้เขียนบอกว่าในภาพยนตร์สารคดี เธอดูแจ่มใส มีชีวิตจิตใจ และขอชื่นชมความอดทนของเธอ บรรดานักข่าวและคอลัมน์นิสต์พากันเขียนว่าในช่วงเวลา ๒ เดือนที่เขียนหนังสือ โบบี้เลิกเปลือกตาสองแสนครั้ง แต่ไม่มีใครเขียนต่อว่าโกล๊ดท่องตัวอักษรไม่น้อยกว่าล้านตัวในช่วงเวลาเดียวกัน

           โกล๊ดบอกว่าอย่างไรก็ตาม งานส่วนของโบบี้เป็นงานสร้างสรรค์ และเขาทำงานในสภาพที่ยากลำบากกว่าเธอนับร้อยเท่า เธอเป็นเพียงผู้จดตามการเลิกเปลือกตาของเขาเท่านั้น

           ผู้เขียนพูดให้โกล๊ดฟังถึงคำว่า "จมูกคดงอ" ในหนังสือโบบี้ ซึ่งเดิมผู้เขียนรู้สึกงงเพราะภาพโบบี้ในนิตยสาร ELLE เป็นภาพด้านข้างที่เห็นจมูกโด่งปกติ เมื่อดูหนังของเบแน็กซ์แล้วจึงได้เห็นจมูกซีกที่คดงอในเงาสะท้อนตู้กระจกซึ่งประดิษฐานรูปสลักหินอ่อนจักรพรรดินี ผู้เขียนพอใจวิธีการนำเสนอภาพของเบแน็กซ์มาก เพราะเขาไม่เน้นลักษณะผิดมนุษย์ของโบบี้ขณะเป็นอัมพาตเลย

           โกล๊ดขยายความต่อเรื่องการเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของโบบี้ว่า ครั้งหนึ่งมีบุคคลหนึ่งซึ่งก็ได้ชื่อว่าอยู่ในกลุ่มเพื่อนของโบบี้ คนผู้นี้มาเยี่ยมโบบี้ที่โรงพยาบาล แล้วถ่ายรูปโบบี้โดยไม่ได้รับอนุญาต พอดีซ็องดรีนเดินเข้ามา เธออ่านสายตาของโบบี้ออก จึงถามว่าขออนุญาตโบบี้หรือเปล่า คนๆ นั้นหันมาพูดห้วนๆ ใส่ซ็องดรีน ทำนองว่าอย่ายุ่ง ซ็องดรีนโกรธมากเพราะโบบี้ไม่อาจจะปกป้องสิทธิของตนเองได้เลย แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ต่อมาบุคคลผู้นั้นเขียนจดหมายถึงโบบี้ ขอนำภาพออกตีพิมพ์เผยแพร่ โบบี้เขียนคำบอกให้ซ็องดรีนส่งตอบเป็นลายลักษณ์อักษรว่า เขาไม่อนุญาต หากมีการเผยแพร่ เขาจะดำเนินการตามกฎหมาย บุคคลนั้นจึงเอาภาพของโบบี้ไปหากินไม่ได้ โกล๊ดเล่าต่ออีกว่า ขณะนี้สตีเวน สปีลเบิร์กซื้อลิขสิทธิ์เรื่องของโบบี้เพื่อทำเป็นภาพยนตร์ในอีก ๕ ปี เธอเกรงว่าสปีลเบิร์กคงจะต่างไปจากโบบี้ตัวจริง ผู้เขียนปลอบใจโกล๊ดว่า ภาพยนตร์เรื่อง Schindler’s list ของสปีลเบิร์กนั้น เขาก็ทำได้ดีไม่ใช่หรือ

           ผู้เขียนอ่านพบในบทสัมภาษณ์โกล๊ดจากนิตยสารฉบับหนึ่งว่า เธอลำบากใจที่จะพูดคุยกับโบบี้ด้วยสรรพนามบุรุษที่สองเอกพจน์ คือ คำว่า tu ซึ่งแสดงความสนิทสนม เธอพอใจใช้คำว่า vous ซึ่งมีลักษณะเป็นทางการหรือแสดงความเคารพมากกว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ โกล๊ดบอกว่าเพราะเธอรู้สึกเคารพโบบี้ เธอไม่อาจพูด tu กับเขาได้แม้โบบี้จะขอร้อง เหตุผลของโบบี้ก็คือ tu สะกดเพียง ๒ ตัวอักษร แต่ vous มีถึง ๔ ตัว โบบี้ก็จะต้องเลิกเปลือกตา ๔ ครั้ง แต่โกล๊ดก็ไม่อาจทำสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกของตนได้

           เช่นเดียวกับที่โกล๊ดเคยให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า เธอไม่อาจอ่านหนังสือเล่มที่โบบี้ชอบให้เขาฟังได้เพราะเธอไม่ชอบ จึงอ่านอย่างไม่รู้สึกเพลิดเพลินไปด้วย เธอเลือกหนังสือที่เธอชอบอ่านให้เขาฟัง และอ่านต่อเมื่อเขาชอบ แต่โกล๊ดไม่ได้อธิบายเหตุผลว่าเป็นเพราะเธอมีหลักการที่จะปฏิบัติต่อโบบี้เหมือนเขาเป็นคนปกติ เธอจะไม่ทำสิ่งใดเพราะความสงสาร เธอเห็นว่าเป็นการดูถูกศักดิ์ศรีของเขา เนื่องจากเธอไม่ได้อธิบาย เธอจึงถูกวิจารณ์ว่าใจร้าย

           สำหรับเกร็ดเรื่องรูปสลักหินอ่อนจักรพรรดินี นาฬิกาบนหอสูงของโบสถ์ที่ตีบอกเวลาทุก ๑๕ นาที ตลอดจนการตกแต่งเนินทรายให้เป็นบีชคลับนั้น โกล๊ดไม่รู้มาก่อน (รวมทั้งโบบี้ด้วย) ว่าเกิดขึ้นในช่วง ๓ ปีมานี้เอง เธอไม่เคยพบมาดามโอดีล โบโด้ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พบแต่นายแพทย์คริสติย็อง เดอ มาริกูรต์ หัวหน้าหน่วยบริการรักษาคนไข้ เธอบอกว่าเขาเป็นคนใจดีมากเช่นกัน และกล่าวเสริมว่า ผู้เขียนได้ข้อมูลมาอย่างไม่เสียเที่ยวไปเมืองแบร์กทีเดียว ซ็องดรีนก็ไม่เคยเล่าให้เธอฟังถึงที่มาของเพลงจิงโจ้เช่นกัน

           โกล๊ดเล่าว่าในช่วงสองเดือนที่เมืองแบร์กนั้น มีผู้คนที่โรงพยาบาลถามเธอเหมือนกันว่าเธอมาทำอะไรทุกวัน เธอตอบเพียงว่า มาเขียนหนังสือให้ผู้ป่วยคนหนึ่งเท่านั้น

           เนื่องจากในการพบกันครั้งแรก โกล๊ดให้สัมภาษณ์ผู้เขียนว่า โบบี้เขียนโดยยังไม่ได้เรียงบท เขาแต่งแต่ละบทตามหัวข้อที่ต้องการพูดถึง และมาเรียงทีหลังเมื่อแต่งทุกบทจบแล้ว แต่ผู้เขียนไปอ่านพบในบทสัมภาษณ์โกล๊ดในหนังสืออีกฉบับว่า โบบี้เขียนเรียงแต่ละบทตามที่ได้วางโครงเรื่องไว้แต่แรก ผู้เขียนจึงถามโกล๊ดอีกครั้งเพื่อยืนยันความถูกต้อง เธอบอกว่าไม่ได้เรียง บทสัมภาษณ์นั้นผู้สัมภาษณ์เขียนเอาเอง

           จากร้านอาหารโกล๊ดพาผู้เขียนเดินหาร้านถ่ายเอกสารในละแวกนั้น ขณะเดินผ่านหน้าโรงพยาบาลที่โบบี้เล่าไว้ในหนังสือว่าเคยมา ๒ ครั้ง โกล๊ดบอกว่า วันหนึ่งเธอเดินผ่านมาเพื่อกลับบ้าน เห็นผู้หญิงคนหนึ่งคล้ายซ็องดรีนยืนสูบบุหรี่อยู่ริมถนนหน้าโรงพยาบาล และก็เป็นซ็องดรีนจริงๆ โกล๊ดทั้งแปลกใจและดีใจ สอบถามได้ความว่าโบบี้มาที่โรงพยาบาลนี้อีก เธอจึงได้เข้าไปสวัสดีเขา

           หลังจากถ่ายเอกสาร เราก็เดินต่อไปจนถึงวงเวียนก็อมแบ๊ตต้าเพื่อไปยังสุสานแปร์-ลาแชส กลางวงเวียนมีน้ำพุขนาดใหญ่ ล้อมด้วยแฉกกระจกสีฟ้าหน้าตาประหลาดในลักษณะศิลปะสมัยใหม่ แต่ดูอย่างไรก็ไม่สวย ขณะที่คิดเช่นนั้น ผู้เขียนก็ได้ยินเสียงโกล๊ดพูดขึ้นมาว่า

           "ดิฉันอยากตั้งชมรมผู้ประสงค์ทำลายน้ำพุอัปลักษณ์แห่งนี้จัง จะได้สบายตาขึ้นหน่อย"

           ผู้เขียนกลั้นหัวร่อไม่อยู่ โดยปกติการชมสุสานแปร์-ลาแชสนั้น สำหรับผู้ที่ไม่เคยมา จะต้องซื้อแผนที่เพื่อจะได้รู้ว่าหลุมศพของผู้ใดอยู่บริเวณใด เพราะสุสานแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล มีทางเดินตัดแบ่งเป็นถนนซอยเล็กๆ ครึ้มด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ตลอดสองข้างทางเดินทั้งรอบนอกและรอบใน ประกอบกับเป็นที่ประดิษฐานหลุมศพของผู้มีชื่อเสียง ทั้งกวี นักประพันธ์ นักแสดง ดาราภาพยนตร์ และผู้มีชื่อเสียงอื่นๆ สุสานแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดยปริยาย จะให้ผู้เขียนเดินดุ่มเข้าไปหาหลุมศพของตระกูลโบบี้เพียงลำพัง โอกาสที่จะหาพบคงเป็นไปได้ยาก

           โกล๊ดพาเข้าประตูแรกทางทิศเดียวกับบ้านของเธอ เลี้ยวซ้ายเดินไปตามถนนวงแหวนจนถึงซอยแยกที่ ๙๓ ก็เลี้ยวขวาเข้าซอยดังกล่าว เธอให้ผู้เขียนดูจุดสังเกตซึ่งเป็นสิ่งประดับหลุมศพแห่งหนึ่งที่พิเศษไปจากหลุมอื่น กล่าวคือมีลักษณะคล้ายกลีบดอกบัว เมื่อถึงตรงนี้ก็เลี้ยวซ้ายตรงเข้าไปอีก ๑ แถว จึงถึงหลุมศพตระกูลโบบี้ โกล๊ดย่อตัวลงเอามือแตะหิน

           บนแผ่นหินเหนือหลุมศพยังไม่มีชื่อฌ็อง-โดมินิก โบบี้ โกล๊ดคาดว่าครอบครัวของเขาคงจะจัดการให้ช่างมาสลักชื่อหลังฤดูร้อนนี้ ชื่อสุดท้ายบนแผ่นหินคือชื่อฟร็องซวส โบบี้ มารดาของเขาซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๖๙ ใน ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ โบบี้กล่าวถึงมารดาเพียงเล็กน้อย คงเป็นด้วยเธอจากเขาไปเร็ว ในบทที่ชื่อว่า "ม่าน" เมื่อเซแลสต์ลูกสาวของโบบี้ร้องเพลงของโกล๊ดฟร็องซัวส์หรือโกล-กล้ อันเป็นเพลงสมัยที่โบบี้ยังเป็นหนุ่ม ทำให้เขาหวนรำลึกถึงเรื่องราวครั้งก่อนเก่า เขาเขียนว่า

ผมเห็นปกแผ่นเสียง ภาพถ่ายนักร้อง เสื้อเชิ้ร์ตลายริ้วยาวคอตั้งติดกระดุมซึ่งเป็นความฝันอันสุดเอื้อมของผม เพราะแม่ตัดสินว่าไม่สุภาพ (---) เวลาผ่านไปผู้คนก็สาบสูญ แม่จากไปก่อน จากนั้นโกล-โกล้ถูกไฟฟ้าดูดตาย (---) ตู้เสื้อผ้าของผมเต็มไปด้วยเสื้อเชิ้ร์ตคอตั้งติดกระดุม---

           บิดาของโบบี้ยังมีชีวิตอยู่ ขณะนี้อายุ ๙๔ ปีแล้ว โบบี้เขียนถึงบิดายาว ๑ บทเต็ม นั่นคือบทที่ชื่อว่า "ภาพถ่าย" และยังกล่าวถึงในบทชื่อ "แม่ทูนหัว" อีกด้วย ขณะเดินออกจากสุสาน โกล๊ดพูดว่าเธอควรจะโทรศัพท์ถึงบิดาของโบบี้เพื่อไต่ถามทุกข์สุข หลังจากที่ไม่ได้โทรไปนานแล้ว โกล๊ดเงียบไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า "ไม่เคยมีใครปฏิเสธความต้องการของโบบี้เลย เขาเป็นคนพิเศษจริงๆ"

           โกล๊ดขยายความว่า ขณะที่โบบี้พักอยู่ ณ ห้อง ๑๑๙ ทางโรงพยาบาลต้องการทาสีอาคารซอเรลใหม่ และจัดการย้ายคนไข้ไปตึกอื่น แต่โบบี้ไม่อยากย้าย เขาคุ้นเคยกับห้องของเขาซึ่งติดภาพวาดของลูกๆ ภาพถ่าย โป๊สการ์ด โป๊สเตอร์ที่เพื่อนฝูงญาติพี่น้องส่งมา เขาบอกว่าการย้ายเขาไปห้องอื่นจะเป็นการรบกวนเขาอย่างยิ่ง ทางโรงพยาบาลก็ยินยอมตามความต้องการของเขา

           โกล๊ดกล่าวแก่ผู้เขียนว่า "วัลยา คุณได้ทำงานจาก เอ ถึง แซ่ด แล้ว คุณได้มาถึงสุสานของโบบี้ ดิฉันหวังว่าคุณคงจะพอใจ" เธอส่งผู้เขียนที่ป้ายรถเมล์ขากลับเข้ากรุงปารีส เมื่อเวลาใกล้บ่ายสี่โมงเย็น โกล๊ดเดินจากไป ท่าทางของเธอเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น หนังสือเล่มใหม่ซึ่งเธอกำลังทำงานอยู่ ย่อมหันเหความสนใจของเธอออกไปจาก ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ผู้เขียนคนใหม่ ความคิดใหม่ๆ รอเธออยู่

           ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ได้กลายเป็นความทรงจำอันงดงามสำหรับเธอ
 




๘. เพื่อนของนักแปล

ระหว่างวันที่ ๒๙-๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ สำนักวัฒนธรรมฝรั่งเศสร่วมกับสมาคมครูสอนภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย จัดสัมมนาเรื่อง "แนวคิดในการสอนภาษาในศตวรรษที่ ๒๑’ขึ้นที่กรุงเทพฯ ในการประชุมกลุ่มย่อย หัวข้อ "การแปลและล่าม" ศาสตราจารย์ Eckhart Holzel ผู้อำนวยการสถาบันล่ามและแปล มหาวิทยาลัยสตราสบูร์ก ได้กล่าวถึงการทำงานแปลของนักแปลว่า

"ผู้ทำงานแปล ควรจะรู้ว่าตนเองถนัดด้านนี้หรือไม่ และมีนิสัยเหมาะแก่งานหรือไม่ คนทำงานแปลจะต้องพอใจที่จะทำงานเงียบๆ อยู่คนเดียวในมุมของตน ใช้เวลาสังสรรค์หรือออกงานน้อยมาก แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่คนที่ปิดขังตนเองจากผู้อื่น นักแปลจะต้องมีเพื่อนฝูงต่างสาขาอาชีพ สามารถโทรศัพท์หรือโทรสารไปสอบถามข้อมูลในสาขาอาชีพต่างๆ ได้ทันที ทั้งนี้เพื่อประหยัดเวลาในการทำงาน"

           คำกล่าวของศาสตราจารย์โอต์เซลนั้นมาจากประสบการณ์อันยาวนานของท่าน สิ่งที่ผู้เขียนได้ประสบในการทำงานแปล ยืนยันได้ว่าคำพูดดังกล่าวเป็นความจริงทุกประการ

           แม้หนังสือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ จะเล่าเรื่องชีวิตในโรงพยาบาลของผู้แต่งเป็นส่วนใหญ่ แต่เนื่องจาก ฌ็อง-โดมินิก โบบี้เป็นผู้ที่อ่านมากเขียนมากมาก่อน เขาจึงกล่าวอ้าง เปรียบเทียบและพูดถึงเรื่องในวัฒนธรรมฝรั่งเศสทั้งในสมัยปัจจุบันและย้อนขึ้นไปถึงเรื่องราวในยุคกรีกโรมันอันเป็นอู่อารยธรรมของฝรั่งเศส

           แน่ละ ข้อมูลต่างๆ ที่โบบี้กล่าวถึง คนฝรั่งเศสส่วนใหญ่รู้จักหรือเคยได้ยินมาก่อน อาจจะคลับคล้ายคลับคลาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผู้อ่านร่วมวัฒนธรรมเดียวกับเขา อย่างไรก็ตาม แม้ผู้เขียนจะเคยเรียนหนังสือที่ฝรั่งเศส และแต่ไหนแต่ไรมาจนถึงทุกวันนี้ ประกอบอาชีพเป็นครูสอนภาษาวรรณคดีและอารยธรรมฝรั่งเศส ก็ยังมีข้อมูลมากมายที่ตนเองไม่ทราบ

           ในช่วงระยะเวลา ๓ เดือนที่ปารีส (กรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐) การ "ดำหาชุดประดาน้ำและโบยบินไปกับผีเสื้อ" ก็คือช่วงเวลาที่ผู้เขียนลุกจากโต๊ะทำงานของตนไปสัมผัสสถานที่ สิ่งต่างๆ ที่โบบี้กล่าวถึง ตลอดจนกระทบไหล่บุคคลที่โบบี้ชื่นชอบ เวลาที่ผู้เขียนใช้ในการ "ดำหา" และ "โบยบิน" จะเป็นช่วงวันเสาร์-อาทิตย์เป็นส่วนใหญ่

           จากวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ผู้เขียนนั่งแปล ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ อยู่ในห้องพัก มีพจนานุกรมสองเล่มใหญ่เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูลอ้างอิง เล่มหนึ่งเป็นพจนานุกรมภาษา อีกเล่มเป็นพจนานุกรมชื่อเฉพาะ แต่เนื่องจากพจนานุกรมสองเล่มนี้ออกใหม่ (เล่มชื่อเฉพาะออกวางตลาดฝรั่งเศสเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐ นี้เอง) แม้จะมีชื่อบุคคลตั้งแต่สมัยกรีกโรมัน แต่ข้อมูลที่ให้จะมีเฉพาะที่สำคัญเท่านั้น ข้อมูลเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยถูกตัดทิ้งไป ถ้าจะหาให้ได้ ก็ต้องไปค้นสารานุกรมฉบับเก่า เช่น ชุดสารานุกรมสากลศตวรรษที่ ๑๙ ของสำนักพิมพ์ลารูส มีทั้งสิ้น ๑๕ เล่ม ตีพิมพ์ระหว่าง ค.ศ. ๑๘๖๖6-๑๘๗๖ และฉบับเสริมอีก ๒ เล่ม ปี ค.ศ. ๑๘๗๘-๑๘๘๘ ซึ่งหาได้ในหอสมุดมหาวิทยาลัยทุกแห่ง

           ทว่า ถ้าจะให้ออกจากหอพักไปมหาวิทยาลัย เพื่อค้นหาชื่อเฉพาะเพียงหนึ่งหรือสองชื่อ ก็เสียเวลาแปลงานเป็นอย่างยิ่ง และช่วงที่ผู้เขียนอยู่ในฝรั่งเศสครั้งนี้เป็นช่วงฤดูร้อน มหาวิทยาลัยปิด หอสมุดมหาวิทยาลัยเปิดในบางวัน บางสัปดาห์ และเปิดในเวลาจำกัด

           จากวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ผู้เขียนจึงจดจำคำที่เป็นปัญหาลงในสมุดเล็กๆ รอวันเสาร์และวันอาทิตย์ เช้าวันเสาร์ ผู้เขียนมักมีนัดกินอาหารเช้ากับเพื่อนชาวฝรั่งเศสและไทยกลุ่มหนึ่งที่ร้านกาแฟ La Coupole บนถนนมงต์ปาร์นาส เพื่อนกลุ่มนี้มีหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่วิศวกรเหมืองแร่ ครูสอนวรรณคดีฝรั่งเศสที่อังกฤษ นักคอมพิวเตอร์ ช่างภาพ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ บรรณาธิการวารสาร และครูสอนภาษาฝรั่งเศส ข้อสงสัยหลายๆ ประการก็กระจ่างด้วยความรอบรู้ของเพื่อนกลุ่มนี้ เช่น ในบทชื่อ "สาวฮ่องกง" โบบี้เขียนไว้ว่า

พวกคุณ (สาวแอล.) เดินต้อยๆ ตามหลังหูกระต่ายของท่านประธานกรรมการบริหารซึ่งนำทุกคนสู่สนามรบด้วยท่าทางคึกคักขึงขังกึ่งสปีรู่กึ่งโบนาปาร์ต---

           ผู้เขียนมีปัญหาคำว่า "สปีรู่" ส่วน "โบนาปาร์ต" นั้น ชัดเจนว่าหมายถึงจักรพรรดินโปเลียนเมื่อครั้งยังเป็นนายพลหนุ่ม เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มอธิบายให้ฟังว่า สปีรู่เป็นชื่อตัวการ์ตูนอารมณ์ดีในชุดพนักงานเฝ้าประตูโรงแรม และเป็นชื่อหนังสือการ์ตูนรวมเล่ม การเปรียบเทียบประธานกรรมการบริหารนิตยสาร แอล กับสปีรู่และโบนาปาร์ต เป็นการแสดงภาพกึ่งตลกกึ่งขึงขังของเจ้านายคนนี้ของโบบี้

           นอกจากนี้ ยังมี ดูดู๊ช ซึ่งโบบี้เรียก (ในใจ) บุรุษพยาบาลคนหนึ่ง ดูดู๊ชเป็นตัวการ์ตูนวัยรุ่นผมทองสูงโย่งเปี่ยมอารมณ์ขัน บุรุษพยาบาลคนนั้นคงมีลักษณะเช่นนี้

           ออกจากร้านกาแฟวันนั้น ผู้เขียนก็มุ่งไปยังร้านหนังสือ Fnac ที่ถนน เดอ แรนน์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ได้เห็นหน้าสปีรู่และดูดู๊ช กระจ่างในภาพอันเกิดจากตัวอักษรของโบบี้ วันเสาร์ต่อมา เพื่อนคนดังกล่าวหอบหนังสือการ์ตูนสปีรู่และดูดู๊ชมาให้ดูด้วยซ้ำ หรือเมื่อโบบี้เขียนว่า

จะไปไหนต่อขอรับ ท่านนายพล จะกระโดดลงเรือไฮโดรฟอยล์ไปมาเก๊าเผาดอลล่าร์เล่นในนรก หรือจะขึ้นไปบนบาร์เฟลิกซ์ที่โรงแรมเพนนินซูล่า ซึ่งตกแต่งโดยฟิลิป เอส. มัณฑนากรชาวฝรั่งเศส---

           ผู้เขียนก็ได้ข้อมูลจากเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มนี้ทันทีว่า ฟิลิป เอส. มีชื่อเต็มว่า Philippe Starck เป็นมัณฑนากรฝรั่งเศสร่วมสมัย เคยตกแต่งห้องทำงานประธานาธิบดีมิตแตร็องด์

           ในบทชื่อ "เสียงนอกเวที" โบบี้เขียนถึงรูปร่างหน้าตาของจักษุแพทย์ที่มาเย็บเปลือกตาข้างขวาของเขาให้ติดกัน ว่าคล้าย Max la Menace ผู้เขียนไม่รู้จักชื่อและฉายานี้ ถ้าจะแปลตามตรง ก็ต้องแปลว่า "มักซ์ผู้คุกคาม" แต่เมื่อเพื่อนๆ อธิบายให้ฟังว่า มักซ์ผู้นี้เป็นตัวละครในหนังทีวีแนวตลกอเมริกันซึ่งเป็นที่นิยมในฝรั่งเศส มักซ์เป็นนักสืบ เขามักทำอะไรผิดพลาด เคลื่อนไหวเกะกะงุ่มง่าม แต่ความผิดพลาดและการเคลื่อนไหวของเขากลายเป็นสิ่งคุกคามเหล่าร้าย และเกิดผลดีต่อการสืบสวนของเขาโดยเขาไม่ตั้งใจ ผู้เขียนจึงแปลฉายาของมักซ์ว่า "มักซ์นักสืบใหญ่"

           ในบทชื่อ "วันอาทิตย์" โบบี้มองผ่านหน้าต่างห้องนอน เห็นผนังอิฐสีน้ำตาลอมส้มกลายเป็นสีชมพูขณะต้องแสงอรุณ ทำให้เขาคิดถึงหน้าปกตำราไวยากรณ์กรีกของเมอสิเยอร์ราต์ คำว่ากรีกทำให้เขานึกถึงประวัติศาสตร์กรีกเขาจึงพูดถึงสุนัขของอัลซิบิยาด

           เพื่อนในกลุ่มนี้ของผู้เขียนไม่รู้ว่าเมอสิเยอร์ราต์เป็นใคร หรืออาจเคยรู้แต่จำไม่ได้ พวกเขารู้ว่า อัลซิบิยาดเป็นนักรบและนักการเมืองชาวกรีกสมัยโบราณ (ผู้เขียนเองก็รู้เท่านี้ตามข้อมูลในพจนานุกรมชื่อเฉพาะ) เคยได้ยินเรื่องสุนัขของเขา แต่จำรายละเอียดไม่ได้

           "ไม่เป็นไร วัลยา ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เขาเชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กรีก แล้วจะสอบถามให้" เพื่อนคนหนึ่งรับอาสา

           แน่ละ เสาร์ต่อมา ผู้เขียนก็ได้ข้อมูลครบถ้วน

           อัลซิบิยาด นักรบและนักการเมืองกรีก ช่วง ๔๕๐-๔๐๔ ปีก่อนคริสต์กาล เป็นคนรูปงาม ฉลาดแต่ชั่วร้าย เขาทำสงครามเพื่อชื่อเสียงของตนเองมากกว่าเพื่อเอเธนส์บ้านเกิดเมืองนอน แม้แต่ทรยศไปเข้าข้างพวกสปาร์ต้าก็ยังเคย สำหรับเรื่องสุนัขของอัลซิบิยาดนั้น มีเรื่องเล่าว่า เขาซื้อสุนัขสวยงามมากตัวหนึ่งด้วยราคาแพงลิบ เวลาเดินไปไหนมาไหนกับสุนัขตัวนี้ ก็มีแต่ผู้เหลียวมองอย่างชื่นชม และเพื่อให้มีผู้สนใจดูเขากับสุนัขมากขึ้น เขาจึงตัดหางของมันทิ้งเสีย

           ต่อมา ขณะแปล เออเฌนี กร็องเด้ต์ ของออนอเร่ เดอ บัลซัค ผู้เขียนได้อ่านพบการกล่าวอ้างถึงสุนัขของอัลซิบิยาดอีกครั้ง นับเป็นเรื่องที่เข้ามาอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของชาวฝรั่งเศสโดยแท้

           เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผู้เขียนเคยเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในฝรั่งเศสมาเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการแก่คณาจารย์ในภาควิชาฯ รวมทั้งตัวผู้เขียน ในหัวข้อภาษาหรือวรรณคดี อาจารย์คนหนึ่งที่ได้กลายมาเป็นเพื่อนกัน ก็คือ Jean-Pierre Goldenstein ผู้แต่ง Pour lire le roman หรือฉบับภาษาไทย คือ การอ่านนวนิยาย

           วันอาทิตย์เป็นวันที่ผู้เขียนมักจะไปบ้านครอบครัวโกลเด้นสไตน์ ฌ็อง-ปิแยร์ และ กัธเธอรีน (ภรรยาของฌ็อง-ปิแยร์ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ) เคยเรียนไวยากรณ์กรีกเมื่ออยู่ชั้นมัธยมโดยใช้ตำราของเมอสิเยอร์ราต์ ปกตำราไวยากรณ์กรีกสีชมพู หากเป็นตำราไวยากรณ์โรมันปกจะสีน้ำเงิน ฌ็อง-ปิแยร์บอกว่าเมอสิเยอร์ราต์ถึงแก่กรรมไปไม่นาน เขาไม่แน่ใจว่าจะหาปีเกิดและปีตายของเมอสิเยอร์ราต์ตามที่ผู้เขียนต้องการได้หรือไม่ เพราะครูสอนไวยากรณ์กรีกผู้นี้ไม่ใช่คนสำคัญถึงขั้นที่ชื่อของเขาจะปรากฏในสารานุกรมหรือพจนานุกรมชื่อเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพ เมื่อผู้เขียนไปลาครอบครัวโกลเด้นสไตน์ ฌ็อง-ปิแยร์ก็ยื่นข้อมูลที่ผู้เขียนต้องการให้...วิเศษจริง!

           และที่บ้านของฌ็อง-ปิแยร์นั้น มีสารานุกรมสากลศตวรรษที่ ๑๙ ของสำนักพิมพ์ลารูส ทั้งชุด!

           ในบทชื่อ "สาวฮ่องกง" โบบี้เขียนถึงบุคคลผู้หนึ่งชื่อ Jean Paul K.

"---ครั้งหนึ่ง ผมให้ฌ็อง-ปอล เค. ไป (ฮ่องกง) แทน ตอนนั้นเป็นช่วงก่อนที่เขาถูกจองจำเป็นเวลาหลายปีในคุกแห่งหนึ่งที่เบรุต และต้องนั่งท่องลำดับแหล่งผลิตเหล้าองุ่นบอร์โดซ์เพื่อจะได้ไม่เสียสติไป---"

           ฌ็อง-ปิแยร์เล่าให้ฟังว่า ชื่อเต็มของบุคคลผู้นี้คือ Jean-Paul Kaufman เป็นผู้สื่อข่าวชาวฝรั่งเศส เคยถูกกลุ่มเฮซบอลเลาะฮ์จับเป็นตัวประกัน โทรทัศน์ฝรั่งเศสทุกช่องร่วมใจกันกระตุ้นรัฐบาลฝรั่งเศสให้จี้รัฐบาลเลบานอนเพื่อฝ่ายหลังจะได้ดำเนินการให้กลุ่มเฮซบอลเลาะฮ์ยอมคืนอิสรภาพแก่คอฟมาน ทุกวัน เวลาข่าว ๒๐ นาฬิกา ผู้อ่านข่าวจะเริ่มรายการด้วยประโยคที่ว่า "วันนี้เป็นวันที่หนึ่งร้อยหกสิบสองแล้วที่ฌ็อง-ปอล คอฟมานยังถูกจับเป็นตัวประกัน"

           วันต่อมาก็พูดว่า "วันนี้เป็นวันที่หนึ่งร้อยหกสิบสามแล้วที่ฌ็อง-ปอล คอฟมานยังถูกจับเป็นตัวประกัน" และต่อเนื่องไปเช่นนี้ทุกวันจนกระทั่งคอฟมานได้รับอิสรภาพ

           เฮซบอลเลาะฮ์เป็นกลุ่มชาวเลบานอนนิกายชีอะต์ซึ่งฝักใฝ่อิหร่าน ต้องการสร้างสาธารณรัฐอิสลามแบบเดียวกับอะยาตอเลาะฮ์โคไมนี ปัจจุบันในโลกของชาวอาหรับ-มุสลิม มีหลายฝ่ายฝักใฝ่การปกครองแบบอิหร่าน เรียกตนเองว่า เฮซบอลเลาะฮ์

           นับแต่สัปดาห์แรกที่ถึงปารีส ผู้เขียนโทรศัพท์นัดฌ็อง-ปิแยร์ให้พาไปตลาดนัดหนังสือเก่า ขณะนั้นผู้เขียนเสาะหาหนังสือของบัลซัคซึ่งตีพิมพ์ในศตวรรษที่ ๑๙ ตลาดนัดที่ฌ็อง-ปิแยร์พาไป อยู่ที่ Porte de Vanves ซึ่งเป็นประตูออกสู่ชานเมืองปารีสทางตะวันตกเฉียงใต้ ที่นั่นมีสวนเล็กๆ และจัตุรัสชื่อ Square de Georges Brassens วันเสาร์-อาทิตย์ จตุรัสแห่งนี้จะกลายเป็นตลาดนัดหนังสือเก่า

           สามเดือนที่ปารีส ผู้เขียนไปตลาดนัดแห่งนี้รวมทั้งสิ้น ๕ ครั้ง ในแต่ละสัปดาห์ ร้านหนังสือจะเปลี่ยนโฉมหน้าไป พ่อค้าหนังสือเก่านิยมเดินทางไปเปิดร้านตามเมืองต่างๆ สลับผลัดเปลี่ยนกันไป ในการไปตลาดนัดครั้งสุดท้าย ผู้เขียนได้เจอข้อมูลที่ไม่คาดว่าจะได้

           ในบทชื่อ"อะ เดย์ อิน เดอะ ไลฟ์" โบบี้กล่าวถึงการประชุมระหว่างอาหารกลางวันในห้องประชุมชั้นบนสุดของสำนักงานนิตยสารแอล. ที่เขาร่วมด้วยเป็นครั้งสุดท้าย และกล่าวว่า "หัวหน้าใหญ่" ของนิตยสารได้รับฉายาจากบรรดาลูกน้องถึงสามฉายา ว่า เฌอโรนิโม่ หลุยส์ที่สิบเอ็ด และอะยาตอเลาะฮ์ ทั้งสามชื่อที่กลายเป็นฉายานี้ ผู้เขียนค้นประวัติและความหมายฉายาได้จากพจนานุกรมชื่อเฉพาะและพจนานุกรมภาษา อย่างไรก็ตาม ในประวัติของเฌอโรนิโม่ยังมีข้อมูลอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนอยากรู้ แต่ไม่มีบันทึกไว้ Geronimo (ค.ศ. ๑๘๒๙-๑๙๐๘) เป็นอินเดียนแดงหัวหน้าเผ่าอาปาเช่ในรัฐอริโซน่า ได้ต่อสู้กับคนผิวขาวอย่างกล้าหาญ เคยถูกจับ หลบหนีไปอยู่ในแม็กซิโก แต่เมื่อค่ายที่โซนาร่าถูกปิดล้อม เขายอมแพ้โดยทางการสัญญาว่าจะส่งเขากลับไปอยู่มลรัฐอริโซน่า แต่ไม่เคยได้กลับ เขาถูกส่งไปอยู่ที่มลรัฐฟลอริด้า ได้รับอนุญาตให้ขายภาพถ่ายของตนและเล่าประวัติชีวิตแก่ทหารอเมริกันคนหนึ่ง

           ข้อมูลที่ผู้เขียนอยากรู้ก็คือ ทหารอเมริกันผู้นำประวัติชีวิตของเฌอโรนิโม่มาเขียนเผยแพร่นี้ ชื่ออะไร และแล้ว ในครั้งสุดท้ายที่ไปตลาดนัดหนังสือเก่าแห่งนี้ ขณะมองดูหนังสือบนแผงๆ หนึ่ง สายตาของผู้เขียนก็เห็นคำว่า Geronimo ในเมื่อเป็นชีวประวัติของหัวหน้าเผ่าอาปาเช่คนสุดท้ายผู้นี้ และตีพิมพ์เป็นเล่มเรียบร้อย จึงมีชื่อผู้เรียบเรียง เขาชื่อ S.M. Barett

           ไม่น่าเชื่อว่าข้อมูลที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ผู้เขียนก็ได้โดยบังเอิญเสมอ และทุกอย่างก็ดูสะดวกราบรื่นไปหมด อยากพบโกล๊ด ก็ได้พบ อยากพบซ็องดรีนก็ได้พบ ยังแถมผู้อำนวยการโรงพยาบาลอีกคน ได้รู้เบื้องหลังที่มาของรูปปั้นจักรพรรดินีและ "หัวใจสัมฤทธิ์" ของโรงพยาบาลโดยไม่ได้คาดหมาย

           อยากจะเชื่อแล้วสิว่า โบบี้ยินดีให้ผู้เขียนแปลหนังสือของเขาเป็นภาษาไทย

           ในบทชื่อ "อะ เดย์ อิน เดอะ ไลฟ์" โบบี้เล่าว่า วันที่เส้นโลหิตในสมองของเขาแตกนั้น เขาคิดพาลูกชายไปดูมหรสพเรื่องหนึ่งซึ่งอารียาสเป็นผู้กำกับ โบบี้ให้ข้อมูลเพียงเท่านั้น แต่อิซาแบลเพื่อนของผู้เขียนเป็นนักดูละคร เธอได้ดูมหรสพเรื่องนี้ จึงให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ว่า อารียาสเป็นผู้กำกับการแสดงชาวอาร์เจนติน่า ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ นั้น เขาจัดแสดงเรื่อง "เฟ้าสต์แบบอาร์เจนตินา" โดยดัดแปลงมาจาก "เฟ้าสต์" ของเกอเต้ กวีเอกเยอรมัน และแสดงที่โรงละครชื่อ La Cigale ในปารีส

           อิซาแบลเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับชื่อฟ็องชิโย่เช่นกัน เนื่องจากผู้เขียนไม่รู้จักนักแข่งรถยนต์ชาวอาร์เจนติน่าผู้เป็นแชมป์โลก Grand Prix ถึง ๕ ครั้งผู้นี้ จึงเข้าใจว่าเป็นชื่อธรรมดาชื่อหนึ่งในบทชื่อ "การเดินเล่น" โบบี้เขียนถึงผู้ป่วยคนหนึ่งของโรงพยาบาลริมทะเลว่า

"---เราสวนทางกับฟ็องชิโย่ ใครๆ ก็ตั้งสมญาให้บุคคลแปลกประหลาดของโรงพยาบาลผู้นี้เช่นนั้น ร่างของเขาเหยียดตรงและนั่งไม่ได้ ฟ็องชิโย่ถูกสาปให้ยืนหรือนอนเท่านั้น เขาเคลื่อนที่โดยนอนคว่ำไปบนรถเข็นซึ่งเขาควบคุมการเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง และไปได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ---"

           เมื่อครั้งเยือนเมืองแบร์ก ขณะเดินไปตามทางเลียบริมหาด และสวนทางกับผู้ป่วยที่ควบคุมรถเข็นด้วยตนเอง ผู้เขียนก็เอ่ยถึงฟ็องชิโย่ อิซาแบลจึงพูดถึงความยิ่งใหญ่ของแชมป์โลกผู้นี้ สำหรับเธอ โมฮัมเหม็ด อาลีเป็นเจ้าแห่งวงการมวยฉันใด ฟ้องชิโย่ก็เป็นเจ้าแห่งวงการรถฉันนั้น

           ประวัติของฟ็องชิโย่ผู้นี้ ผู้เขียนตรวจสอบและหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากพจนานุกรมชื่อเฉพาะเมื่อกลับถึงปารีส ใน ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ยังมีข้อมูลบางอย่างที่ผู้เขียนไม่คาดคิดว่าจะได้เฉียดใกล้หรือสัมผัสด้วยตัวเอง แต่แล้วโอกาสก็มาถึงจนได้

           วันหนึ่ง Paul Vincent เพื่อนอาวุโสในกลุ่มประจำร้านกาแฟ ลา กู ปอล ชวนไปเที่ยวแคว้นอัลซาสของฝรั่งเศส วัตถุประสงค์หลักในการเดินทางครั้งนี้ของปอลคือพาหลานชายซึ่งมาพักร้อนอยู่ด้วยที่ปารีสกลับไปส่งบ้าน และถือโอกาสเที่ยวชมบ้านเมืองระหว่างทาง

           เราเดินทางกันห้าคน ปอลกับภรรยาซึ่งเป็นคนไทย อาจารย์ชาวไทยรุ่นน้องคนหนึ่ง หลานชายของปอลและผู้เขียน ผู้เขียนตัดสินใจไปแม้ตอนแรกจะลังเลอยู่บ้างเพราะจะต้องเสียเวลาแปลหนังสือไปหลายวัน และแคว้นอัลซาสนั้นก็เคยไปมาสองหนแล้ว

           หากจะกล่าวว่า ผู้เขียนอาจเสียดายอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ไป ก็คงจะพูดได้ยาก เพราะถ้าไม่ได้ไป ก็ย่อมไม่รู้ว่าจะพลาดสิ่งใดเรื่องใดบ้าง

           สิ่งที่ผู้เขียนได้จากการเดินทางครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการสัมผัสบรรยากาศในอีกช่วงหนึ่งของ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ แต่ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการแปลเรื่อง เออเฌนี กร็องเด้ต์ ของบัลซัคด้วย (ขออนุญาตท่านผู้อ่านไม่กล่าวถึงประโยชน์ประการหลังนี้ เพราะจะเป็นการออกนอกเรื่องไป)

           เมื่อเราเดินทางไปถึงเมือง Luxeuil อันเป็นถิ่นพำนักของหลานชายตัวน้อยของปอล ญาติพี่น้องที่นั่นได้ต้อนรับขับสู้อย่างดี แน่ละ อาหารที่ขาดเหล้าองุ่นย่อมไม่ใช่อาหารฝรั่งเศส และมื้อนั้นผู้เขียนลิ้มรสเหล้าองุ่นอย่างปีติ เฝ้ากำซาบรสชาติที่ผ่านลำคอ

           จะมิให้รู้สึกปลื้มได้อย่างไรเล่า ในเมื่อฉลากเหล้าเขียนไว้ชัดเจนว่า Gewurstraminer ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ชอบเหล้าองุ่นชนิดนี้เป็นพิเศษ

---ผมสั่งอาหารได้ตามอารมณ์อยาก หอยเอ็สการ์โกต์หนึ่งโหล กระหล่ำปลีดองทรงเครื่อง แล้วก็เหล้าองุ่นเกวูร์สตรามิแนร์หมักปลายฤดูเก็บผลองุ่น น้ำเหล้าออกสีทองสักขวด---

           โบบี้เขียนไว้เช่นนี้ในบทชื่อ "ไส้กรอก" ตั้งแต่ที่กรุงเทพ ผู้เขียนเปิดหนังสือ Quild ฉบับ ค.ศ. ๑๙๙๖ ซึ่งรวบรวมข้อมูลและสถิติล่าสุดไว้ หนังสือระบุว่า เกวูร์สตรามิแนร์เป็นเหล้าองุ่นขาวผลตในแคว้นอัลซาส ติดอันดับหนึ่งของฝรั่งเศส ขวดที่เสิร์ฟบนโต๊ะอาหารวันนั้น ก็เป็นเหล้าองุ่นหมักปลายฤดูเก็บองุ่นเช่นกัน กล่าวคือ ชาวไร่องุ่นรอจนถึงปลายฤดูเก็บองุ่น เพื่อให้องุ่นแก่จัดรสชาติจะได้หวานหอมตามธรรมชาติ การชิมเกวูร์ฯ ยังไม่สิ้นสุดเพียงที่โต๊ะอาหาร ญาติของปอลบอกแหล่งซื้อของเขา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางท่องเที่ยวของเรานัก

           วันรุ่งขึ้น เราจึงได้ตามหาไร่องุ่นแห่งนี้บนเส้นทางไปเมือง Colmar และผู้เขียนก็เพิ่งรู้ว่า ในหมู่บ้านเล็กๆ กลางพื้นที่ไร่องุ่นจำนวนมหาศาลนั้น ติดป้ายคล้ายป้ายชื่อถนนทุกแยกในหมู่บ้าน แต่ตัวอักษรบนป้ายนั้นไม่ได้เขียนชื่อถนน ทว่าเขียนชื่อไร่องุ่น! ที่วิเศษยิ่งกว่านั้น ก็คือ ภรรยาเจ้าของไร่องุ่นเคยหนีความหนาวมาเที่ยวเมืองไทย เราจึงโอภาสปราศรัยกันถูกคอ ผู้เขียนเล่าเรื่องของโบบี้ให้เธอฟัง เธอให้ผู้เขียนชิมเกวูร์ฯซึ่งผลิตในปีต่างๆ เพื่อเลือกรสชาติที่ชอบ เผอิญผู้เขียนเลือกปีที่เธอก็ชอบด้วย เธอพอใจจึงลดราคาให้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่ซื้อจำนวนไม่มาก แล้วยังแถมให้อีก รวมทั้งพาชมห้องใต้ดินเก็บถังเหล้าองุ่น

           การเดินทางของ "นักแปล" ครั้งนี้ ช่างคุ้มค่าเสียจริง

           ระหว่างทางขากลับปารีส ผู้เขียนได้เห็นป้ายขนาดใหญ่ริมทาง เขียนไว้ว่า "แนวป้องกันชายแดนของมาชิโนต์"

           ใน "บทภาวนา" โบบี้กล่าวถึงการที่เพื่อนฝูงญาติพี่น้องของเขาได้สวดมนต์ภาวนาขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในโลก ดลบันดาลให้เขามีอาการดีขึ้น และเปรียบเทียบความปรารถนาดีเหล่านี้กับบทภาวนาของลูกสาวตัวน้อยของเขาว่า

"---กระนั้นก็ตาม การคุ้มครองสูงส่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงปราการดินเหนียว กำแพงทราย แนวป้องกันชายแดนของมาชิโนต์ เมื่อเทียบกับบทภาวนาที่เซแลสต์ ลูกสาวของผมสวดเบื้องพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้าของเธอให้ผมทุกค่ำคืนก่อนจะหลับ---"

           ผู้เขียนไม่รู้มาก่อนว่ามาชิโนต์คือใคร แน่ละ เรื่องนี้สารานุกรมช่วยได้ Andre Maginot (ค.ศ. ๑๘๗๗-๑๙๓๒) เป็นนักการเมืองฝรั่งเศสผู้ออกกฎหมายให้มีการสร้างแนวป้องกันชายแดนเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ค.ศ. ๑๙๓๐ อย่างไรก็ตาม โครงการนี้หยุดชะงักระหว่างชายแดนฝรั่งเศสกับเบลเยี่ยมเพราะประเทศหลังไม่เห็นด้วย นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับยุทธวิธีเดินทัพครั้งใหม่ จึงไม่ได้ผลในการป้องกันในสงครามโลกครั้งที่ ๒

           สำหรับผู้เขียน การได้ผ่านบริเวณซึ่งเคยเป็นแนวป้องกันชายแดนของมาชิโนต์มาก่อน ทำให้รู้สึกว่าตนเองอยู่ในบรรยากาศของ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ มากขึ้นไปอีก สอง-สามชั่วโมงหลังจากนั้น รถก็แล่นผ่านป้ายอีกป้ายหนึ่ง มีข้อความระบุว่า "เชอแม็ง เดส์ ดามส์"

           โบบี้กล่าวถึงเส้นทางสายนี้ในบท "คนขี้โม้" เพื่อนคนหนึ่งของเขาในสมัยเป็นนักเรียนมีพรสวรรค์ในการแต่งและเล่าเรื่อง โบบี้ขณะเป็นอัมพาตนึกเสียดายที่เขาไม่มีความสามารถพิเศษเช่นเพื่อนผู้นั้น อย่างไรก็ตาม โบบี้สมมุติบทบาทต่างๆ ของตนในจินตนาการ

"---ผมเล่นเป็นพลทหารในหนังทีวีชุดสมรภูมิประวัติศาสตร์ออกศึกที่อเลซิย่า ปัวติเย่รส์ มารินญ็อง ออสแตร์ลิตซ์ และเชอแม็ง เดส์ ดามส์ เนื่องด้วยผมบาดเจ็บจากการรวมพลพันธมิตรในแคว้นนอร์ม็องดี ผมจึงไม่แน่ใจว่าจะไปร่วมรบที่ เดียน เบียน ฟู หรือไม่---"

           ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดที่ยกมานี้ต้องการความรู้ทางประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสของผู้แปลเป็นอย่างยิ่ง หากจะเปรียบกับบริบทไทย ก็คงจะต้องย้อนขึ้นไปถึงสมัยน่านเจ้า ในรัชสมัยของพระเจ้าพีล่อโก๊ะ พระเจ้าโก๊ะล่อฝง ต่อมาถึงสมัยสุโขทัย อยุธยา และเรื่อยลงมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ต่อปัจจุบันทีเดียว

           Chemin des Dames เป็นชื่อสันเขา ยาว ๓๐ กิโลเมตร ทางเหนือของฝรั่งเศสในแคว้นปิการ์ดี ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ นายพลนิแวลไม่สามารถบุกฝ่าตีโต้เยอรมันได้ในเดือนเมษายน ค.ศ. ๑๙๑๗ เมื่อได้เห็นป้าย "เชอแม็ง เดส์ ดามส์" หลังจากที่ได้เห็นป้าย "แนวป้องกันชายแดนของมาชิโนต์" ผู้เขียนก็ได้ตระหนักว่า เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นเรื่องที่คนฝรั่งเศสทั่วไปรู้จัก เหมือนเวลาคนไทยผ่านสิงห์บุรี แล้วเห็นป้อมค่ายจำลองหมู่บ้านบางระจัน หรือเมื่อถึงเกาะภูเก็ต ก็เห็นรูปปั้นท้าวเทพกษัตรีย์ ท้าวศรีสุนทร จึงทำให้นึกในมุมกลับว่า หากมีนักแปลชาวฝรั่งเศสมาแปลเรื่องไทย แล้วพบคำว่า "นายจันหนวดเขี้ยว" หรือ "พระยาพิชัยดาบหัก" เขาก็คงต้องทำงานไม่น้อยเหมือนกัน สำหรับคนอ่านชาวฝรั่งเศสนั้น โบบี้ไม่ได้เขียนเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนเกินการรับรู้ของบุคคลทั่วไป

           บุคคลอีกผู้หนึ่งซึ่งผู้เขียนขอกล่าวถึงด้วยความเคารพ คือ ศาสตราจารย์ Hubert Sales สามีของอาจารย์อำพรรณ โอตระกูล Sales อาจารย์ท่านหนึ่งของผู้เขียน คุณอูแบรต์ เป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ เคยเมตตาผู้เขียนในฐานะศิษย์ของภรรยาอย่างไร ก็คงความเมตตานั้นไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

           สำหรับการแปล ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ คุณอูแบรต์ได้เข้ามามีส่วนช่วยเหลือตั้งแต่แรก โดยอนุญาตให้ผู้เขียนไปดูวีดิโอสารคดีของฌ็อง-ฌาคส์ เบแน็กซ์ เรื่อง "เขาถูกกำหนดให้อยู่กับที่" (ซึ่งกล่าวถึงในตอนที่ ๔ ของเรื่องนี้) ได้ที่บ้าน ยังจำได้ว่าหนุ่มน้อยชาร์ลี ลูกชายคนเดียวของอาจารย์อำพรรณ อุทานตลอดเวลาที่ดูว่า "เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้!" เมื่อเห็นว่าโบบี้และโกล๊ดทำงานเขียนคำบอกกันอย่างไร หลังดูวีดิโอ ผู้เขียนถือโอกาสขออนุญาตคุณอูแบรต์ใช้เครื่องมินิเตล (Minitel) เพื่อตรวจสอบข้อมูลตามที่โบบี้เขียนไว้ในบทที่ชื่อว่า "วันมีโชค"

           มินิเตลเป็นศูนย์ข้อมูลในรูปของมินิคอมพิวเตอร์ซึ่งการโทรคมนาคมฝรั่งเศสแจกแก่ผู้ติดตั้งโทรศัพท์ในบ้านโดยไม่คิดมูลค่า ผู้ใช้มินิเตลจะเสียค่าบริการเมื่อสอบถามข้อมูล เล่นโปรแกรม จองตั๋วละคร หรือตั๋วรถไฟเป็นต้น ใน "วันมีโชค" โบบี้เขียนหัวเราะเยาะตัวเองไว้ดังนี้

"เช้าวันนี้ ยังไม่ทันจะสว่าง โชคร้ายก็กระหน่ำห้อง ๑๑๙ เสียแล้ว เครื่องมือที่กำหนดเวลาการให้อาหารแก่ผมเกิดมีเสียงดังขึ้นมาเองเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว ผมไม่เคยรู้จักอะไรที่โง่เง่าและทำให้หงุดหงิดเท่าเสียงบิ๊ป-บิ๊ปต่อเนื่องอันสุดจะกวนประสาทนี้ เพื่อให้เรื่องเลวร้ายยิ่งขึ้นอีก เหงื่อของผมทำให้พลาสเต้อร์ปิดเปลือกตาขวาหลุด ขนตาที่ติดเป็นกระจุกระคายรูม่านตาจนเจ็บปวด ท้ายสุด เรื่องเลวร้ายเหนืออื่นใดก็คือ จุกปลายสายท่อสวนปัสสาวะของผมหลุดจากที่ ตัวผมเปียกไปหมด---"

           โบบี้ยังเสียดสีตนเองต่อไปอีกว่า

---แน่ะ พยาบาลมาแล้ว เธอเปิดทีวีโดยอัตโนมัติ มีโฆษณาของศูนย์ข้อมูลมินิเตล ให้หมุนหมายเลข ๓๖๑๗ เข้าสู่โปรแกรม "พันล้าน" ซึ่งเสนอให้ตอบคำถามว่า "คุณเกิดมาเพื่อมีโชคหรือเปล่า"

           เมื่อผู้เขียนเปิดเครื่องมินิเตล พิมพ์หมายเลข ๓๖๑๗ ก็เข้าสู่โปรแกรม "พันล้าน" ทันที หน้าจอแสดงข้อมูลตามที่โบบี้กล่าวไว้ คือ ขึ้นต้นโปรแกรมด้วยคำถามว่า "คุณเกิดมาเพื่อมีโชคหรือเปล่า" อารมณ์ขันของโบบี้ช่างร้ายเหลือ

           เพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งมีส่วนช่วยในการแปลอยู่ที่กรุงเทพฯนี้เอง เขาชื่อ Dominique Jacquier โดมินิกเป็นเพื่อนร่วมงานสอนภาษาฝรั่งเศสประจำภาควิชาเดียวกัน เขาสนใจเรื่องภาพยนตร์ ถ้าจะกล่าวว่าเขารู้จักผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์ทุกคนและภาพยนตร์ทุกเรื่องในโลกนี้ก็คงจะไม่ผิด

           ในบท "ชิเนชิตต้า" เมื่อโบบี้คิดฝันไปว่าเขาคือผู้กำกับการแสดงผู้ยิ่งใหญ่และถ่ายทำภาพยนตร์ ๓ เรื่องใหม่อีกครั้ง ชื่อภาพยนตร์ดังกล่าวให้มาเป็นภาษาฝรั่งเศส ผู้เขียนก็เพียงแต่ถามโดมินิกว่าใครเป็นผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์ของแต่ละเรื่อง เขาบอกได้ทันที เมื่อได้ชื่อผู้กำกับการแสดง ผู้เขียนก็สามารถค้นหาข้อมูลต่อได้จากพจนานุกรมภาพยนตร์ ได้ประวัติผู้กำกับการแสดง ชื่อภาพยนตร์ในภาษาอังกฤษ และปี ค.ศ. ที่ออกฉายครั้งแรก

           ด้วยเหตุที่ผู้เขียนเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมีเพื่อนร่วมงานที่สอนภาษาและวรรณคดีตะวันตกหลายภาษา ทั้งฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน อิตาเลียนและปอร์ตุเกส นอกจากนี้ก็ยังมีอาจารย์ที่สอนวิชาภาษาและวรรณคดีอื่นๆ ทั้งไทย อังกฤษ และตะวันออก (บาลี สันสกฤต เขมร จีน ญี่ปุ่น มาเลย์ เกาหลีและเวียตนาม) อีกทั้งในสาขาวิชาอื่นๆ เช่น ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ปรัชญา สารนิเทศศาสตร์ เพราะมี "เพื่อนคุณภาพ" ผู้เขียนจึงไม่เคยขาดแหล่งความช่วยเหลือ กล่าวได้ว่าในขณะที่การทำงานแปลมีส่วนเสริมงานสอนอันเป็นอาชีพหลักของผู้เขียน อาชีพของผู้เขียนก็เอื้ออย่างยิ่งต่อการแปล นอกจากผู้แปลจะต้องมีเพื่อนหลากหลายอาชีพที่ยินดีให้ความช่วยเหลือแล้ว ผู้ช่วยที่ดีที่สุดของผู้แปลก็คือ บรรณาธิการต้นฉบับงานแปล นั่นเอง

           ถ้าผู้แปลโชคดี ได้บรรณาธิการที่มีความสามารถ และใส่ใจตรวจแก้ต้นฉบับเต็มความรับผิดชอบของเขา ผู้แปลก็จะมีโอกาสเรียนรู้ ปรับปรุงงานแปลของตน พัฒนาการแปลและงานแปลจนอาจเรียกตนเองได้เต็มปากเต็มคำว่า นักแปล (แน่ละบรรณาธิการเองก็ต้องมีเพื่อนหลากสาขาอาชีพเช่นกัน)

           สำหรับบรรณาธิการ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ นอกเหนือจากการช่วยตรวจสอบศัพท์ทางการแพทย์แล้ว ประเด็นหนึ่งที่บรรณาธิการใช้ "วิสามัญสำนึก" ส่วนตนเข้ามาพิจารณา ก็คือการแปลเพลงสวดซึ่งผู้จาริกแสวงบุญร่วมร้องในถ้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองลูร์ดส์ (บท "รอยนาคราช") ในบทดังกล่าว ผู้เขียนแปลเนื้อเพลงสวดตามต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส แต่เมื่อบรรณาธิการอ่านถึงตอนนี้ ก็ขีดเส้นใต้ แล้วบันทึกไว้ว่า ควรใช้ตามเนื้อเพลงสวดที่แปลเป็นภาษาไทยแล้วและใช้ร้องอย่างเป็นทางการในโบสถ์คริสต์ทั่วประเทศไทย

           บรรณาธิการติดต่อเพื่อนที่นับถือศาสนาคริสต์ ขอหนังสือเพลงสวดทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย เผอิญว่าผู้เขียนมี ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ฉบับภาษาอังกฤษอยู่แล้ว จึงใช้เทียบได้ทันที สะดวกกว่าจะเทียบจากภาษาไทยซึ่งผู้เขียนแปลจากภาษาฝรั่งเศส ผู้เขียนแปลเพลงสวดจากภาษาฝรั่งเศสไว้ว่า

ขอเกียรติยศจงมีแด่พระผู้เป็นเจ้า บนฟากฟ้าชั้นสูงสุด---ชั้นสูงสุด---สูงสุด---

           ในที่สุดก็ได้เปลี่ยนตามเพลงสวดภาษาไทยที่ใช้ในโบสถ์คริสต์ว่า

เกียรติมงคลในองค์พระผู้เป็นเจ้า ณ ดินแดน ณ ดินแดน แห่งสรวงสวรรค์---

           ซึ่งก็ควรเป็นเช่นนั้น

           สิ่งต่างๆ ซึ่งบางทีอาจเห็นว่า "เล็กๆ น้อยๆ" แต่ทว่าคือองค์ประกอบสำคัญที่ไม่อาจละเลย และไม่สามารถรู้เองได้ทั้งหมด การแปลอย่างสมบูรณ์จะใช้ "ความรู้สึก" หรือ "คาดว่าน่าจะแปลอย่างนั้น" ไม่ได้ ทุกบท ทุกตอน ทุกประโยคและทุกถ้อยคำ ผู้แปลควรต้องแน่ใจว่า "ต้องแปลอย่างนั้น"

           นักแปลจึงควรต้องมีเพื่อน หรือหาเพื่อนจากหลากหลายสาขาอาชีพ นี่เป็นประโยชน์แท้แน่นอน ดังที่ศาสตราจารย์เอ็กก้ารต์ โอต์เซล แห่งมหาวิทยาลัยสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศสกล่าวไว้

           ผู้เขียนอดไม่ได้ที่จะนึกถึง "แผนภูมิการก" ของเกรมาส ผู้นำสัญวิทยามาใช้ในการตีความวรรณกรรม แผนภูมินั้นเขียนดังนี้

           ผู้กำหนด วัตถุปรารถนา ผู้รับ

           ผู้ช่วยเหลือ ประธาน ผู้ขัดขวาง

           ถ้าผู้เขียน – ผู้แปลเป็นประธาน การแปล ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เป็นวัตถุปรารถนา การชื่นชมความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ (โบบี้ผู้แต่ง) เป็นผู้กำหนด เด็กพิการและเด็กยากจนชาวไทยเป็นผู้รับ (เพราะผมกำไรจากการ ขายและค่าแปลเรื่องนี้จะเป็นของเด็กๆ ดังกล่าว) ในช่องผู้ช่วยเหลือ ก็จะมีรายชื่อเพื่อนๆ ของผู้เขียนยาวเหยียด ส่วนช่องผู้ขัดขวาง อาจจะต้องใส่ว่า ค่ากระดาษลอยตัวและค่าเงินบาทตกต่ำ กระมัง
 




๙. ฌ็อง-โดมินิก โบบี้

เกิดที่ปารีส ปี ค.ศ. ๑๙๕๒ ตามสมัยนิยมการมีลูก (เมื่อเศรษฐกิจฟื้นฟูหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒) เคยเที่ยวงานนิทรรศการสำหรับเด็กซึ่งประธานาธิบดี เรอเน่ โกตี้จัดขึ้น เมื่อครั้งที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายเคยถูกลงโทษให้มาโรงเรียนในวันหยุด หลังจากเรียนหนังสืออยู่ไม่นาน และหลงชื่นชมเมาเซตุง แนว มาร์แซล พรูสต์ชั่วขณะ ก็เริ่มเรียนรู้เรื่องการหนังสือพิมพ์โดยฝึกปฏิบัติงานกับฟิลิป เตสซง ที่หนังสือพิมพ์ le Quotidien de Paris เริ่มงานวันเดียวกันกับที่ประธานาธิบดีฌอร์จส์ ปอมปิดู ถึงแก่อสัญกรรม ต่อมาได้ร่วมหัวจมท้ายกับหนังสือพิมพ์ชื่อ le Matin de Paris แล้วไปร่วมงานกับทีมนิตยสาร Paris Match เพื่อผู้คนจะได้ตามรอยไม่ถูก อันเป็นสิ่งซึ่งชอบกระทำ

           ในปีค.ศ. ๑๙๙๑ อาศัยความสับสนอลหม่านอันสืบเนื่องจากสงครามอ่าวเปอร์เซีย จึงได้เข้ายึดตำแหน่งบรรณาธิการนิตยสาร ELLE ดำรงตำแหน่งนี้จนนิตยสารอายุครบ ๕๐ ปี อยากเป็น (นักการทูตและนักเขียนอย่าง) ปอล มอร็องด์ หรือ (นักแปล นักเขียนและคอลัมนิสต์เหมือน) อเล็กซองดร์ วิยาแลตต์

           นับแต่วันที่ ๘ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๙๕ ใช้ชีวิตที่ไม่เคยมีผู้ใดกล่าวถึงมาก่อนเยี่ยงคนพิการเต็มตัวในความเห็นของบางคน และในฐานะสายพันธุ์ใหม่ตามความเห็นของเจ้าตัว เป็นพ่อของเด็กน่ารัก ๒ คน ซึ่งเขาอุทิศ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ให้


 
           ข้างต้นนี้เป็นประวัติของฌ็อง-โดมินิก โบบี้ซึ่งเขาเขียนเอง (ด้วยวิธีเลิกเปลือกตาขึ้นเช่นเคย) เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. ๑๙๙๗ ในโอกาสที่ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ จะออกวางตลาด ตีพิมพ์ในนิตยสาร ELLE ฉบับวันจันทร์ที่ ๑๗ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๙๗ ข้อความในวงเล็บเป็นส่วนที่ผู้เขียนขยายความเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น จากลีลาการเขียนประวัติของตนเองอย่างมีอารมณ์ขันเช่นนี้ ทำให้รู้สึกว่าโบบี้ไม่ได้หมดอาลัยตายอยากต่อการอยู่ในชุดประดาน้ำของเขาเลย เขายังสนุกในชีวิตของเขา จากข้อมูลที่โกล๊ดและซ็องดรีนให้ไว้ โบบี้มีโครงการอีกมากมาย เขาคิดจะเขียนหนังสือเล่มต่อไป และหวังจะออกวารสารวัฒนธรรมและศิลปะในนามของสมาคมผู้เป็นอัมพาตทั้งตัว (A.L.I.S.)

           ฟิลิป แวน เอ๊กอู๊ท นักสัทบำบัดอาวุดสซึ่งประจำอยู่ที่โรงพยาบาลปิติเย่-ซาลแปตตริแยร์ที่ปารีส เคยให้สัมภาษณ์ว่า วงการแพทย์รู้สึกว่าไม่อาจช่วยเหลือคนไข้อัมพาตทั้งตัวได้ ก็ในเมื่อผู้ป่วยเหล่านี้ไม่เคลื่อนไหว พวกเขาก็ไม่ได้เสี่ยงอันใด บ่อยครั้ง คนไข้อัมพาตทั้งตัวซึ่งญาติรับกลับไปดูแลที่บ้านจะมีอาการดีขึ้นได้ง่ายกว่าที่โรงพยาบาล ดีขึ้นอย่างไร เช่นถ้าผู้ป่วยสามารถกระดิกนิ้วได้ ๑ นิ้ว แม้จะดูว่าเป็นพัฒนาการเพียงเล็กน้อย แต่นั่นคือความสำเร็จยิ่งใหญ่ของผู้ป่วย นิ้วที่กระดิกได้นั่นคือผู้ป่วยอาจกดปุ่มบังคับเก้าอี้ล้อเลื่อนด้วยตนเองได้ เขาก็จะเคลื่อนไหวได้ตามต้องการ นั่นคือผู้ป่วยอาจชี้ตัวหนังสือเพื่อติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ เขาก็จะรู้สึกสบายใจขึ้นและทำงานสร้างสรรค์ได้

           สมาคมผู้ป่วยเป็นอัมพาตทั้งตัวมีจุดมุ่งหมายหลายประการ

  • ให้ผู้ป่วยติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ทางคอมพิวเตอร์ซึ่งสั่งงานด้วยสายตา
  • ช่วยเหลือแนะนำครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยทั้งที่บ้านและที่โรงพยาบาล
  • ทำประวัติผู้ป่วย รวบรวมจำนวนและแจ้งต่อแพทย์ที่เกี่ยวข้อง
  • แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการฟื้นฟูทางกายภาพและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เพื่อให้ชีวิตมีความหมายขึ้น
  • จัดทำวารสารเชิงศิลปะและวัฒนธรรม

           เมื่อตัดสินใจตั้งสมาคมและรับเป็นประธานนั้น โบบี้เขียนว่า

เมื่อข้าพเจ้าต้องเป็นประธานสมาคม ข้าพเจ้าก็ต้องการเป็นโดยแท้จริง มิใช่เป็นเพียงสัญลักษณ์สำหรับนำออกมาแสดงในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม (วันชาติฝรั่งเศส) หรือวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน (วันที่ระลึกการยุติสงครามโลกครั้งที่ ๑) เท่านั้น

           สมาคมผู้เป็นอัมพาตทั้งตัว A.L.I.S. ตั้งอยู่ที่หมายเลข ๓๘, boulevard Jean-Jaures, ๙๒๑๐๐ Boulogne-Billancourt, France

           ในฐานะบรรณาธิการบริหาร โบบี้คงเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน อานน์-มารี เปริเย่ร์ ผู้อำนวยการบริหารนิตยสาร ELLE ยังให้คงชื่อและตำแหน่งของโบบี้ไว้ตลอดระยะเวลาที่เขาป่วยเป็นอัมพาต และจากคำอาลัยของคณะบรรณาธิการ ตีพิมพ์ฉบับวันที่ ๑๗ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๙๗ ซึ่งผู้เขียนขอถ่ายทอดไว้ดังนี้

ฌ็อง-โดมินิก โบบี้
นักสำรวจ

           กาลครั้งหนึ่งยังมีนักสำรวจคนหนึ่ง มือไม่ได้ถือหวาย ศีรษะไม่ได้สวมหมวกทหารล่าอาณานิคม เขารักเสรีและหัวเราะง่าย สนใจใคร่รู้เรื่องทั้งหลายทั้งปวงในสากลจักรวาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด วันหนึ่ง หลังจากได้ผ่านการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นและน่าสนใจหลายหลาก เขาก็ตัดสินใจ ตั้งหลักแหล่งอยู่ในดินแดนแห่งอิตถีเพศซึ่งมีชื่อว่า แอล เขาใส่ใจใคร่รู้ทุกเรื่องในอาณาเขตแห่งนี้

           คุณคาดเดาได้ถูกต้องแล้วแหละ พวกเรารักเขา

           วันที่ ๘ ธันวาคมในอีก ๕ ปีต่อมา เขาออกเดินทางครั้งใหม่ ไปในแดนไกลโพ้นเปี่ยมอันตรายยิ่งกว่าเดินทางครั้งไหนๆ เราสูญเสียเขาไปสามสัปดาห์เต็ม จากนั้นเสียงของเขาก็แว่วมาถึงเรา เสียงเงียบอันประหลาดยิ่ง ผ่านออกมาทางดวงตา มิใช่ทางปาก เสียงนี้ทำให้เราโล่งใจ เสียงซึ่งบรรยายภาพแห่งชีวิต ชีวิตบริสุทธิ์ด้วยเหลืออยู่เพียงชีวิตเท่านั้น เสียงนี้เล่าประเพณีประหลาดของท้องถิ่นอันไม่มีผู้ใดรู้จัก นั่นคือการเป็นอัมพาตทั้งตัว อีกทั้งยังพูดถึงความหวังของผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นนี้ คอมพิวเตอร์จะช่วยให้พวกเขาติดต่อกับผู้คนในแหล่งอื่นได้ นักสำรวจ ของเราเป็นตัวอย่างอันดี เขาเขียนคำบอกคู่มือแห่งเสรีภาพชื่อชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เมื่อหนังสือมาถึงมือเรา เสียงนี้ก็เงียบไปจากแดนไกลโพ้นที่เขาออกรังวัด นักสำรวจยังไม่ยอมกลับมา นี้คือความผิดพลาดใหญ่หลวงของเขา ขอบคุณฌ็อง-โดมินิก ขอบคุณที่ได้ให้เราเหลือล้น ในภาษาฝรั่งเศสซึ่งแต่ไหนแต่ไรมารู้ว่ากำลังพูดถึงสิ่งใด คำว่า ของขวัญ พูดได้อีกอย่างว่า ยังไม่ได้จากไป

           คณะบรรณาธิการ

           ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๙๗ เขาเป็นบรรณาธิการบริหารของเราระหว่างเดือนมกราคม ค.ศ. ๑๙๙๑ ถึงวันที่ ๘ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๙๕

           คณะบรรณาธิการตีพิมพ์บทความต่างๆ ของโบบี้ รวมทั้งจดหมายจากผู้อ่านซึ่งเขียนถึงเขา หลังจากที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์โบบี้ของเอริก ออร์เซ็นน่าในฉบับวันที่ ๓ มีนาคม ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านและโบบี้ได้เป็นผู้พูดแทนการไว้อาลัยชวนหลั่งน้ำตาของคณะบรรณาธิการ ผู้อ่านเองก็จะได้เข้าถึงอารมณ์ขันและตัวตนของเขา มีบทความบทหนึ่งของโบบี้ซึ่งสมควรจะถ่ายทอดไว้ ณ ที่นี้ บทความชื่อ "ใต้แผ่นดิน เหมือนในท้องฟ้า" ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร ELLE เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๘๘

หลายเพลามาแล้วผมก็อยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่เหมือนกัน อย่างฌ็อง-ลูป์ เครเตียง นักบินอวกาศนั่นไง เราให้ชาวรัสเซียยืมตัวเขาไปเล่นสนุกด้วยบ่อยๆ ผมเองก็พร้อมที่จะไปแทนเขาเมื่อเขาต้องการ คืนก่อนทีวีถ่ายทอดสดให้เราชมภารกิจที่ชื่อว่า "อารากาตซ์" นักบิน ๓ คนใช้ชีวิตอยู่ในยายโซยุส ช่างสะดวกสบายเสียจริงพวกเขาทำอะไรกันบ้าง ประการแรก ยิมนาสติกไร้น้ำหนัก ซึ่งก็ง่ายกว่าการยกน้ำหนักในโรงยิมแถวบ้านเสียอีก ชิมลิ้นวัวกับมะเขือเทศหมัก (สิ่งสำคัญที่สุดซึ่งฝรั่งเศสมอบแก่ปฏิบัติการนี้เชียวนะ) ตรวจสอบหน้าปัทม์ ๒-๓ แห่งเพื่อให้รู้สึกว่ามีการทำงาน พวกสปอนเซอร์จะได้พอใจ (ชาวรัสเซียเพิ่งรู้จักการโฆษณา ช่างโชคดีเสียนี่กระไร!) แล้วก็พูดจายั่วเย้ากระเซ้าแหย่ข้ามเขตแดน เช่นว่า "บอกภรรยาผมให้ปิดไฟด้วย เมื่อกี้ตอนผ่านมอสโคว์ ผมเห็นไฟเปิดทิ้งไว้ตอนเธอออกไปทำงาน" นี่น่ะหรือที่ภาษาวิทยาศาสตร์เรียกว่า สภาวะอันสุดจะทนทาน วันเดียวกันนั้น ผมเกิดมีความคิดขึ้นมาอย่างไม่น่ามีว่าจะเดินทางจากปารีสไปแซ็งต์-แฌร์แม็ง-อ็อง-เลย์ ทั้งๆ ที่รถไฟใต้ดินสายด่วนสไตร์อยู่ ผมบอกคุณได้ว่าการนั่งเบียดเสียดกันอยู่ ๖๐ คนในรถบรรทุกของทหารซึ่งแล่นส่ายไปส่ายมานั้นเป็นสภาวะอันสุดแสนจะทนทานยิ่งกว่าเสียอีก แม้ว่าจะไม่มีใครเอา อีเล็คโทรดส์มาแปะบนตัวเราก็ตาม และแม้แต่จะข้ามผ่าน เลอ เวสิเนต์ เราต้องใช้เวลาเท่าๆ กันที่นักสำรวจอวกาศทั้งสามนั่นบินรอบโลกได้ ๑ รอบ---ใช่ มันคงไม่สนุกนักหรอกที่ต้องอยู่ร่วมห้องเหาะได้กับคน ๒ คน ซึ่งไม่เคยได้ยินใครพูดถึง ฌ็อง-ปิแยร์ ฟูโกลต์ แต่ในแง่ของความอดทน ผมสาบานได้ว่าการไปจ่ายของในห้างสรรพสินค้า วันก่อนวันคริสต์มาสยังเหนื่อยกว่า บนยานนั่นน่ะ ที่ผมอิจฉาฌ็อง-ลูป์ของเรา ก็เพราะผมรู้มาว่า มีการทำขนมปังพิเศษถึง ๑,๒๐๐ แผ่นหลังจากผ่านการวิจัยทดลองถึง ๑ ปี ขนมปังนี้เก็บได้ ๑ เดือนเต็ม และไม่มีเศษขนมปังร่วงจากแผ่นด้วย พูดสั้นๆ มันเป็นความฝันของมนุษย์ทุกคนทีเดียวแหละ เมื่อใดองค์การน่าซ่า คิดค้นแยมที่ไม่ไหลเลอะเทอะได้ ผมยินดีเดินทางไปดาวอังคารทันที! ขณะที่เราใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่นี้ ก็มีคนพูดโอ้อวดให้ฟังถึงการผจญภัยของเวโรนิก เลอแกว็งซึ่งลงไปย่อูในเหวลึกที่อเวรงตามลำพังถึง ๑๐๐ วัน นี่ก็คือ การทดสอบสถานการณ์อันสุดจะทนทานอีกแบบหนึ่ง เพราะเวโรนิก เราจึงสามารถทราบความสูงต่ำของอุณหภูมิที่ผิวหนังบริเวณทรวงอกได้เป็นครั้งแรก นับเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของอารยธรรมเหนือความมืดบอดทางปัญญา ในแง่ของอุณหภูมิที่ผิวหนังบริเวณทรวงอก ผมคงจะเป็นประโยชน์ได้ไม่มากแต่สำหรับเรื่องอื่นๆ ที่ต้องทำ ผมยินดีทำแทนเวโรนิกผู้กล้าหาญ กล่าวคือ นอนเมื่ออยากนอน ตื่นเมื่ออยากตื่นโดยไม่ต้องมีนาฬิกาปลุก ไม่มีวิทยุ ไม่มีทีวี จึงอ่านหนังสือได้ ๘๐ เล่ม มีนวนิยายทุกเรื่องของแสต็งดาล ขณะที่เรากำลังเสียใจเพราะแบร์นารด์-อ็องรี เลวี่ไม่ได้รับรางวัลกงกูรต์ เมื่อถูกตัดจากโลก เธอก็ไม่ต้องรับรู้เรื่องที่พวกเป็นกลางกลับใจ เรื่องการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ๕-๖ ครั้ง เรื่องทีมฟุตบอลฝรั่งเศสพ่ายและเรื่องเพลงวัยรุ่นปัญญาอ่อนของเกลนน์ เมเดรอสและเอลซ่า ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ใช่ว่าจะไร้ความหมาย ในขณะที่เกิดเรื่องเหล่านี้ ผู้เสียสละเพื่อวิทยาศาสตร์ของเรา "ลิ้มรส" นวนิยายของแสต็งดาลเรื่อง "ลา ชาร์เตรอส เดอ ปาร์ม" อย่างมีความสุข มือหนึ่งทอดหอยแซ็งต์-ฌาคส์ในน้ำมัน ในที่สุดผมก็เข้าใจแล้วหละ ที่พวกเขาเรียกกันว่า "สถานการณ์อันสุดจะทนทาน" นั้นคืออะไร ความสุขไงเล่า!

           บทความที่คณะบรรณาธิการเลือกมาตีพิมพ์นี้ คงไม่ได้เลือกโดยปราศจากความตั้งใจอันเปี่ยมความหมาย สภาวะอันสุดจะทนทาน หรือสถานการณ์อันสุดจะทนทานที่กล่าวข้างต้นนี้ นั่นก็คือสภาวะที่กระหน่ำโบบี้เต็มตัวเป็นเวลานานถึง ๑๕ เดือน หากจะใช้คำของเขาเอง เขาเป็นยิ่งกว่าซุปเปอร์ฮีโร่ในสภาวะอันสุดจะทนทานนั้น เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามภาระงานที่ได้รับมอบหมาย แล้วลิ้มรสความสุขต่างๆ จากอาหารหรืองานประพันธ์ด้วยตนเอง เช่นเดียวกับฌ็อง-ลูป์ เครเตียง และเวโรนิก เลอแกว็ง หากเขาเป็นผู้สร้างสรรค์งานประพันธ์ทั้งๆ ที่เคลื่อนไหวได้เพียงดวงตาข้างซ้าย เขามิได้ลิ้มรสใดๆ ทั้งสิ้นถ้าไม่มีผู้หยิบยื่นให้ และยิ่งกว่านั้นความสุขจากรสอาหารคือสิ่งที่ร่างกายของเขารับไม่ได้โดยสิ้นเชิง

           "สถานการณ์อันสุดจะทนทานนั้นคืออะไร ความสุขไงเล่า!" โบบี้เขียนไว้เช่นนี้เมื่อ ค.ศ. ๑๙๘๘ ในบทสัมภาษณ์ เอริก ออร์เซ็นน่าถามโบบี้ว่าความสุขในทุกวันนี้ของเขาคืออะไร โบบี้ตอบว่า ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า คนเราจะเข้าถึงสภาวะสงบสุขเยี่ยงนิพพานได้เมื่อมีใครเอาน้ำแร่มาปะพรมบนใบหน้า กายภาพบำบัดก็เป็นแหล่งที่มาแห่งความปีติ ร่างกายคล้ายรู้สึกเป็นสุขอีกครั้ง สัทบำบัดเปลี่ยนเราให้กลายเป็นมนุษย์ถ้ำผู้ค้นพบภาษาที่ต้องออกเสียง ทั้งหมดนี้ก็ค่อนข้างจะทำให้เกิดกำลังใจ บางครั้งประโยคธรรมดาเพียงประโยคเดียวก็ช่วยให้เราฆ่าเวลาว่างเปล่าทั้งวันได้ คุณรู้จักประโยคนี้ของออสการ์ ไวลด์ ไหม "สุภาพบุรุษย่อมไม่ทำร้ายความรู้สึกของเพื่อน มนุษย์โดยไม่ได้ตั้งใจ" แต่ความสุขยิ่งใหญ่ก็คือช่วงที่ได้ฟังเพื่อนๆ หรืออาสาสมัครอ่านหนังสือให้ฟัง ผมจำได้เป็นพิเศษถึงเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของปอล มอร็องด์ซึ่งมีผู้อ่านให้ฟังบน ระเบียงว่างเปล่าด้วยลมหนาวจากทะเลนอกเหนือไปจากการปะพรมน้ำอบ การอ่านหนังสือหรือจดหมายแล้ว ก็ยังมีช่วงเวลาอิ่มทิพย์เมื่อผมรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว กับบรรดาผู้ชิดใกล้ของผม สายตาประสานกันโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยรหัสและนิ้วอุ่นด้วยเลือดเนื้อซึ่งพยายามจะบีบนวดยืดคลายนิ้วตายกระด้างของผมอย่างอดทน

           โบบี้พูดถึงสภาวะสงบสุข ความปีติ ความสุขยิ่งใหญ่และช่วงเวลาอิ่มทิพย์ ความสุขเหล่านี้เกิดขึ้นแก่เขาได้ก็ต้องอาศัยผู้อื่นทั้งสิ้น เขามิได้กล่าวว่าการเขียนหนังสือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เป็นความสุข ทว่าการเขียนหนังสือของเขาเกิดขึ้นจากอารมณ์อันเป็นที่มาแห่งความสุข นั่นคือความรักระหว่างพ่อลูก

           ผมอุทิศหนังสือเล่มนี้ให้แก่ลูกๆ ของผม ผมต้องการสอนบทเรียนแก่พวกเขาว่าด้วยการไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใดโดยง่าย เรามีการแลกเปลี่ยนกัน ผมดึงพลังที่ใช้ในการเขียนจากความรักที่ลูกๆ มีต่อผม

           ขอบคุณ ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ ขอบคุณสำหรับบทเรียนบทนี้ บทเรียนที่ใช้พลังสมองของคุณไปเกือบหมดสิ้น บทเรียนแสนงามที่ทำให้คุณเป็นอมตะ และทำให้เราซึ้งใจยิ่ง

           ในบทนำ ผู้เขียนได้ยกข้อความจาก ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ๓ บท ได้แก่ "ภาพถ่าย" "เหตุบังเอิญอีกเรื่อง" และ "รอยนาคราช" ในทั้ง ๓ บทนั้นโบบี้เขียนถึง "เหตุบังเอิญ" เรื่องแรก คือภาพถ่ายของเขาในวัน ๑๑ ขวบ เขาเคยเห็นภาพนี้และเห็นครั้งล่าสุดเมื่อเขาไปเยี่ยมพ่อในสัปดาห์เดียวกับที่เส้นโลหิตในสมองแตก แต่เขาไม่ได้สนใจจะรู้ว่าภาพนั้นถ่ายที่ใด หลังจากเป็นอัมพาต พ่อได้ส่งภาพนี้มาให้ หลังภาพนั้นมีลายมือพ่อเขียนไว้ตั้งแต่ครั้งกระโน้นว่า "แบร์ก-ซูร์-แมร์, เมษายน ค.ศ. ๑๙๖๓" โรงพยาบาลที่โบบี้พักรักษาตัวอยู่ชื่อโรงพยาบาลริมทะเล ตั้งอยู่ที่เมืองแบร์ก-ปลาช หรือแบร์ก-ซูร์-แมร์ในชื่อเดิม เรื่องที่สอง "เหตุบังเอิญอีกเรื่อง" โบบี้มีโครงการเขียนนวนิยายโดยใช้โครงเรื่องการแก้แค้นเช่นเดียวกับเรื่อง เคานต์แห่งมงเต-คริสโต ของอเล็กซ็องดร์ ดูมาส์ โบบี้ตั้งใจจะทำให้เป็นนวนิยายสมัยใหม่ และผู้ดำเนินการแก้แค้นเป็นผู้หญิง โบบี้กล่าวถึงเหตุบังเอิญว่า ในเรื่อง เคานต์แห่งมงเต-คริสโต มีตัวละครที่เป็นอันพาตทั้งตัว สื่อสารด้วยการกะพริบตา และกล่าวอย่างมีอารมณ์ขันว่า เขาถูก "ทวยเทพแห่งวรรณคดีและแห่งประสาทวิทยา" ตัดสินโทษเขาที่คิดจะลอกเลียนวรรณคดีเอกเรื่องนี้ โดยให้เขามีสภาพไม่ต่างจากตัวละครตัวนั้น

           ผู้แต่ง ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เขียนว่า "ผมเพิ่งอ่าน เคาน์แห่งมงเต-คริสโต อีกครั้ง" ก่อนที่จะเกิด "อุบัติเหตุ" เส้นโลหิตในสมองแตก จากข้อความนี้อาจกล่าวได้ว่าเขาเพิ่งอ่านและมีโครงการเขียนเรื่องดังกล่าวในปีที่เกิดเหตุ คือเมื่อเขาอายุ ๔๓ ปี การตั้งชื่อบทนี้ว่า "เหตุบังเอิญอีกเรื่อง" และจัดลำดับเรียงต่อจากบท "ภาพถ่าย" ก็เพื่อบอกแก่ผู้อ่านว่า ข้อความหลังภาพถ่ายแสดงเหตุบังเอิญครั้งแรก ย้อนไปตั้งแต่สมัยที่เขายังอายุเพียง ๑๑ ขวบ

           เรื่องที่สาม ในบทชื่อ "รอยนาคราช" โบบี้ไม่ได้กล่าวว่าเป็นเหตุบังเอิญ แต่เขาจงใจเขียนให้ผู้อ่านรู้สึกทีเดียว ในเรื่อง ที่เมืองลูร์ดส์เขาปฏิเสธที่จะเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อไปคารวะพระแม่มารีย์ในถ้ำศักดิ์สิทธิ์ เขาพูดว่า

"ดีอย่างไร อันตรายด้วยซ้ำ คิดดูสิ คนสุขภาพดีๆ ไปถึงตอนแม่พระปรากฏกายพอดี เผื่อมีปาฏิหาริย์แล้วเขาเกิดกลายเป็นอัมพาตไปล่ะ"

           การไปเที่ยวเมืองลูร์ดส์ครั้งนั้น โบบี้ไปกับคู่รักเก่า "ในช่วงประมาณปลายทศวรรษที่ ๗๐" ถ้าเขาไปใน ค.ศ. ๑๙๗๘ หรือ ๑๙๗๙ โบบี้ก็มีอายุ ๒๖-๒๗ ปีในขณะนั้น เขาได้กล่าวประโยคซึ่งเขาย่อมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นจริงแก่ตัวเขาในอีก ๑๗-๑๘ ปีต่อมา

           นอกจากสามบทนี้แล้ว ใน ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ยังมีเหตุบังเอิญอีก ๒ เรื่อง เป็นเหตุบังเอิญซึ่งโบบี้ไม่ได้ประจักษ์ เพราะเหตุการณ์ที่ทำให้สิ่งซึ่งเขากล่าวถึงเข้าข่ายเหตุบังเอิญนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่เขียนหนังสือเล่มนี้ เรื่องแรกคือเรื่องที่กล่าวถึงในบทชื่อ "อะ เดย์ อิน เดอะ ไลฟ์"

           ในบทนี้ซึ่งจัดลำดับไว้เป็นบทก่อนบทสุดท้าย โบบี้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่เขาในวันศุกร์ที่ ๘ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๙๕ คือวันที่เกิด "อุบัติเหตุ" เส้นโลหิตในสมองแตก เช้าวันนั้น บริษัทขายรถบีเอ็มดับบลิวส่งรถพร้อมคนขับมาให้เขาทดลองนั่ง ตอนเย็นหลังเลิกงาน โบบี้ให้คนขับพาไปยังมงแตนวิลล์ซึ่งอยู่ห่างจากปารีส ๔๐ กิโลเมตร เพื่อรับเตโอฟีลลูกชายมาค้างด้วยในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ระหว่างทางขาไป ขณะผ่านหน้าโรงพยาบาลเรมงด์-ปวงกาเร่ที่อำเภอการ์ชส์ โบบี้ย้อนคิดถึงอดีต

"---ผ่านโรงพยาบาลนี้ทีไรก็อดคิดถึงเรื่องค่อนข้างเศร้าวัยเด็กไม่ได้ ตอนนั้นผมอยู่ชั้นมัธยมที่โรงเรียนกงดอร์เซ่ต์

           ครูพละพาพวกเราไปยังสนามกีฬาเดอ ลา มาร์ช ที่อำเภอโวเครสซงเพื่อเล่นกีฬากลางแจ้งซึ่งผมเกลียดที่สุด วันหนึ่งรถที่พวกเรานั่งไป ชนชายคนหนึ่งซึ่งวิ่งออกจากโรงพยาบาลโดยไม่ดูตาม้าตาเรือเข้าเต็มแรง เสียงชนฟังประหลาด เสียงเบรคดังสนั่น ชายคนนั้นตายคาที่ ทิ้งรอยเลือดเป็นทางยาวบนกระจกหน้ารถ เป็นเวลาบ่ายในฤดูหนาวเหมือนวันนี้ กว่าจะจัดการเรื่องต่างๆ เรียบร้อยก็ค่ำ มีคนขับอีกคนมาพาพวกเรากลับปารีส ที่ท้ายรถ พวกเราร้องเพลง "เพนนี่ เลน" ด้วยเสียงสั่น เพลงคณะเดอะ บีทเทิ้ลส์อีกนั่น แหละ---"

           โบบี้เขียนว่า "เพลงคณะเดอะ บีทเทิ้ลส์อีกนั่นแหละ" เพราะเพลงแรกที่เขาได้ยินในรถบีเอ็มดับบลิวตอนเช้า คือเพลง อะ เดย์ อิน เดอะ ไลฟ์ ซึ่งเนื้อร้องคล้ายจะทำนายล่วงหน้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นแก่เขา ที่ผู้เขียนกล่าวว่าเรื่องนี้เป็นเหตุบังเอิญอีก เนื่องจากในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๙๗ หลังจากที่ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ออกวางตลาดนั้น ระบบการทำงานของหัวใจของโบบี้ก็เริ่มล้มเหลว เขาถูกนำตัวส่งที่โรงพยาบาลเรมงด์-ปวงกาเร่ที่อำเภอการ์ชส์แห่งนี้ และสิ้นใจที่นี่

           เรื่องหลัง โบบี้จบ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ของเขาว่า

"---ในจักรวาลนี้มีกุญแจสำหรับไขชุดประดาน้ำของผมไหมหนอ มีรถไฟใต้ดินสักสายซึ่งปราศจากสถานีปลายทางหรือไม่ มีเงินตราค่าสูงพอจะซื้อเสรีภาพของผมคืนมาบ้างไหม คงต้องไปแสวงหาที่อื่น ผมไปเดี๋ยวนี้แหละ"

           โบบี้กล่าวคำอำลาผู้อ่านของเขาในประโยคจบแล้วใช่ไหม แล้วนอกเหนือจาก ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ก็ยังมีบทความชื่อ "ใต้แผ่นดินเหมือนบนท้องฟ้า" ซึ่งกล่าวถึงในต้นบทนี้ โบบี้อยากอยู่ใน "สภาวะอันสุดจะทนทาน" เช่นเดียวกับฌ็อง-ลูป์ เครเตียง และเวโรนิก เลอแกว็ง ขณะนั้นโบบี้อายุ ๓๖ ปี
           ภาพถ่ายที่เมืองแบร์ก เมื่ออายุ ๑๑ ขวบ
           การเห็นอุบัติเหตุถึงตายต่อหน้าต่อตา ที่หน้าโรงพยาบาลเรมงด์-ปวงกาเร่ เมื่ออายุ ๑๕-๑๖ ปี
           ถ้อยคำที่ว่า เผื่อมีปาฏิหาริย์แล้วกลายเป็นอัมพาต ที่หน้าถ้ำศักดิ์สิทธิ์เมืองลูร์ดส์ เมื่ออายุ ๒๖-๒๗ ปี
           เนื้อเพลง อะ เดย์ อิน เดอะ ไลฟ์ ของคณะเดอะ บีทเทิ้ลส์ ซึ่งได้ฟังในเช้าวันที่ ๘ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๙๕ และเพลงเพนนี เลน ซึ่งร้องปลอบใจตนเองเมื่อวันที่เห็นอุบัติเหตุครั้งที่เป็นวัยรุ่น

           ประโยคจบเรื่องที่ว่า "คงจะต้องไปแสวงหาในที่อื่น ฉันไปเดี๋ยวนี้แหละ" ทั้งหลายทั้งปวงนี้ทำให้รู้สึกเหมือนว่า มีคำทำนายบอกชะตาชีวิตของโบบี้ไว้ล่วงหน้า ทั้งที่เป็นเหตุบังเอิญจริงๆ กับที่เกิดจากคำพูดและความปรารถนาโดยไม่จริงจังของเขาประหนึ่งว่าเขาจะเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ หยั่งรู้ล่วงหน้าโดยไม่ตระหนักว่าชะตาชีวิตของตนจะเป็นเช่นไร

           ในฐานะนักวิจารณ์ซึ่งวิจารณ์โดยอ้างอิงตัวบทเป็นหลัก ผู้เขียนจึงได้สรุปในตอนจบของบทนำ หลังจากที่อ้างถึงย่อหน้าจบเรื่อง ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ว่า โบบี้ได้ไปแล้วจริงๆ ไปสู่เสรีภาพที่เขาแสวงหา เขาได้กล่าวคำอำลาผู้อ่านของอย่างตระหนักรู้ใช่ไหม "ผมไปเดี๋ยวนี้แหละ"

           ไม่ใช่เพียงผู้เขียนคนเดียวที่สรุปเช่นนี้ เมื่อมาถึงปารีส ในสำเนาบทความและบทวิจารณ์หนังสือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ ซึ่งสำนักพิมพ์โรแบรต์ ลัฟฟงต์ให้มา ก็มีอยู่ ๒-๓ บทที่สรุปเช่นเดียวกับผู้เขียนว่า โบบี้ได้กล่าวคำอำลาผู้อ่านของเขาไว้ล่วงหน้าอย่างตระหนักรู้ ทว่าทั้งโกล๊ดและซ็องดรีนไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปของผู้เขียน ตั้งแต่เมื่อได้พบกันครั้งแรกและผู้เขียนแปล "วิญญาณในดวงตา" ให้โกล๊ดฟัง เมื่อมาถึงตอนจบโกล๊ดก็กล่าวแย้งทันที ในความรู้สึกของโกล๊ด โบบี้ไม่ได้คิดว่าตนเองจะตาย เธอจำได้ว่าบรรยากาศในห้องทำงานหรือห้องในโรงพยาบาล ขณะถึงย่อหน้าสุดท้ายจบเรื่องนั้น เป็นไปอย่างรื่นเริง โบบี้ดีใจที่เขียนได้จนจบ โกล๊ดก็เช่นกัน "บรรยากาศไม่ได้เศร้า หรือแสดงว่ามีการอำลาเลยสักนิดเดียว" โกล๊ด กล่าว

           ผู้เขียนบอกโกล๊ดว่า เมื่อโบบี้กล่าวคำพูดเรื่องการอาจกลายเป็นอัมพาตที่หน้าถ้ำศักดิ์สิทธิ์เมืองลูร์ดส์เมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาก็ไม่ได้คิดว่าตนเองจะเป็นอันพาตในวันหนึ่ง

           โกล๊ดถอนใจ เธอพูดว่า โบบี้เป็นสุภาพบุรุษ เขาอาจจะไม่ต้องการให้เธอรู้สึกก็ได้ว่าเขากำลังกล่าวคำอำลา ผู้เขียนบอกโกล๊ดว่า จะตัดคำว่า "อย่างตระหนักรู้" ออกไป หากมีการพิมพ์อีก ซ็องดรีนก็รู้สึกเช่นเดียวกับโกล๊ด เธอกล่าวว่าโบบี้ยังมีโครงการอีกมาก ในปลายเดือนสิงหาคมแม้เขาจะเริ่มรู้สึกเหนื่อย แต่สุขภาพของเขายังทรงตัวเช่นเดิม เขาเริ่มมีปัญหาสุขภาพในเดือนมกราคมปีถัดมา ซ็องดรีนจึงไม่คิดว่าโบบี้กล่าวคำอำลาผู้อ่านล่วงหน้าด้วยประโยคจบเรื่อง ซึ่งเขาแต่งบทนี้ในเดือนพฤศจิกายนของปีก่อน ข้อโต้แย้งของโกล๊ดและซ็องดรีนทำให้ผู้เขียนได้เห็นข้อเท็จจริงดั้งเดิมว่า การอ้างอิงตามตัวบทเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ในขณะนั้นผู้เขียนไม่มีข้อมูลอื่น การได้พูดคุยกับโกล๊ดและซ็องดรีนจึงเป็นประโยชน์ยิ่งนัก อ็องเดร โมรัวส์ (ค.ศ. ๑๘๘๕-ค.ศ.๑๙๖๗) ราชบัณฑิตฝรั่งเศสเขียนในความนำชีวประวัติ ออนอเร่ เดอ บัลซัค ซึ่งให้ชื่อว่า โพรมีธิอุสหรือชีวิตของบัลซัค ว่า

---คงจะมีบางคนพูดว่า "ชีวิตของบัลซัคจะมีความหมายใดต่อเรา งานประพันธ์ของเขาต่างหากที่สำคัญ" ข้อถกเถียงเก่าแก่นี้ไร้ความหมายเสมอมาสำหรับข้าพเจ้า เราทุกคนรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะอธิบายผลงานของนักประพันธ์ด้วยชีวประวัติของเขา และเราก็รู้ด้วยว่า เหตุการณ์สำคัญๆ ในชีวิตของผู้สร้างสรรค์งานนิพนธ์ก็คืองานประพันธ์ของเขานั่นเอง ทว่าชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลยิ่งใหญ่ คนหนึ่งย่อมเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่งในตัวของมันเองอยู่แล้ว---

           แน่ละโบบี้ไม่ใช่บัลซัค แต่สิ่งที่น่าสนใจจากข้อความของโมรัวส์ ก็คือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ นั้น เป็นประสบการณ์โดยตรงของโบบี้ เขียนด้วยสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง โดยโบบี้เอง ในขณะที่งานนิพนธ์ของบัลซัคเป็นเรื่องแต่งซึ่งเขาสร้างตัวละครบางตัว โครงเรื่องบางเรื่องจากประสบการณ์บางช่วงในชีวิตของเขาแต่เสนอในฐานะเรื่องแต่ง ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ เป็นเสมือนชีวประวัติของผู้แต่ง ดังนี้ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปในชีวิของเขาในช่วงที่แต่งซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่กล่าวถึงในเรื่อง จึงมีความสำคัญไม่น้อยกว่าถ้อยคำในเรื่อง

           เหตุบังเอิญทั้งหลายทั้งปวงนี้ไม่ได้ทำให้ความเชื่อของโบบี้ในเรื่องศาสนาเปลี่ยนไป กล่าวคือ เขาไม่เชื่อในพระเจ้าและก็ยังไม่เชื่อเช่นเดิม เมื่อเอริก ออร์เซ็นน่าถามว่า ศาสนามีบทบาทในชีวิตปัจจุบันของเขาหรือไม่ โบบี้ตอบว่า

"ผมไม่เคยตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ สำหรับผม มนุษย์คือผู้ที่คิดเรื่องพระเจ้าขึ้นมา และไม่ใช่พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมขาดความรู้สึกซาบซึ้งเมื่อเพื่อนๆ สวดอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาต่างๆ ให้มาช่วยผม โลกที่ผมเติบโตขึ้นมามีแต่เรื่องของความหวังมากกว่าความแน่นอนตายตัว ถ้าไม่เช่นนั้นผมก็คงจะพูดเหมือนกับคนที่เป็นอัมพาตทั้งตัวคนหนึ่ง เขาพูดว่า "ผมเป็นสมองอยู่ในขวดโหล"

           สำหรับโบบี้แล้ว เหตุบังเอิญเป็นเพียงเหตุบังเอิญ ไม่ใช่ชะตาลิขิต ผู้เขียนกล่าวถึงอารมณ์ขันของโบบี้หลายครั้ง ใน ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ นี้ ผู้อ่านยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ได้ตลอด และมีบางครั้งที่อาจจะส่งเสียงหัวเราะออกมา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของผู้อ่านขณะอ่านด้วย

           บทที่ทำให้ผู้เขียนกลั้นหัวเราะไม่อยู่ คือ บทชื่อ "ที่พิพิธภัณฑ์เกรแว็ง" บทนี้โบบี้หักมุมจบด้วยอารมณ์ขัน เสียดสีการทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาลด้วยความรัก

           โบบี้เล่าความฝันของเขา เขาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เกรแว็งที่ปารีส ในฝัน หุ่นขี้ผึ้งในห้องต่างๆ ก็คือบรรดาพยาบาลและผู้ช่วยทั้งหลายที่โรงพยาบาลริมทะเล มีทั้ง "พวกเปี่ยมน้ำใจ พวกไม่ปรานีปราศรัย พวกอารมณ์อ่อนไหว พวก "ข้าไม่สน" พวกขยัน พวกขี้เกียจ---" โบบี้ตั้งฉายาให้บุคคลเหล่านี้ พยาบาลคนหนึ่งมีฉายาว่า เทอร์โมนิเต้อร์

"---ผมชอบเทอร์โมนิเต้อร์มากกว่าพวกเขา การใส่ใจดูแลคนป่วยของหล่อนนั้น นับเป็นตัวอย่างได้ ถ้าหล่อนจะไม่ลืมเครื่องมือชิ้นนี้ไว้ในซอกรักแร้ของผมบ่อยๆ"

           ผีเสื้อโบยบินไปในห้องต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ และมาถึงห้องจำลองห้องนอนของเขาที่โรงพยาบาลริมทะเล ที่นั่น คู่ชีวิต เพื่อนสนิทแวดล้อมอยู่รอบเตียงว่างเปล่า ชุดประดาน้ำบรรยายความรู้สึกอ่อนไหวของเขา

---ภาพบุคคลเหล่านี้ซึ่งดูคล้ายมีชีวิต ทำให้ผมสัมผัสความรู้สึกอ่อนหวานเต็มตื้น ความเศร้าที่แบ่งปันร่วมกัน อีกทั้งความรักหนักแน่น ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมิตรแท้กลุ่มนี้มาเยี่ยมผม แล้วก็ถึงย่อหน้าจบบท

           ผมยังอยากท่องเที่ยวต่อไปในพิพิธภัณฑ์เพื่อดูว่ายังมีสิ่งชวนฉงนใดๆ สำหรับผมอีกหรือไม่ แต่ในทางเดินสลัว ยามคนหนึ่งเล็งไฟฉายส่องผมเต็มหน้า ผมต้องหรี่ตาลง เมื่อตื่นขึ้นมา พยาบาลจริงตัวเล็กๆ แขนกลม ชะโงกหน้าอยู่เหนือผม มือถือไฟฉายขนาดจิ๋ว "ยานอนหลับของคุณ จะกินเดี๋ยวนี้หรืออีกหนึ่งชั่วโมงคะ"

           ผู้อ่านคงเข้าใจแล้วว่า ชะประดาน้ำและผีเสื้อ เป็นบทเรียนสอนบุคคลแวดล้อมให้รู้จักวิธีปฏิบัติต่อคนไข้อัมพาตอย่างไร และอารมณ์ขันของโบบี้นั้นลึกและหยิกเจ็บขนาดไหน

           คำพูดของศาสตราจารย์ฟอร์ตูนาโต้ อิสราแอล แห่งสถาบันล่ามและแปล ESIT มหาวิทยาลัยปารีสสาม วิทยาเขตโดฟีน ซึ่งได้กล่าวแก่ผู้เขียนเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ว่า "หนังสือเล่มนี้นับเป็นวรรณคดี" คงจะเป็นอีกเสียงหนึ่งที่ยืนยันคุณค่างานประพันธ์ของฌ็อง-โดมินิก โบบี้ "หนังสือเยี่ยงวีรกรรม" ดังที่เอ็ดมันท์ ไวท์ กล่าวไว้ ขอขอบคุณฌ็อง-โดมินิก โบบี้ อีกครั้ง ขอบคุณสำหรับ "ของขวัญที่ให้ไว้" คำว่า "ของขวัญ" (present / present) ซึ่งในภาษาฝรั่งเศสและในภาษาอังกฤษมีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า ยังไม่ได้จากไป

ปารีส
๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๐

   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญการแปล > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >