บทที่ ๒
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ผู้วิจัยได้รวบรวมวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง แล้วศึกษา วิเคราะห์ ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
๑. บรรณาธิการ
๒. ภารกิจของบรรณาธิการ
๓. บรรณาธิการต้นฉบับ
๔. บรรณาธิการรูปเล่ม
๕. ความรู้พื้นฐานสำหรับงานบรรณาธิการ
๖. ความเกี่ยวข้องกับวิชาชีพอื่น
๗. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


บรรณาธิการ
ราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๓๘ , หน้า ๔๖๑) ให้คำนิยามไว้ว่า บรรณาธิการ คือ ผู้จัด เลือกเฟ้นรวบรวม ปรับปรุงและรับผิดชอบเรื่องที่ลงพิมพ์ บรรณาธิการจะเป็นผู้ดำเนินการดังกล่าว ให้ต้นฉบับงานเขียนสำเร็จเป็นสิ่งพิมพ์ออกเผยแพร่ โดยอาจดำเนินการคนเดียว หลายคน หรือเป็นคณะ และอาจมีคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะ ปริมาณ ความลึกซึ้งหรือหลากหลาย ความซับซ้อนของส่วนประกอบเนื้อหา หรือโอกาสสำคัญที่จะจัดพิมพ์ต้นฉบับ งานเขียนชิ้นนั้น

            หัวใจของงานบรรณาธิการคือ การเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกใจลูกค้า ผลิตภัณฑ์คือสิ่งพิมพ์ ลูกค้าคือผู้อ่าน ทำอย่างไรให้ต้นฉบับกลายเป็นสิ่งพิมพ์ที่ประณีตด้วยเทคนิค เนื้อหาทรงคุณค่าให้ประโยชน์คุ้ม และได้รับการยกย่องในวงการ (จารุวรรณ สินธุโสภณ , ๒๕๔๒, หน้า ๔-๕)

            งานบรรณาธิการเป็นงานอีกอาชีพหนึ่ง ที่ต้องใช้ศาสตร์ความรู้ด้านบรรณาธิการ (Editing) มาใช้ในการทำงาน เพื่อให้กระบวนการจัดทำหนังสือเป็นไปอย่างราบรื่น จนสามารถผลิตหนังสือที่ดีมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล การจัดพิมพ์หนังสือเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศจีน ราว ค.ศ. ๘๖๘ และมีวิวัฒนาการต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบันมีวิธีการและแนวปฏิบัติจนเกิด เป็นระบบการจัดทำหรือการผลิตหนังสือตามมาตรฐานขึ้น โดยอาจมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดบางประเด็น แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีรูปแบบการจัดทำที่สอดคล้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศในยุโรปตะวันตก สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศในอาเซีย ที่มีการผลิตหนังสือที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล เช่น เกาหลี สิงคโปร์ ฮ่องกง อินเดีย เป็นต้น

            การพิมพ์และการผลิตหนังสือในเมืองไทย เริ่มตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ ในพระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการผลิตหนังสือพิมพ์รายวันและหนังสือที่พิมพ์เป็นรูปเล่มในรูปแบบนิตยสาร วารสาร และหนังสือเป็นเล่ม พัฒนาการทางการพิมพ์และการจัดทำหนังสือในเมืองไทยมีความเจริญรุดหน้ามาโดยตลอด โดยเฉพาะระบบการพิมพ์ที่ทันสมัยในปัจจุบัน จนกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีความเจริญในด้านระบบการพิมพ์และการผลิตสิ่งพิมพ์ก้าวหน้าไม่น้อยกว่าประเทศใดในแถบอาเซีย ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีเท่านั้น

            แต่พัฒนาการด้านการจัดทำหนังสือ ในแง่ของการเขียนเนื้อหาสาระและการเปลี่ยนสภาพต้นฉบับงานเขียนให้ออกมาเป็นรูปเล่มหนังสือที่น่าอ่านตามมาตรฐานสากล หรือที่เรียกว่า “ การบรรณาธิกร” นั้น กล่าวได้ว่า แทบไม่มีปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ทั้งในแง่การปฏิบัติจริงในสำนักพิมพ์ทั้งหลายหรือในแง่การศึกษาเรียนรู้ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในสถาบันการศึกษาระดับต่าง ๆ ในขณะที่การจัดทำหนังสือพิมพ์รายวัน หรือการจัดทำนิตยสาร/ วารสาร มีการเรียนรู้ทั้งภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎีในสถาบันการศึกษาระดับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท มีผู้สำเร็จการศึกษาออกมาปฏิบัติงาน สืบทอดวัฒนธรรมการทำหนังสือพิมพ์ตามมาตรฐานสากลอย่างแท้จริง

            ในทางกลับกัน การจัดทำหนังสือเล่มยังไม่มีบุคลากรมืออาชีพ หรือบรรณาธิการมืออาชีพมาสืบสานวัฒนธรรมการผลิตหนังสือเล่มอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่จะเป็นผู้รักการทำหนังสือ เรียนรู้จากการปฏิบัติตาม ๆ กันมา หรืออาจได้รับการอบรมเบื้องต้นมาบ้างจากสถาบันการศึกษา แต่เมื่อต้องมาปฏิบัติงานอย่างจริงจัง มักเกิดความไม่มั่นใจได้แต่อาศัยการศึกษาจากคู่มือปฏิบัติงานบรรณาธิกร ที่ผู้มีประสบการณ์ทางด้านนี้ได้รวบรวมไว้ (จินตนา ใบกาซูยี , ๒๕๔๓, หน้า ๖)

            มกุฎ อรฤดี (๒๕๔๕) กล่าวในการอบรมวิชาหนังสือสำหรับบุคคลภายนอก ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า กระบวนการผลิตหนังสือนั้น มีรายละเอียดอันละเอียดอ่อนประณีตมากมาย การจะเรียนรู้ รู้จัก รู้สึก นึกคิด และทำหนังสือให้ดี ต้องใช้เวลาศึกษาเรียนรู้ไม่สิ้นสุด ข้อสำคัญคือ ต้องมีรากฐานด้านความงาม ภาษา เข้าใจความเรียบง่าย เข้าใจชีวิต สนใจและรู้จักมนุษย์ ใฝ่รู้วิทยาการทั้งสิ้นทั้งปวงอันประกอบกันขึ้นเป็นสังคมหน่วยเล็กหน่วยใหญ่ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต และไกลกว่าอนาคต

            ประเทศไทยยังขาดหนังสือ และขาดบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับวงการหนังสือทุกด้าน ทุกทาง ไม่ว่าจะเป็น นักเขียน บรรณาธิการต้นฉบับ บรรณาธิการต้นฉบับแปล ผู้ตรวจทานต้นฉบับ ผู้เขียน รูปประกอบ ออกแบบปก จัดรูปเล่ม แม้แต่นักวิจารณ์หนังสือก็แทบจะกล่าวได้ว่าไม่มีเลยหรือกรรมการตัดสินต้นฉบับ กรรมการตัดสินหนังสือ อันเป็นบุคคลสำคัญในการพัฒนา ส่งเสริมการเขียน ก็ขาดแคลน ส่งผลให้การพิจารณาต้นฉบับและหนังสือที่ส่งเข้าประกวดด้อยคุณค่าไปด้วย ดังเห็นได้จากหนังสือที่ได้รับรางวัลชนะเลิศรางวัลสำคัญหลายเล่ม มีข้อผิดพลาดด้านภาษาไทยและเนื้อหานับร้อยแห่ง ทั้ง ๆ ที่มีกรรมการมากกว่า ๗ คน มีบรรณาธิการผู้ทรงคุณวุฒิ มีผู้เขียนคำนิยมที่มีชื่อเสียงลงชื่อรับรอง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การทำงานด้านหนังสือโดยไม่มีผู้ตรวจทานทุกขั้นตอน ไม่เชื่อระบบบรรณาธิการและระบบการตรวจสอบ ข้อบกพร่องผิดพลาดต่างๆ อันรวมกันเข้าจนทำให้หนังสือที่ผลิตออกมาด้อยคุณภาพนั้น มีจุดสรุปปลายทางอยู่ที่สำนักพิมพ์ ผู้ที่รับเคราะห์ก็คือคนอ่าน โดยเฉพาะที่เป็นเด็กและเยาวชน


ภารกิจของบรรณาธิการ
งานบรรณาธิการเป็นทั้งศิลปะและงานฝีมือ (Art and craft) คือศิลปะที่เป็นความรู้เกี่ยวกับต้นฉบับว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับงานนั้น และเป็นงานฝีมือในด้านการจัดเตรียมต้นฉบับให้น่าอ่านเป็นที่ยอมรับของผู้อ่านโดยทั่วไป (O’Connor, 1978, p. 1) ภารกิจหลักของบรรณาธิการก็คือการคัดเลือกผลงานที่ดีที่สุดมาเผยแพร่ รองลงมาก็คือการช่วยเหลือผู้เขียนเพื่อจัดทำหรือผลิตงานที่มีคุณภาพออกมา (O’Connor, 1978, p. 19)

            บรรณาธิการมีงานหลายด้าน ทั้งบริหาร จัดการ หาเทคนิคที่เหมาะสมมาใช้จัดพิมพ์ ถ้าทำหน้าที่เฉพาะด้านจะมีชื่อหรือตำแหน่งโดยเฉพาะ เช่น บรรณาธิการใหญ่หรือหัวหน้ากองบรรณาธิการ(Chief Editor) รองบรรณาธิการใหญ่ ( Associate Editor ) บรรณาธิการต้นฉบับ (Copy Editor ) บรรณาธิการศิลป ์ (Art Editor) (จารุวรรณ สินธุโสภณ, ๒๕๔๒, หน้า ๕) ใน บางสำนักพิมพ์ มีการแบ่งแยกงานออกเป็นอิสระจากกันเป็น ๒ ลักษณะ คือ บรรณาธิการฝ่ายจัดหาต้นฉบับหรือฝ่ายสำนักพิมพ์ และฝ่ายต้นฉบับหรือฝ่ายวิชาการ บทบาทหน้าที่สำคัญของบรรณาธิการ คือ การทำให้หนังสือที่ผู้เขียนแต่งขึ้นมีความน่าอ่าน สำนักพิมพ์บางแห่งมีความคาดหวังสูงมาก กล่าวคือ ให้บรรณาธิการรับผิดชอบดูแลต้นฉบับ จนถึงขั้นการจัดพิมพ์ แต่บางแห่งเพียงให้ตรวจสอบด้านภาษา การสะกดคำ และการใช้เครื่องหมายวรรคตอนเท่านั้น

            จินตนา ใบกาซูยี ( ๒๕๔๒, หน้า ๓๒๖) กล่าวว่า โดยสรุป ภารกิจหลักของบรรณาธิการมี ๒ ประการ คือ การจัดหาต้นฉบับและการบรรณาธิกรต้นฉบับ การบรรณาธิกรประกอบด้วย การตรวจแก้โครงสร้าง เนื้อหาสาระสำคัญ และการตรวจแก้ต้นฉบับทั้งเล่ม

            บรรณาธิการฝ่ายจัดหาต้นฉบับ จะทำหน้าที่เสาะแสวงหาต้นฉบับและเจรจาต่อรอง ทำสัญญากับผู้เขียน รวมทั้งพิจารณาต้นฉบับอย่างละเอียดในด้านขอบเขตเนื้อหา โครงสร้าง ความยาวของเนื้อหา รวมทั้งตรวจหาข้อความอันเป็นการใส่ร้ายดูหมิ่นอย่างร้ายแรง และการละเมิดลิขสิทธิ์
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
            การที่มีข้อความระบุไว้ในสิ่งพิมพ์บางชิ้น เช่นในวารสาร ว่า บรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับความเห็นของผู้แต่ง ก็ไม่หมายความว่าบรรณาธิการจะปลอดจากความรับผิดชอบที่ ได้พิมพ์เผยแพร่เรื่องนั้นไปได้โดยเฉพาะถ้าเป็นความเห็นในประเด็นที่อาจเข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาทเป็นลายลักษณ์อักษรหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี จรรยาบรรณของนักวารสารศาสตร์เป็นสิ่ง ที่บรรณาธิการละเลยไม่ได้ (จารุวรรณ สินธุโสภณ , ๒๕๔๒, หน้า ๕)

            นอกจากนี้ ยังต้องประเมินแนวโน้มความต้องการของผู้อ่าน และรูปแบบช่องทาง การจำหน่ายอีกด้วย อีกด้านหนึ่ง บรรณาธิการฝ่ายนี้ ยังทำหน้าที่ว่าจ้างการเขียนหนังสือบางเล่มที่คิดว่าจะทำตลาดได้ดี และประเมินข้อเสนอการว่าจ้างจากผู้เขียน หน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การแก้ไขโครงสร้างเนื้อหาต้นฉบับและการขออนุญาตใช้ลิขสิทธิ์ ดูแลการผลิตเอกสารด้านส่งเสริมการขายและการติดต่อกับผู้เขียน ในบางครั้งบรรณาธิการกลุ่มนี้ยังต้องช่วยออกแบบหนังสือ และดูแลจัดการด้านรายรับรายจ่ายของสำนักพิมพ์อีกด้วย

            ในปัจจุบันนี้ ยังมีผู้ทำหน้าที่บรรณาธิการประจำ (In-house) ทำงานเต็มเวลาอยู่บ้าง แต่มีจำนวนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับจำนวนสำนักพิมพ์ซึ่งส่วนใหญ่แทบไม่มีผู้ทำหน้าที่บรรณาธิการอย่างแท้จริงเลย นอกจากนี้ สำนักพิมพ์บางแห่งเริ่มมีแนวคิดที่จะจ้างบรรณาธิการการอิสระ (Freelancers) ทำงานเป็นชิ้นงาน โดยทั่วไปแล้วบรรณาธิการอิสระนี้ มักทำงานในขอบเขตหน้าที่ ที่จำกัด กล่าวคือ ทำหน้าที่บรรณาธิการฝ่ายต้นฉบับเฉพาะชิ้นงานเท่านั้น (จินตนา ใบกาซูยี, ๒๕๔๒, หน้า ๓๒๗)

            ขั้นตอนและวงจรงานของบรรณาธิการอาจลำดับได้ ดังนี้
            ๑. การวางแผนการทำงาน เป็นขั้นตอนที่สำคัญ ต้องมีความชัดเจนในเรื่องวัตถุประสงค์ การ แบ่งงาน การกำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอน วิธีการ ระยะเวลา ประมาณการค่าใช้จ่าย การคาดคะเนผล
            ๒. การจัดหาต้นฉบับ บรรณาธิการมีหน้าที่เสาะหาต้นฉบับที่มีข้อมูลถูกต้อง บอกเล่าอย่างตรงไปตรงมา มีการอ้างอิงแหล่งที่ดี สื่อความได้ชัดเจน ให้ความรู้สึกเพลินอารมณ์ ผู้อ่านได้รับทั้งความรู้และอยากเรียนรู้ต่อไป
            ๓. การรับฟังความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ กรณีเนื้อหามีความซับซ้อน หรือมีประเด็น ที่อาจก่อให้เกิดข้อโต้แย้งหรือข้อทักท้วง ทั้งในทางวิชาการหรือทางกฎหมาย
            ๔. การทำความตกลงกับผู้เขียน กรณีมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของ แต่ละฝ่าย การทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรจะรัดกุมกว่าด้วยวาจา ส่วนหนึ่งอาจนำไปสู่ การทำสัญญาต่อไป งานด้านนี้อาจต้องมีนิติกรร่วมด้วย
            ๕. การจัดทำแฟ้มต้นฉบับ เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับต้นฉบับ เช่น การติดต่อระหว่างผู้เขียนกับบรรณาธิการ ข้อตกลง สัญญา ข้อมูล เนื้อหา ภาพ หลักฐานอ้างอิงที่ค้นเพิ่มเติมระหว่างการตรวจแก้ต้นฉบับ
            ๖. ประมาณการและกำหนดรูปเล่ม ในด้านความยาวของเนื้อหา ขนาดรูปเล่ม ตัวพิมพ์ การวางรูปหน้ากระดาษ
            ๗. การอ่านตรวจต้นฉบับอย่างละเอียด เรียกตามศัพท์บัญญัติว่า การบรรณาธิกรต้นฉบับ โดยใช้คู่มือตรวจตามแบบเฉพาะของสำนักพิมพ์เอง หรือ แบบเฉพาะอื่นๆ เพื่อตรวจแก้ไขปรับปรุงต้นฉบับให้ได้ข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์ ถูกต้อง ทั้งด้านเนื้อหาและส่วนประกอบ ความต่อเนื่องของเนื้อหา ระบบการจัดโครงสร้างเนื้อหา การอ้างอิง รวมทั้งปรับปรุงเนื้อหาให้ได้ประโยชน์ยิ่งขึ้น
            ๘. การแจ้งให้ผู้เขียนรับรู้การแก้ไขต้นฉบับ การแก้ไขต้นฉบับขึ้นอยู่กับทั้งบรรณาธิการและผู้เขียน และเป็นเรื่องเฉพาะกรณี รวมทั้งการเก็บบันทึกเรื่องนี้ไว้ในแฟ้มต้นฉบับด้วย
            ๙. การพิมพ์ต้นฉบับ โดยเทคโนโลยีการพิมพ์แบบต่าง ๆ แล้วแต่สำนักพิมพ์
            ๑๐. การตรวจพิสูจน์อักษร ต้องทำหลายครั้งและหลายคน ด้วยความละเอียดถี่ถ้วน(จารุวรรณ สินธุโสภณ , ๒๕๔๒, หน้า ๔)

บรรณาธิการต้นฉบับ
การที่หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือเล่ม การนำเสนอข่าวทางวิทยุหรือโทรทัศน์ จะได้รับการกล่าวขานถึงในทางที่ดีได้นั้น สิ่งหนึ่งที่ทุกสื่อจะต้องมีก็คือ กองบรรณาธิการที่ดีใน การทำงานผู้เขียนหรือผู้รายงานข่าวอาจได้รับการเอ่ยนามถึง แต่บรรณาธิการต้นฉบับนั้นไม่ถูกเอ่ยอ้างแต่บุคคลที่อยู่เบื้องหลังเหล่านี้กลับมีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างมากต่องานที่จะเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณชน เนื่องจากมีบทบาทสำคัญยิ่งในการอ่านต้นฉบับทุกบรรทัด ทุกหน้าอย่างละเอียดเพื่อแก้ไขเครื่องหมายวรรคตอน การสะกดคำ โครงสร้างประโยค ไวยากรณ์ ให้มีความถูกต้องสม่ำเสมอ ปรับปรุงการจัดย่อหน้า ติดต่อกับผู้เขียนในกรณีที่มีข้อสงสัย ดูแลแนว การเขียนให้มีความสม่ำเสมอตลอดทั้งเล่ม และอาจช่วยชี้แนะการออกแบบหนังสือ ตรวจสอบต้นฉบับให้พร้อมก่อนที่จะจัดส่งไปให้ผู้พิมพ์เพื่อประเมินราคาพิมพ์

            บรรณาธิการต้นฉบับ มี ๒ ลักษณะงาน ดังนี้ (วัลยา วิวัฒน์ศร , ๒๕๔๗, หน้า ๓๗๕ อ้างอิงจาก มกุฎ อรฤดี, ๒๕๔๔)
            ๑. บรรณาธิการต้นฉบับเขียน คือ ผู้ทำหน้าที่ตรวจแก้ต้นฉบับของนักเขียน แบ่งตามลักษณะหน้าที่ เป็น ๒ ลักษณะ
                    ๑.๑ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการทำงานของนักเขียนตั้งแต่เริ่มต้น ทำงานร่วมกันใน การวางแผนการเขียน วางเค้าโครงเรื่อง กำหนดรายละเอียด จนกระทั่งขั้นตอนการเขียน รับเป็น ที่ปรึกษาในกรณีนักเขียนมีปัญหา ไปจนจบเรื่อง และทำหน้าที่ตรวจแก้ต้นฉบับในตอนท้ายสุด บรรณาธิการต้นฉบับประเภทนี้ยังไม่มีเป็นทางการในประเทศไทย หรือยังไม่มีระบบนี้เหมือน ในต่างประเทศ และยังไม่อาจยึดถือเป็นอาชีพได้ เพราะนักเขียนยังไม่มีรายได้มากพอที่จะจ้างบรรณาธิการส่วนตัว สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญของหน้าที่นี้
                    ๑.๒ ทำหน้าที่เฉพาะตรวจแก้ต้นฉบับเพียงอย่างเดียว ไม่รับรู้ความเป็นมาใน การทำงานของนักเขียน อาจจะไม่มีความผูกพันส่วนตัว ส่วนใหญ่บรรณาธิการต้นฉบับจะเป็นคนของสำนักพิมพ์ รับเงินค่าจ้างจากสำนักพิมพ์ การทำงานของบรรณาธิการต้นฉบับนี้ อาจติดต่อกับนักเขียนหรือไม่ก็ได้
            ๒. บรรณาธิการต้นฉบับแปล คือ ผู้ทำหน้าที่ตรวจแก้ต้นฉบับของนักแปล แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
                    ๒.๑ บรรณาธิการต้นฉบับแปลของสำนักพิมพ์ รับจ้างสำนักพิมพ์เพื่อตรวจงานของ นักแปล ถือเป็นอาชีพ ทำงานตามคำสั่งของสำนักพิมพ์ จะติดต่อหรือไม่ติดต่อกับผู้แปลตามความเห็นของสำนักพิมพ์
                    ๒.๒ บรรณาธิการต้นฉบับแปลของผู้แปล ส่วนใหญ่ทำงานเป็นส่วนตัว สนิทสนมคุ้นเคยกับผู้แปล อาจจะได้ค่าจ้างหรือไม่ได้ ตามแต่จะตกลงกัน
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           บรรณาธิการต้นฉบับ เป็นศาสตร์และศิลป์ เหมือนการสอนวาดรูป เราสอนเรื่ององค์ประกอบศิลป์ ได้สอนเรื่องกายวิภาคได้ สอนเรื่องทฤษฎีสีได้ แต่เมื่อลงมือวาดรูปจริง ๆ กลับเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ต้องเรียนรู้เอง เป็นเรื่องของความรู้สึก รสนิยมของคำที่สอนกันไม่ได้ และบางครั้งเหมือนเส้นผมบังภูเขา ในที่สุดทฤษฎีไม่มีความหมาย วันหนึ่งเมื่อประสบการณ์มากขึ้น แก่กล้ามากขึ้น จะรู้เอง หน้าที่ของบรรณาธิการต้นฉบับ จึงไม่เพียงแต่การตรวจแก้ต้นฉบับให้ถูกต้องใกล้เคียงกับต้นฉบับเดิมมากที่สุด การทำต้นฉบับให้ดีขึ้นในด้านการใช้ภาษา การสื่อความหมาย รายละเอียดในเรื่อง ค้นคว้าเพิ่มเติมในส่วนที่ตกหล่นขาดหายไป ทำให้อ่านโดยไม่สะดุด ทำให้ผู้อ่านรู้สึกดีต่อเรื่องที่อ่านและผู้เขียนรวมทั้งผู้แปลอีกด้วย การตรวจแก้ต้นฉบับ มีทั้งต้นฉบับเขียนและต้นฉบับแปล ทั้งสองประเภทมีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกัน แต่การตรวจ แก้ต้นฉบับแปลนั้น บรรณาธิการต้นฉบับจะต้องเทียบเคียงกับต้นฉบับภาษาเดิมด้วย กรณีที่ไม่รู้ภาษาเดิม ต้องใช้ประสบการณ์ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลาเพื่ออ่านนิสัยใจคอ น้ำเสียง ลีลา ของผู้ประพันธ์

            นอกจากนั้น การตรวจแก้ต้นฉบับแต่ละประเภท ยังต้องมีกลวิธีพิเศษเฉพาะเจาะจงลงไปในการตรวจ เช่น วรรณกรรมสำหรับเด็ก ผู้ตรวจแก้ต้องมีจินตนาการ มองโลกด้วยสายตาเด็ก ๆ สวมวิญญาณเด็กได้จะยิ่งดี ถ้าไม่คิดแบบเด็กอาจทำให้การตรวจแก้ผิดพลาดได้ง่าย เพราะผู้ใหญ่คิดและรู้สึกไม่เหมือนเด็ก ถ้าเป็นเรื่องจินตนาการเหนือจริงหรือแฟนตาซี ต้องรู้ให้ได้ว่าในเรื่องที่ผู้เขียนสื่อสารนั้นตรงไหนต้องการให้เหมือนจริง ตรงไหนเหนือจริง และจะใช้ภาษาอย่างไร ประเภทประวัติศาสตร์ ต้องคำนึงถึงยุคสมัยของภาษาเป็นสำคัญ ประเภทความเรียงและปรัชญา ต้องทำความเข้าใจเรื่องคำเป็นพิเศษ พยายามหาคำที่อธิบายนัยให้ชัดเจน ส่วนต้นฉบับกวีนิพนธ์ มีลักษณะพิเศษซึ่งผู้ตรวจแก้จะต้องทำความรู้จักให้ลึกซึ้ง เสียงทอดแต่ละคำมีความสำคัญด้วยโครงสร้างของกวีนิพนธ์ คือ ฉันทลักษณ์ จึงไม่สามารถตัดสินได้ด้วยการอ่านในใจ ต้องอ่านออกเสียงจึงจะมองเห็นความผิดพลาด

การตรวจแก้ไขเนื้อหาของบรรณาธิการ
การตรวจแก้ต้นฉบับ หมายถึง การตรวจแก้ข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่อาจจะมีอยู่ในต้นฉบับที่ได้รับมา เช่น ข้อบกพร่องด้านไวยากรณ์ ข้อบกพร่องด้านข้อเท็จจริง และข้อบกพร่องด้านตัวสะกดคำ (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๔ , หน้า ๓๑๕) โดยพิจารณาในเรื่องต่อไปนี้

            ๑. ความถูกต้องของเนื้อหา ข้อเขียนทุกชิ้นจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อได้รับความเชื่อถือจากผู้อ่าน ดังนั้นเนื้อหาทางวิชาการที่ถูกต้อง ข้อมูล สถิติตัวเลขที่ตรงกับข้อเท็จจริง เป็นสิ่งจำเป็นที่บรรณาธิการจะต้องพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาสาระนี้ นอกจากจะพิจารณาในเรื่องดังกล่าวแล้วยังต้องพิจารณาด้วยว่าเนื้อหาในต้นฉบับที่ได้รักนั้นล้าสมัยไปแล้วหรือยัง หากมีการอ้างอิงเพื่อสนับสนุนข้ออภิปรายต่างๆ ในงานเขียนนั้นๆ ต้องพิจารณาว่าข้อคิดเห็นดังกล่าวเป็นกลางหรือไม่ ผู้เขียนมีอคติหรือลำเอียงในเรื่อง เพศ เชื้อชาติ ศาสนาหรือไม่ เป็นต้น
            ๒. ความเหมาะสมของเนื้อหา ความเหมาะสมของเนื้อหา พิจารณาได้จากความยากง่ายของเนื้อหาสาระว่าเหมาะสมกับผู้อ่านทั้งในแง่วัยวุฒิ ประสบการณ์ และพื้นฐานความรู้เดิม การพิจารณาในเรื่องดังกล่าวนี้บรรณาธิการจะต้องสมมติตนเองเป็นกลุ่มเป้าหมายของผู้อ่านตามวัตถุประสงค์ของงานเขียนชิ้นนั้น นอกจากนี้ รูปแบบและวิธีการเสนอเนื้อหาก็จำเป็นที่จะต้องใช้ให้เหมาะสม เพราะสิ่งเหล่านี้มีส่วนสัมพันธ์กับคุณลักษณะของผู้อ่าน และลักษณะของเนื้อหาสาระด้วย
            ๓. ความถูกต้องในการอ้างอิงงานของผู้อื่น การตรวจสอบในเรื่องนี้บรรณาธิการจะต้องเป็นผู้พิจารณาในฐานะที่เป็นตัวแทนของผู้จัดพิมพ์ว่า ผู้เขียนมิได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นด้วยการนำผลงานของผู้อื่นมาคัดลอกตัดต่อเป็นของตนเอง ดังนั้นบรรณาธิการจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่อจะได้สามารถตัดสินใจได้ในเบื้องต้นว่า การกระทำเช่นใดเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น สำหรับในกรณีที่ผู้เขียนอ้างอิงข้อมูลต่างๆจากผลงานของผู้อื่น บรรณาธิการต้องตรวจดูว่าผู้เขียนได้อ้างอิงผลงานชิ้นนั้นหรือไม่ และการอ้างอิงนั้นถูกต้องหรือไม่ โดยทั่วไปการนำผลงานของผู้อื่นมาใช้ไม่ว่าจะเป็นการคัดลอกมาโดยตรง นำแนวคิดของเขามาปรับปรุงเขียนใหม่ หรือใช้ตาราง แผนภูมิ รูปภาพ ก็จะต้องอ้างอิงถึงแหล่งที่มาทั้งสิ้น ยกเว้นในกรณีที่อ้างถึงข้อเท็จจริงที่เป็นที่ทราบกันทั่วไป เช่น โลกกลม สูตร H 2O หมายถึง น้ำ เป็นต้น

            วิธีการอ้างอิงงานของผู้อื่นใช้วิธีการลงรายการเชิงอรรถและบรรณานุกรมเพื่อบอกรายละเอียดของเอกสารที่นำมาใช้ว่า ผู้เขียนคือใคร ชื่อเรื่องที่อ้างอิงคืออะไร พิมพ์ที่ไหน เมื่อไร หน้าอะไร การลงรายการเชิงอรรถ และบรรณานุกรมนี้ นอกจากจะเป็นการให้เกียรติแก่ผู้เขียนแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อ่านที่ต้องการจะค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไปจะได้ติดตามหาอ่านได้สะดวก นอกจากนี้ความใหม่และทันสมัยของเอกสารอ้างอิงยังแสดงให้เห็นถึงความทันสมัยของเนื้อหาสาระด้วย

            ๔. ความถูกต้องในเชิงกฎหมาย เนื้อหาสาระในงานเขียนบางเรื่อง ข่าว หรือข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับ สถาบัน หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด อาจมีลักษณะละเมิดสิทธิ หมิ่นประมาทผู้อื่น ดังนั้นในการตรวจแก้เนื้อหาสาระบรรณาธิการจะต้องพิจารณาในประเด็นนี้ด้วย ข่าวหรือข้อเท็จจริงบางอย่างแม้จะเป็นความจริงก็ไม่อาจนำลงเผยแพร่ได้ เพราะอาจผิดกฎหมายในเรื่องของการละเมิดสิทธิหรือขัดต่อความมั่นคงของประเทศชาติ เป็นต้น (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๔ หน้า ๔๖๙-๔๗๓)

จรรยาบรรณของบรรณาธิการต้นฉบับ (วัลยา วิวัฒน์ศร , ๒๕๔๗, หน้า ๓๗๖ อ้างอิงจาก มกุฎ อรฤดี, ๒๕๔๔)
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเภทใด บรรณาธิการต้นฉบับต้องรับผิดชอบต่อต้นฉบับต่องานแปล และต่อผู้อ่าน โดยมีจรรยาบรรณเป็นตัวกำหนด เช่น ไม่เปิดเผยการตรวจแก้ต้นฉบับต่อสาธารณะ ไม่อ้างความดีใส่ตนในการทำงาน ระวังหลีกเลี่ยงการถ่ายทอดเนื้อหาที่อาจทำให้ผู้อ่านทำตามแล้วเกิดผลเสียอย่างคาดไม่ถึงตามมา เช่น การฆ่าตัวตาย รายละเอียดการใช้ยาเสพติด เป็นต้น จรรยาบรรณของบรรณาธิการต้นฉบับอาจกำหนดได้ดังนี้

            ๑. ไม่อ้างความดีใส่ตนในการทำงานตรวจแก้ต้นฉบับ บรรณาธิการต้นฉบับต้องยึดถืออย่างเคร่งครัดว่า การตรวจแก้ต้นฉบับเป็นหน้าที่และความลับ เมื่อเป็นหน้าที่ก็ต้องทำให้ดีที่สุด และไม่ควรอ้างความดีความชอบในการทำหน้าที่นั้น และยิ่งเมื่อเป็นความลับ ก็ต้องปิดบัง ไม่นำความไปแพร่กระจายให้ผู้อื่นรู้ การอ้างความดีใส่ตัวโดยการป่าวประกาศหรือบอกผู้อื่นว่า เพราะตนเป็นผู้ตรวจแก้ต้นฉบับเรื่องนั้น งานจึงออกมาดี นั่นเท่ากับบอกว่า เจ้าของต้นฉบับทำไว้ไม่ดี บรรณาธิการต้นฉบับต้องยอมรับตั้งแต่แรกที่เริ่มทำงานนี้ว่า งานบรรณาธิการต้นฉบับไม่ใช่งานที่จะหวังชื่อเสียงเกียรติยศได้เหมือนงานอื่น ในบางกรณีมิได้ระบุไว้ในหนังสือด้วยซ้ำว่าใครเป็นบรรณาธิการต้นฉบับ ในกรณีที่สำนักพิมพ์บางแห่งระบุว่ามีบรรณาธิการต้นฉบับ ก็เพื่อยืนยันว่ามีการทำงานเป็นระบบมีการตรวจสอบ เพื่อให้หนังสือเล่มนั้นมีความถูกต้องสมบูรณ์ดียิ่งขึ้น มิใช่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เขียนหรือผู้แปล การที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้รับความสำเร็จ หรือกลายเป็นหนังสือมีชื่อเสียงโด่งดัง บรรณาธิการต้นฉบับไม่อาจอ้างต่อสาธารณะได้ว่าเป็นความสำเร็จของตน เว้นแต่ผู้เขียนหรือผู้แปลจะเป็นผู้ประกาศหรือกล่าวถึง และการที่ผู้แปลหรือผู้เขียนกล่าวถึงบรรณาธิการต้นฉบับก็มิได้ทำให้เกียรติยศศักดิ์ศรีของผู้เขียนหรือผู้แปลต้องตกต่ำลงแต่ประการใด

            ๒. ไม่เปิดเผยการตรวจแก้ต้นฉบับต่อสาธารณะ บรรณาธิการต้นฉบับไม่มีสิทธิ์นำรายละเอียดหรือหลักฐานการตรวจแก้ต้นฉบับไปเปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะอาจก่อให้เกิดผลเสียแก่ผู้แปลหรือเจ้าของต้นฉบับได้ หากน้ำเสียงของการเผยแพร่ข่าวเป็นไปในทางลบ การเปิดเผยรายละเอียดต่าง ๆ ดังกล่าว สามารถทำได้ในกรณีที่ต้องอ้างต่อศาล หรือการเป็นพยานศาล หรือตามข้อบังคับของกฎหมาย

            ๓. ไม่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่บุคคลและสิ่งที่เกี่ยวข้อง บรรณาธิการต้นฉบับมี ความรับผิดชอบอย่างยิ่งต่อสำนักพิมพ์ ผู้เขียนต้นฉบับเดิม ผู้แปล ต้นฉบับแปล และประเทศชาติ ความรับผิดชอบใหญ่หลวงเหล่านี้ เป็นสิ่งที่บรรณาธิการต้นฉบับจะต้องระลึกอยู่เสมอ

คุณลักษณะของบรรณาธิการต้นฉบับ
William G. Connolly Jr. บรรณาธิการของ The New York Times Week in Review ได้กล่าวว่า คุณลักษณะของบรรณาธิการต้นฉบับที่ดีนั้น ควรมีคุณลักษณะดังนี้ (Bowles & Borden, 2000, p. 7-8)

            ๑. มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง (Confidence) ไม่ว่าจะเป็นความรอบรู้ด้าน ต่าง ๆ ทักษะการเขียน กระบวนการผลิต นโยบาย
            ๒. ไม่เอาความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ (Objectivity) พิจารณาผลงานในมุมมองของผู้เขียน
            ๓. มีความตระหนักรู้ (Awareness) ในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับผู้เขียน แนวทางของสำนักพิมพ์ หรือกระบวนการผลิตต่าง ๆ เป็นต้น
            ๔. มีความเฉลียวฉลาด (Intelligence) ในการตัดสินใจอย่างถูกต้องว่าอะไรผิดอะไรถูก
            ๕. มีความสงสัยเป็นธรรมชาติ (Questioning Nature) เพื่อแสวงหาคำตอบที่กระจ่างชัด เพราะหากตนยังสงสัยผู้อ่านก็เกิดคำถามเช่นเดียวกัน
            ๖. มีทักษะในการเจรจา (Diplomacy) ซึ่งถือเป็นทักษะที่สำคัญ เนื่องจากต้องติดต่อพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้เขียนในลักษณะต่าง ๆ
            ๗. มีความสามารถในการเขียน (Ability to Write) เพื่อจะได้เข้าใจความคิดและแนวทางของผู้เขียนนอกเหนือไปจากการเป็นนักอ่านที่ดีที่จะต้องมีอยู่แล้ว
            ๘. มีอารมณ์ขัน (Sense of Humor) เพราะคนที่อารมณ์เสียมักทำให้ผลงานออกมาไม่ดี
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
บรรณาธิการรูปเล่ม
คือ ผู้ตรวจแก้ไขและปรับปรุงลักษณะของต้นฉบับให้เป็นไปตามรูปแบบหนังสือตาม ที่สำนักพิมพ์หรือสถาบันผู้ผลิตกำหนด รูปแบบของหนังสือในที่นี้หมายถึงรูปแบบใน ๒ ลักษณะคือ ส่วนประกอบของหนังสือโดยทั่วไปและการจัดลำดับเนื้อหาในแต่ละบทหรือแต่ละเรื่อง

            ๑. ส่วนประกอบของหนังสือ หนังสือโดยทั่วไปจะประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ๔ ส่วนด้วยกันคือ ส่วนปก (Binding ) ส่วนนำหน้า (Preliminary Pages) ส่วนเนื้อหา (Text ) และ ส่วนอ้างอิง (Reference Materials )
                    ๑.๑ ส่วนปก ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ตามลำดับ ดังนี้
                            ๑.๑.๑ ปกหนังสือ หรือบางที่เรียก ปกนอก ทำหน้าที่หุ้มห่อหนังสือให้อยู่ด้วยกัน ป้องกันการฉีกขาด และช่วยให้จับถือได้ง่าย ปกหนังสือบางเล่มอาจจะมีลักษณะเรียบ ๆ บางเล่มอาจจะมีรูปภาพตกแต่งงดงาม บนหน้าปกอาจมีชื่อผู้แต่งและชื่อหนังสือปรากฏอยู่
                            ๑.๑.๒ ใบหุ้มปก (Book Jacket หรือ Dust Jacket ) หนังสือปกแข็งบางเล่มอาจมี ใบหุ้มปกหุ้มไว้อีกชั้นหนึ่ง ใบหุ้มปกมักมีข้อมูลหรือภาพเดียวกันกับปก
                            ๑.๑.๓ สันปก (Spine) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมปกหน้าและปกหลังเข้าด้วยกันและอาจมีชื่อเรื่องสั้นๆ ชื่อผู้แต่งและชื่อสำนักพิมพ์
                            ๑.๑.๔ ใบยึดปก (End Paper) ซึ่งเป็นกระดาษที่ปะติดกับปกด้านในทั้งปกหน้าและปกหลังเพื่อยึดปกให้แข็งแรงขึ้น บนใบยึดปกนี้อาจจะบรรจุข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าเช่น ตาราง แผนที่ สูตรต่าง ๆ กราฟ เป็นต้น

                    ๑.๒ ส่วนนำหน้า ส่วนนี้ประกอบด้วยแผ่นกระดาษที่ไม่มีเลขกำกับหน้าเป็นส่วนที่อยู่นำหน้าเนื้อหาของหนังสือ ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ตามลำดับ ดังนี้
                            ๑.๒.๑ หน้ารองปก (Flyleaves) ซึ่งเป็นกระดาษว่าง ๆ อยู่ต่อจากใบยึดปกทั้ง สองด้าน
                            ๑.๒.๒ หน้าชื่อเรื่อง (Half title Page) เป็นหน้าที่อยู่ถัดไป ทำหน้าที่ป้องกันหน้าปกใน ซึ่งอยู่ในหน้าถัดไป มีชื่อหนังสือสั้นๆปรากฏอยู่ และหากหนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสือชุด (Series) ก็จะมีชื่อชุดปรากฏอยู่บนหน้านี้
                            ๑.๒.๓ หน้ารูปภาพนำ (Frontispiece)
                            ๑.๒.๔ หน้าปกใน (Title Page) เป็นหน้าที่สำคัญเป็นอันดับแรกของหนังสือ หนังสือทุกเล่มจะต้องมีหน้านี้ เพราะจะมีรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น ๆ ปรากฏอยู่อย่างสมบูรณ์ คือ ชื่อเรื่อง ชื่อรอง ชื่อผู้แต่ง ชื่อบรรณาธิการ ชื่อผู้วาดรูป ผู้แปล ชื่อผู้เขียนคำนำ ครั้งที่พิมพ์ สถานที่พิมพ์ ผู้พิมพ์ และปีที่พิมพ์ ด้านหลังของหน้าปกในจะเป็น
                            ๑.๒.๕ หน้าลิขสิทธิ์ (Copyright Page) อยู่ด้านหลังของหน้าปกใน บอกรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดพิมพ์ ได้แก่ เจ้าของลิขสิทธิ์ สำนักพิมพ์ จำนวนพิมพ์ ชื่อและสถาบันที่จัดพิมพ์ นอกจากนี้อาจมีข้อมูลบัตรรายการห้องสมุดที่สำนักพิมพ์จัดให้ (Catalog in Publication หรือ CIP) เลขประจำหนังสือสากล (International Standard Book Number หรือ ISBN) หรือรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดพิมพ์อื่นๆ
                            ๑.๒.๖ หน้าคำอุทิศ (Dedication Page) เป็นหน้าที่อยู่ต่อจากหน้าปกใน มีชื่อบุคคลที่ผู้แต่งอุทิศหนังสือเล่มนั้นๆให้
                            ๑.๒.๗ หน้าคำนำ (Preface) เป็นหน้าที่ผู้แต่งหรือผู้จัดพิมพ์อธิบายสาระสำคัญของหนังสืออย่างสังเขป มีคำอธิบาย เหตุผลในการเขียน มีคำขอบคุณผู้ที่ได้ช่วยเหลือในการเขียนหนังสือเล่มนั้น อธิบายลักษณะการเรียบเรียง สัญลักษณ์และข้อมูลพิเศษอื่นๆที่ต้องการจะให้ผู้อ่านทราบ
                            ๑.๒.๘ หน้าสารบัญ ( Table of Contents) ซึ่งเป็นบัญชีชื่อบท ตอน ของหนังสือตามลำดับพร้อมทั้งมีเลขหน้ากำกับ สารบัญละเอียดจะมีลักษณะเป็นโครงเรื่องของหนังสือเล่มนั้น หน้าสารบัญ จึงเป็นหน้าที่ผู้อ่านสามารถสำรวจโครงเรื่องของเนื้อหาว่าครอบคลุมเนื้อเรื่องเพียงพอกับความต้องการหรือไม่
                            ๑.๒.๙ หน้าสารบัญภาพประกอบหรือสารบัญตาราง (Lists of Illustration Materials) หนังสือบางเล่มที่มีภาพประกอบหรือตารางเป็นจำนวนมาก ก็จะมีสารบัญด้วย

                    ๑.๓ ส่วนเนื้อหา ส่วนนี้เป็นส่วนที่ประกอบไปด้วยหน้าหนังสือที่มีเลขหน้ากำกับ จัดเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของหนังสือ จัดเป็นภาค ตอน บท หน่วย หรือเรื่องตามลำดับการนำเสนอ

                    ๑.๔ ส่วนอ้างอิง ส่วนนี้ประกอบด้วยสิ่งที่ใช้อ้างอิงอ่านประกอบเพิ่มเติมได้แก่
                            ๑.๔.๑ บรรณานุกรม (Bibliography) ซึ่งเป็นรายชื่อแหล่งข้อมูลที่ผู้เขียนใช้อ้างอิงและค้นคว้าในการเขียนหนังสือเล่มดังกล่าว ขณะเดียวกันก็เป็นหลักประกันให้ผู้อ่านได้ทราบว่า ในการเขียนหนังสือเล่มนี้ผู้แต่งได้ค้นคว้าหาหลักฐานมาอ้าอิงอย่างดีแล้ว นอกจากนี้ความใหม่ และความทันสมัยของรายการหนังสือในบรรณานุกรมที่ผู้เขียนใช้อ้างอิงก็จะแสดงให้เห็นถึงความทันสมัยของหนังสือเล่มนั้น ๆ ด้วย ๑.๔.๒ ภาคผนวก (Appendix) เป็นส่วนที่แสดงข้อมูลหรือข้อความที่เป็นข้ออ้างอิงหรือสนับสนุนเนื้อหาสาระในเล่ม แต่ไม่เหมาะสมที่จะแทรกอยู่ในเนื้อหา เพราะอาจทำให้เกิดความสับสนได้
                            ๑.๔.๓ อภิธานศัพท์ (Glossary) เป็นส่วนที่อธิบายคำศัพท์ที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถค้นอ่านเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับคำศัพท์ต่าง ๆ ที่พบในเนื้อหา
                            ๑.๔.๔ บันทึก (Notes) อาจเป็นเชิงอรรถอ้างอิงที่มิได้ลงรายการไว้ที่ด้านล่างในส่วนของเนื้อหา หรืออาจเป็นคำอธิบายในส่วนเนื้อหาก็ได้
                            ๑.๔.๕ ดรรชนี (Index) เป็นรายชื่อคำและบุคคลในเนื้อหาที่นำมาจัดเรียงตามลำดับอักษรและมีหมายเลขหน้าที่คำนั้น ๆ ปรากฏเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้นหาคำ ข้อความชื่อที่ต้องการในหนังสือเล่มนั้น ๆ

            ส่วนต่าง ๆ ของหนังสือตามที่ได้กล่าวมานี้เป็นส่วนประกอบของหนังสือโดยทั่ว ๆ ไป ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยของรูปแบบนั้น สำนักพิมพ์แต่ละแห่งจะกำหนดเอง และผู้ตรวจแก้ไขต้นฉบับจะต้องทราบลักษณะของรูปแบบที่ใช้เพื่อจะได้แก้ไขให้เป็นไปตามรูปแบบที่สำนักพิมพ์กำหนด

            ๒. การจัดลำดับเนื้อหาในแต่ละบทหรือแต่ละเรื่อง การตรวจแก้ไขการจัดลำดับเนื้อหา ในที่นี้มิได้หมายถึงการตรวจแก้วิธีการเสนอเนื้อหาสาระ แต่หมายถึง วิธีจำแนกแยกหัวข้อของเนื้อหาในแต่ละบทหรือแต่ละหน่วยที่สำนักพิมพ์อาจจะกำหนดรูปแบบไว้โดยเฉพาะผู้ตรวจแก้ไขต้นฉบับมีหน้าที่ตรวจแก้ไขการจัดลำดับเนื้อหาดังกล่าวนี้ให้เป็นไปตามรูปของสำนักพิมพ์หรือของสถาบัน หรือหากไม่มีการกำหนดไว้ ผู้ตรวจแก้ไขต้นฉบับต้องตรวจหัวข้อต่างๆ ที่นำเสนอเป็นหัวข้อในลักษณะเดียวกันและไม่ขาดหายไป เช่น ในตอนต้นผู้เขียนเสนอว่าจะเสนอเรื่องทั้งหมด ๓ หัวข้อ แต่เมื่ออธิบายไปแล้วเหลือเพียง ๒ หัวข้อเป็นต้น การตรวจในขั้นนี้ผู้ตรวจจึงควรเขียนหัวข้อทั้งหมดที่ผู้แต่งเสนอ หลังตรวจสอบเนื้อหาไปทีละข้อ ๆ ให้ได้รูปแบบที่สมบูรณ์ (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๔ , หน้า ๔๕๘-๔๖๖)

ความรู้พื้นฐานสำหรับงานบรรณาธิการ
ดังที่จารุวรรณ สินธุโสภณ ได้กล่าวแล้วว่าหัวใจของงานบรรณาธิการ คือ การเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกใจลูกค้า วัตถุดิบคือต้นฉบับ ผลิตภัณฑ์คือสิ่งพิมพ์ ลูกค้าคือผู้อ่าน บรรณาธิการจะต้องเป็นผู้ทำให้ต้นฉบับกลายเป็นสิ่งพิมพ์ที่ประณีต น่าอ่าน เมื่อบทบาทของบรรณาธิการมีความสำคัญดังกล่าวแล้ว

            ดังนั้น เรื่องที่บรรณาธิการต้องหาความรู้เพื่อเป็นการ เตรียมตัวหรือต้องฝึกฝนให้ชำนาญได้แก่
            ๑. วิชาการ เมื่อบรรณาธิการจะต้องตรวจต้นฉบับงานวิชาการในสาขาใด จะต้องอ่านหนังสือวิชานั้นเพิ่มเติม การอ่านในวิชาช่วยให้ประเมินได้ว่าต้นฉบับชิ้นนั้นมีประเด็นสำคัญที่มีค่าควรจัดพิมพ์ในขณะนั้นหรือไม่ ส่วนการอ่านเรื่องทั่วไปจะทำให้เป็นผู้รอบรู้เหตุการณ์ ความเคลื่อนไหวของวงการอื่น ๆ และสภาวะของสังคม ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการตัดสินใจจัดพิมพ์ รวมทั้งต้องใช้ความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้น ๆ ช่วยในการพิจารณา สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่จึงมีคณะที่ปรึกษาทางวิชาการเพื่อทำหน้าที่นี้
            ๒. ภาษา ควรเลือกอ่านข้อเขียนที่ใช้ภาษาดี วรรณกรรมคลาสสิก หนังสือที่ได้รับรางวัลทางการใช้ภาษา รวมทั้งหาโอกาสอยู่ในแวดวงของผู้ใช้ภาษาถูกต้อง
            ๓. รู้จักผู้อ่าน เนื้อหาและท่วงทำนองการเขียนมีส่วนเป็นอย่างมากในการกำหนดหรือจำกัดกลุ่มผู้อ่าน
            ๔. เทคนิควิธีการผลิตสิ่งพิมพ์ ควรรู้ขั้นตอนและวิธีการเบื้องต้นพอที่จะพิจารณาให้ความเห็นและประสานงานกับผู้พิมพ์ได้
            ๕. กฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์งานเขียน การแปล หรือดัดแปลง การนำไปเผยแพร่ เรื่องสิทธิ การละเมิดสิทธิความคุ้มครองโดยกฎหมายรวมทั้ง การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายดังกล่าว
            ๖. การตลาด บรรณาธิการควรรู้เรื่องแวดวงการตลาดสิ่งพิมพ์อย่างครบวงจร เพราะเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของธุรกิจ
            ๗. การบริหาร เป็นความรู้ที่จำเป็นสำหรับบรรณาธิการ ทั้งระดับบริหาร และระดับปฏิบัติการ

ความเกี่ยวข้องของงานบรรณาธิการกับวิชาชีพอื่น

๑. วิชาชีพบรรณารักษ์
งานบรรณาธิการมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับวิชาชีพหนึ่งซึ่งทำงานเกี่ยวข้องกับหนังสือเหมือนกัน คือวิชาชีพบรรณารักษ์ ราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๔๖ , หน้า ๖๐๕) ได้ให้คำนิยามบรรณารักษ์ว่า คือ บุคคลที่รับผิดชอบในการบริหารและดำเนินงานในห้องสมุด ศาสตร์เฉพาะสำหรับการเป็นบรรณารักษ์อาชีพคือบรรณารักษศาสตร์ เมื่อพิจารณาจากพื้นฐานการศึกษา ยังไม่เคยปรากฏว่ามีวิชาว่าด้วยการเป็นบรรณาธิการเป็นวิชาบังคับในหลักสูตรวิชาบรรณารักษศาสตร์มาตั้งแต่เริ่มจัดการศึกษาศาสตร์นี้ในประเทศไทย อีกทั้งในมาตรฐานกำหนดตำแหน่งในสายงานบรรณารักษ์ของทางราชการก็ไม่ได้กำหนดให้บรรณารักษ์ปฏิบัติหน้าที่เป็นเป็นบรรณาธิการ แต่ปัจจุบันได้พบว่ามีชื่อบรรณารักษ์ปรากฏเป็นบรรณาธิการหรือเป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดพิมพ์หนังสือหรือวารสารเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา บางงานมีคุณภาพสูง กลายเป็นแบบอย่าง เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป

            สำหรับห้องสมุด การเผยแพร่งานวิชาการในรูปสิ่งพิมพ์ถือเป็นภารกิจด้านหนึ่ง เป็น การให้บริการวิชาการแก่สังคม รวมทั้งเป็นการเผยแพร่และพัฒนาวิชาชีพบรรณารักษ์ด้วย การจัดทำสิ่งพิมพ์เผยแพร่นี้ ต้องอาศัยผู้รู้และและมีประสบการณ์ในการจัดพิมพ์ แต่ก็ปรากฏว่าบรรณารักษ์ด้วยกันได้ช่วยกันทำให้งานสำเร็จลุล่วงไป ทั้งยังมีโอกาสร่วมงานกับกลุ่มหรือชมรมวิชาการอื่น ๆ นอกห้องสมุดอีกด้วย ขณะเดียวกันการที่ทางราชการถือว่าการทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการเป็นงาน ที่มีคุณค่า สามารถนำมาประเมินความรู้ ความสามารถหรือความชำนาญของบุคคลในผลงานทางวิชาการทุกแขนงวิชาได้ ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มความสำคัญของงานบรรณาธิการ และทำให้บรรณาธิการพัฒนาคุณภาพงานตามไปด้วย (จารุวรรณ สินธุโสภณ , ๒๕๔๒, หน้า ๒)

            บรรณารักษ์สามารถใช้ทักษะความรู้ในงานทำหน้าที่บรรณาธิการได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก เนื้อหาในหลักสูตรของวิชาบรรณารักษศาสตร์ส่วนหนึ่ง ทำให้ผู้ศึกษาได้รู้จักลักษณะของส่วนต่าง ๆ ของหนังสือและสื่ออื่น ๆ ทั้งในทางกายภาพและคุณภาพ ได้ฝึกหัดคัดเลือก ได้ใช้ และ มีโอกาสเห็นตัวอย่างที่ดีของสื่อเหล่านั้น รวมทั้งเห็นผลงานของบรรณาธิการที่ดีด้วย ความรู้เบื้องต้นของการทำหนังสือและการพิมพ์มีให้เลือกศึกษาได้ในหลักสูตรต่าง ๆ ส่วนเรื่องที่เป็นเทคนิคเฉพาะในงานของบรรณารักษ์ เช่น การทำดรรชนี การทำเชิงอรรถและบรรณานุกรม การเขียนสาระสังเขป นอกจากได้ศึกษาแล้วยังได้ปฏิบัติจริงในงาน และเป็นหัวข้อที่มีผู้จัดอบรมเป็นการเสริมความรู้ในวงการบรรณารักษ์ตลอดมา ความรู้และประสบการณ์ของบรรณารักษ์ ที่สามารถใช้ในงานบรรณาธิการได้ มีดังนี้
            ๑. ประเมินคุณค่าของต้นฉบับ
            ๒. ตรวจการอ้างอิงกับหลักฐานที่อ้างเพื่อดูความถูกต้อง
            ๓. ตรวจสอบข้อมูลที่ขาดหลักฐานอ้างอิง
            ๔. แนะนำแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
            ๕. ตรวจแก้บรรณานุกรมและเชิงอรรถ
            ๖. ให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดหน้าและออกแบบสิ่งพิมพ์
            ๗. ตรวจแก้ต้นฉบับ
            ๘. ตรวจพิสูจน์อักษร
            ๙. เขียนคำนำ บทนำ บทบรรณาธิการ
            ๑๐. แนะนำแหล่งเพื่อวางจำหน่าย

            บรรณารักษ์มีโอกาสดีตรงที่อยู่ท่ามกลางแหล่งข้อมูล จะเลือกหาเรื่องที่เหมาะแก่ ความต้องการและความสนใจของตนได้ไม่ยาก เมื่อต้องการศึกษาหาความรู้เป็นพื้นฐานสำหรับ ช่วยการทำงานด้านต่าง ๆ ในหน้าที่บรรณาธิการ (จารุวรรณ สินธุโสภณ , ๒๕๔๒ , หน้า ๕- ๖)

๒. วิชาชีพนักหนังสือพิมพ์
งานหนังสือพิมพ์จะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงต้นฉบับข่าวมากกว่าต้นฉบับ ประเภทอื่น ทั้งนี้เพราะการเขียนข่าวจะต้องเขียนอย่างเร่งรีบจากข้อมูลที่มาจากแหล่งข่าวหลายทิศทาง ซึ่งนอกจากต้องเรียบเรียงประเด็นข่าวให้ชัดเจนแล้ว ยังต้องลำดับความสำคัญของประเด็นข่าว ให้รายละเอียดอย่างถูกต้องรัดกุมในเวลาที่จำกัดเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นรายงานข่าวที่เสนอออกไปสู่สายตาสาธารณชนยังเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับ เนื่องจากความเชื่อถือของหนังสือพิมพ์ขึ้นอยู่กับความเที่ยงตรงในการรายงานข่าวเป็นประการสำคัญที่สุด ความพิถีพิถันในการตรวจสอบความถูกถ้วนทุกขั้นตอนจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ทั้งนี้มิได้หมายความว่า หนังสือพิมพ์จะละเลยการตรวจสอบต้นฉบับข้อเขียนประเภทอื่นเสียทีเดียว เพียงแต่ข้อเขียนประเภทอื่น ผู้เขียนมีเวลาตรวจทาน ตรวจแก้ต้นฉบับของตนเองได้มากกว่างานข่าว โดยเฉพาะข้อเขียนที่ลงชื่อผู้เขียน ผู้เขียนนั้นจะต้องร่วมรับผิดชอบต่อข้อเขียนของตนเองเป็นเบื้องต้นอยู่ด้วย จึงเท่ากับได้รับการกลั่นกรองมาครั้งหนึ่งแล้ว ความรีบเร่งและความฉุกละหุก ในการปรับปรุงต้นฉบับจึงไม่มากเท่ากับการปรับปรุงต้นฉบับข่าว

            วัตถุประสงค์หลักของการตรวจแก้และปรับปรุงต้นฉบับของหนังสือพิมพ์ ก็คือ การทำให้ต้นฉบับอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ครบถ้วนในส่วนของข้อมูล ข้อเท็จจริง น่าอ่าน น่าเชื่อถือ ประการสำคัญข้อเขียนที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ได้รับการยืนยันจากผลการวิจัยตลอดมาถึงอิทธิพลทางข่าวสารและพฤติกรรมที่มีต่อผู้อ่านส่วนใหญ่โดยเฉพาะการใช้ภาษา ฉะนั้น งานเขียนที่จะนำเสนอผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ จึงควรได้รับการระมัดระวังเป็นพิเศษทั้งในเรื่องความถูกต้องของภาษา การสื่อความหมาย การไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และด้วยข้อจำกัดหลายประการของงานหนังสือพิมพ์และความสะดวกในการรับข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ของผู้อ่าน ขอบเขตหน้าที่ของ การบรรณาธิการตรวจแก้ต้นฉบับจึงต้องตอบสนองวัตถุประสงค์เหล่านี้ให้มากที่สุด การปรับปรุงต้นฉบับจึงมีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ

            ๑. ตรวจสอบความถูกถ้วน (Checking) ตรวจตราความถูกต้องเที่ยงตรงของต้นฉบับ ทั้งในข้อเท็จจริง ตัวเลข สถิติ และข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน หมดข้อสงสัยในข้อความคลุมเครือ สิ่งใดที่ไม่มั่นใจจะต้องทำให้มั่นใจด้วยการตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกจากนักข่าวและแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ (Double Checks)
            ๒. ทำให้ชัดเจน (Clarifying) ขัดเกลาและปรับปรุงภาษา ข้อความ ให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง อย่าให้เกิดความสงสัยหรือเคลือบแคลงภายในใจผู้อ่าน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องสื่อความหมายในภาษาที่บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ง่าย ๓. เขียนให้กระชับ (Condensing) ต้นฉบับทุกชิ้นโดยเฉพาะข่าวจะต้องเขียนด้วยภาษา ที่กระชับรัดกุม ตัดข้อความไม่จำเป็นออก รูปแบบการเขียนข่าวแบบปิรามิดหัวกลับนั้น ก็เพื่อสนองคุณสมบัติข้อนี้ของข่าวอยู่แล้ว ดังนั้นผู้เขียนจึงควรรู้จักวิธีการเขียนที่กระชับรัดกุม ลำดับความสำคัญให้สะดวกแก่การอ่านที่ประหยัดเวลา

            เพื่อให้การปรับปรุงต้นฉบับ เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักทั้ง ๓ ประการ ผู้ตรวจแก้ปรับปรุงต้นฉบับ ควรพิจารณาให้ความสนใจต่อการตรวจสอบแก้ไขในสิ่งต่อไปนี้

            ๑. การใช้ภาษา ในการเขียนข่าวผู้สื่อข่าวต้องใช้ภาษาเข้าใจง่ายสำหรับผู้อ่านระดับธรรมดาสามัญอยู่แล้ว การใช้ภาษายุ่งยากซับซ้อน หรือคำคุ้นเคยเฉพาะกลุ่มจึงไม่ควรจะนำมาใช้สื่อสารในหนังสือพิมพ์ ผู้ตรวจแก้ต้นฉบับจะต้องเป็นบุคคลที่อ่านต้นฉบับได้อย่างละเอียดรอบคอบ รวดเร็ว สามารถแก้ไขภาษาที่อาจสร้างความสับสนให้กับผู้อ่าน ภาษาที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในเชิงหมิ่นประมาทจำเป็น ต้องได้รับการแก้ไขทันที ภาษาที่ใช้ในหนังสือพิมพ์ไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาที่สวยแสดงภูมิรู้ของผู้เขียน แต่ต้องเป็นภาษาที่สื่อความหมายได้อย่างตรงไปตรงมาไม่ทำให้เกิดความคลุมเครือสงสัย
            ๒. การใช้ไวยากรณ์ ปัญหาอย่างหนึ่งของการเขียนสำหรับนักข่าวเริ่มต้นคือการใช้ไวยากรณ์รูปประโยค วรรคตอน ความสัมพันธ์ระหว่างประธาน กริยา กรรม สับสนจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดในประเด็นข่าว เป็นเหตุให้เกิดการฟ้องร้องกันขึ้น ผู้ตรวจแก้ต้นฉบับต้องเป็น ผู้มีประสบการณ์การใช้ภาษาดีพอที่จะสังเกตเห็นข้อผิดพลาดเหล่านี้ และแก้ไขแต่ต้นมือ ถึงแม้ว่าบางครั้งผู้อ่านจะไม่ทันได้สังเกตความแม่นยำของการใช้ไวยากรณ์ในการเจียนข่าว แต่การแก้ไข ให้ถูกต้องจะช่วยให้ข่าวที่ลงพิมพ์มีคุณค่ามากขึ้น พึงเข้าใจว่าควรใช้ไวยากรณ์เพื่อประโยชน์ของการสื่อความหมาย ไม่ใช่เพื่อความเคร่งครัดตามหลักการใช้ไวยากรณ์ทางภาษาเท่านั้น
            ๓. ตัวสะกด – การันต์ การตรวจตราความถูกต้องของตัวสะกด – การันต์ เป็นสิ่งที่จะ มองผ่านไม่ได้ เช่น การสะกดชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง สถานที่ และคำเฉพาะทั้งหลาย ควรสอบถามจากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง ภาษามีการเปลี่ยนแปลงและดิ้นได้ตามสมัย ดังนั้น ผู้เขียนข่าวหรือนักหนังสือพิมพ์จึงควรมีพจนานุกรมประจำตัวสำหรับตรวจสอบและอ้างอิงตลอดเวลาเพราะ หากสะกดผิดไปอาจทำให้ความหมายเปลี่ยนไปเป็นคนละคน คนละความหมายอย่างสิ้นเชิงก็ได้
            ๔. ตรวจสอบข้อเท็จจริง ถึงแม้ว่าผู้เขียนข่าวจะแน่ใจในข้อเท็จจริงที่ได้มา หน้าที่ของผู้ตรวจแก้ต้นฉบับต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ประสบการณ์ในเรื่องข่าวมาอย่างกว้างขวางพอที่บอก ได้ทันทีว่าเกิดความผิดพลาดในข้อเท็จจริงส่วนไหน ควรจะตรวจสอบกับแหล่งข่าวใดที่เชื่อถือได้ ตลอดจนติดตามความเป็นมาของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง
            ๕. การใช้อักษรย่อ ทุกวันนี้องค์กร หน่วยงาน สถานที่ เกิดขึ้นมากมายหลายแห่งยากแก่การจดจำชื่อเต็มทั้งหมด จนต้องกำหนดชื่อย่อหรือย่อชื่อเพื่อให้เรียกง่ายจำง่าย ต้องใช้ให้ถูกต้องกับที่เจ้าของใช้อยู่ และเป็นไปตามหลักสากลในการย่อคำ การย่อชื่อบางแห่งจะมีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ เพื่อป้องกันความสับสน หนังสือพิมพ์หลายฉบับมักจัดทำคู่มือการใช้ภาษาประจำกองบรรณาธิการ (Style Book) ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางสำหรับให้นักข่าวอ้างอิงในแนวเดียวกัน จึงควรใช้ให้เป็นประโยชน์ทุกครั้งที่สงสัยหรือไม่แน่ใจ
            ๖. ขจัดความคิดเห็นจากข่าว การเขียนข่าวบางครั้งผู้สื่อข่าวอาจเขียนเพลินเลยไปจน ทำให้เผลอใส่ความคิดเห็นลงไปในข่าว ผู้ตรวจแก้จำเป็นต้องตัดข้อความที่บ่งถึงความคิดเห็นนั้นออกไป ยกเว้นกรณีที่ข้อเขียนมิใช่ข่าวและลงชื่อผู้เขียนอย่างชัดเจนเท่านั้น ความคิดเห็นในข่าวหมายถึง การพิจารณาตัดสินเหตุการณ์ในความเห็นของผู้เขียนข่าว มิใช่ความคิดเห็นที่ได้มาจากบุคคลในข่าว หากเป็นข้อคิดเห็นจากบุคคลในข่าวผู้เขียนต้องระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นความเห็นของใคร
            ๗. ปรับปรุงเนื้อหาให้กระชับชัดเจน ข่าวทุกชิ้นที่ส่งเข้ามาในโรงพิมพ์จะมีความยาวแตกต่างกัน แต่เนื้อกระดาษมีจำกัด จึงเป็นหน้าที่ของผู้ตรวจแก้ต้นฉบับต้องปรับปรุงให้กระชับโดยจับประเด็นของข่าวให้ชัดเจน ปรับรูปแบบการเขียนข่าวให้ถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่าประเด็นสำคัญของข่าวได้ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวในวรรคนำอย่างครบถ้วน
            ๘. ตัดข้อความหมิ่นเหม่ทางกฎหมาย ข้อนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการตรวจแก้ปรับปรุงต้นฉบับ เพราะหากมีข้อความที่หมิ่นกับการขึ้นโรงขึ้นศาลในคดีหมิ่นประมาทปรากฏสู่สาธารณชนหนังสือพิมพ์อาจต้องประสบปัญหาเสียเวลาระยะยาว ดังนั้นทุกครั้งที่ผู้ตรวจแก้ต้นฉบับ หยิบข่าวหรือข้อเขียนขึ้นมาตรวจจะต้องสอดส่องดูข้อความทุกตัวอักษร เพื่อแสวงหาจุดนี้ก่อน เพราะความผิดฐานหมิ่นประมาทดูจะเป็นปัญหาเกิดขึ้นได้เสมอสำหรับงานหนังสือพิมพ์ที่ ขาดความรอบคอบ

ประเภทของบรรณาธิการหนังสือพิมพ์
            ๑. บรรณาธิการใหญ่ มีภาระหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดขององค์กรหนังสือพิมพ์นั้นๆ บรรณาธิการใหญ่ของหนังสือพิมพ์สำนักใหญ่ ๆ นั้น อยู่ในฐานะประหนึ่งผู้จัดการใหญ่และผู้ให้การวินิจฉัยเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งบรรณาธิการใหญ่ก็คือตัวแทนของเจ้าของหนังสือพิมพ์นั่นเอง
            ๒. บรรณาธิการบริหารมีภาระหน้าที่เป็นเสมือนหนึ่งหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของ กองบรรณาธิการในการเสาะแสวงหาข่าวสาร รวบรวมข่าวสารและการปรุงแต่งข่าวสารให้เกิดความน่าสนใจและน่าอ่านมากยิ่งขึ้น นอกจากจะดำเนินการให้บุคลากรในกองบรรณาธิการทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งของบรรณาธิการโดยเคร่งครัดแล้ว บรรณาธิการบริหารยังมีภารกิจในการควบคุมระบบการทำงานของกองบรรณาธิการในแต่ละวันด้วย
            ๓. บรรณาธิการข่าวเป็นแกนสำคัญในการรับผิดชอบงานในกองบรรณาธิการ รองลงมาจากบรรณาธิการบริหาร โดยบรรณาธิการข่าวจะเป็นผู้ตัดสินใจในการคัดเลือกข่าวที่มีคุณค่า น่าสนใจลงตีพิมพ์ พร้อมกับกำหนดความสั้นยาวของแต่ละข่าวให้เหมาะสมกับเนื้อที่
            ๔. บรรณาธิการข่าวในประเทศมีหน้าที่รับผิดชอบข่าวในประเทศทั้งหมด
            ๕. บรรณาธิการข่าวต่างประเทศมีหน้าที่รับผิดชอบในการรวบรวมข่าวสารจากต่างประเทศ
            ๖. บรรณาธิการบทความ สารคดี มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดหาและรวบรวมบทความสารคดีหรือข้อเขียนประเภทต่างๆที่เห็นว่าเหมาะสมและมีคุณค่า
            ๗. บรรณาธิการฝ่ายจัดหน้า ตำแหน่งนี้อาจมีชื่อเรียกต่างกันในภาษาอังกฤษว่า เมคอัพ อิดิเตอร์ (Make-up Editor) หรือเลย์เอาท์ อิดิเตอร์ (Lay-out Editor) หรือสล็อตแมน (Slotman) ผู้ดำรงตำแหน่งนี้จะต้องมีความรู้และความเข้าใจในหลักการและศิลปะการจัดหน้าเป็นอย่างดี
            ๘. บรรณาธิการฝ่ายตรวจต้นฉบับ ผู้ทำหน้าที่นี้จะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านข่าวมาแล้วอย่างชำนาญ รู้หลักการเขียนข่าวเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็มีภูมิหลังของข่าวต่าง ๆ อย่างดีด้วย (จารึก ถึงลาภ , ๒๕๔๐, หน้า ๓๓๒)

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
พูนสุข ภระมรทัต (๒๕๓๖) ศึกษาบทบาทของบรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๓, ๕, ๗, ๙ และ ๑๑ ต่อการคัดเลือกข่าวโทรทัศน์เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยการศึกษาความคิดเห็นของบรรณาธิการข่าวในประเด็นที่เกี่ยวกับลักษณะของข่าวโทรทัศน์เพื่อการพัฒนาประเทศ แนวทางการพิจารณาคัดเลือกและนำเสนอเนื้อหา รูปแบบข่าว และทิศทางการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง รูปแบบและการนำเสนอเนื้อหาข่าวโทรทัศน์เพื่อการพัฒนาประเทศ วิเคราะห์เปรียบเทียบข่าวพัฒนาที่ปรากฏทางสถานีโทรทัศน์ทั้ง ๕ ช่อง ผลการวิจัยพบว่าบรรณาธิการข่าวมีบทบาทใน การคัดเลือกข่าวโทรทัศน์เพื่อการพัฒนาประเทศเพียงบางส่วนเท่านั้น บรรณาธิการข่าวไม่สามารถคัดเลือก นำเสนอรูปแบบ และเนื้อหาข่าวพัฒนาตามแนวคิดเห็นของตนได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจาก มีข้อจำกัด ๓ ประการ คือ นโยบายสถานี ระบบธุรกิจ และนโยบายการเมือง

            สุธาทิพย์ โมราลาย (๒๕๓๖) ศึกษาหลักเกณฑ์การบรรณาธิการ ในการพิจารณา ประเมินค่า ตรวจแก้ข้อเขียน ต้นฉบับของบรรณาธิการนิตยสารรวมทั้งปัจจัยที่กำหนดการทำงานของบรรณาธิการก่อนที่จะรวบรวมต้นฉบับลงตีพิมพ์ จากการศึกษา พบว่า นอกจากกระบวนการบรรณาธิการ นิ ตยสารในขอบเขตต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบข้อเท็จจริง การใช้ภาษา การตรวจสอบเรื่องความถูกต้อง สำนวน ลีลา การนำเสนอ การเขียนหัวข่าว หัวรอง ความนำ ความต่อเนื่อง การเลือก คัด ตัด ต่อ ย่อ ย้ำ รวมไปถึงการดูแลเรื่องการใช้ขนาดตัวอักษร รูปภาพ และ ความรับผิดชอบในเรื่องของกฎหมายหรือจริยธรรมของบรรณาธิการแล้ว ยังมีปัจจัยหลักอีก หลายประการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานของบรรณาธิการ อันมีผลต่อการกำหนดลีลาการเขียน เชิงวารสารศาสตร์ ซึ่งหมายถึงมีส่วนในการกำหนดทิศทางการอ่านของสังคมโดยรวมนั่นเอง ได้แก่ ๑. ปัจจัยด้านนิตยสาร ซึ่งแยกย่อยเป็น กลุ่มผู้อ่าน กลุ่มทุน งบประมาณ โฆษณา เวลาและ เนื้อที่ ๒. ปัจจัยด้านบรรณาธิการ ซึ่งแยกย่อยเป็น พื้นความรู้ และประสบการณ์ จริยธรรม บริบททางสังคม ศาสนาและเชื้อชาติ อัตวิสัย และ ๓. ปัจจัยด้านการเขียน ซึ่งแยกย่อยเป็น ศิลปะ การเขียน ประเภทของงานเขียน และนักเขียน ซึ่งทุกปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในการกำหนดลีลาการเขียนเชิงวารสารศาสตร์

            ปรีชา เล่ห์บ้านเกาะ (๒๕๓๘) ศึกษาระดับความพึงพอใจ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในงาน และปัญหาในการทำงานของผู้สื่อข่าว กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ประชากรที่ศึกษาคือ ผู้สื่อข่าว ในสังกัดกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ จำนวนทั้งสิ้น ๘๐ คน เป็นการศึกษาจากประชากรทั้งหมด โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการ เก็บรวบรวมข้อมูล ผลการศึกษาพบว่าผู้สื่อข่าวกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ มีความพึงพอใจในงานอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างสูง จากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศ อายุ สาขาการศึกษาประสบการณ์ในการทำงานและระยะทางระหว่างที่พักอาศัยกับที่ทำงาน ไม่มีผลต่อระดับความพึงพอใจในงานของผู้สื่อข่าวกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ซึ่งเป็นการปฏิเสธสมมติฐานทั้งหมด ปัญหาในการทำงานของผู้สื่อข่าวกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจได้แก่ ปัญหาการประสานงานภายในองค์กร ปัญหาการขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ ในการทำงาน ปัญหาเรื่องผลตอบแทนและสวัสดิการ ส่วนข้อเสนอแนะสำหรับการเสริมสร้างความพึงพอใจในงานให้เพิ่มขึ้น คือการปรับปรุงการบริหารงานและการจัดทำโครงการสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน

            วราภรณ์ ทรัพย์รุ่งเรือง (๒๕๔๒) ศึกษาบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษ ๓ ฉบับ ได้แก่ Bangkok Post, The Nation และ Business Day การวิจัยครั้งนี้ได้สัมภาษณ์เจาะลึก (Depth Interview) ทีมงานผู้รับผิดชอบบทบรรณาธิการ และจากการศึกษาเนื้อหา ผลจากการศึกษาเรื่องกระบวนการทำงานของทีมงานผู้รับผิดชอบบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษพบว่า หนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษทั้ง ๓ ฉบับ มีนโยบายการนำเสนอ บทบรรณาธิการที่เหมือนและแตกต่างกัน โดยส่วนที่มีความเหมือนกันได้แก่ การมุ่งให้ข่าวสารและ ข้อมูลที่เจาะลึก โดยมีการสอดแทรกความคิดเห็นที่แสดงจุดยืนของหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับต่อ เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่นำเสนอ เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงทิศทางและแนวทางในการนำเสนอข่าวโดยรวมของหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการกระทำ และทั้ง ๓ ฉบับ ไม่ มุ่งเสนอบทบรรณาธิการประเภทบันเทิงในส่วนที่มีความแตกต่าง ได้แก่ การมีจุดกำเนิดของหนังสือพิมพ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้นโยบายองค์กรในบางส่วนแตกต่างกันไปด้วย สำหรับกระบวนการทำงานของทีมงานผู้รับผิดชอบบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษทั้ง ๓ ฉบับ ไม่แตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการประชุมกองบรรณาธิการ เกณฑ์การคัดเลือกเรื่อง การกำหนดผู้เขียน การรวบรวมข้อมูล การนำเสนอเนื้อหา ลักษณะทั่วไปของหน้าบรรณาธิการ จำนวนความถี่ของบทบรรณาธิการ รูปแบบของวัตถุประสงค์ของบทบรรณาธิการ ประเภทของบทบรรณาธิการตลอดจนการตั้งชื่อเรื่อง การสรุป และการส่งพิมพ์

            โบว์ลิง (Bowling, 1996) ได้วิจัยเรื่องนโยบายการเลือกสรรของสำนักพิมพ์ที่พิมพ์ตำราให้โรงเรียนคริสเตียน เกณฑ์การบรรณาธิการวัสดุการอ่านและวรรณกรรมตามหลักสูตร ผลการวิจัยพบว่า ในการกำหนดเนื้อหา บรรณาธิการจะพิจารณาจากหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่ การสอดแทรกโลกทัศน์ที่ไม่ใช่คริสเตียน วรรณกรรมแบบฉบับ (คลาสสิก) ที่ไม่ใช่ทางศาสนา นิทานเทพปกรณัม ตำนานพื้นเมือง เทพนิยาย จินตนิยายสมัยใหม่ (ศตวรรษที่ ๑๙ และ ๒๐) นวนิยายวิทยาศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ความแตกแยกทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม บทบาทสตรีและโครงสร้างครอบครัวที่แตกต่างไปจากแบบฉบับเดิม การต่อต้านสังคมหรือเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม การใช้ภาษาลบหลู่ศาสนา รักร่วมเพศ ภาษาลามก พฤติกรรมทางเพศของคู่สมรส และนอกสมรส การสอดแทรกเนื้อหาของสำนักพิมพ์แต่ละแห่งพิจารณาตามขอบเขตเนื้อหา สิ่งแวดล้อมทางการเรียนการสอนหรือตลาดที่มุ่งเผยแพร่ ระดับชั้นของผู้เรียน องค์กรเจ้าของหลักสูตร หลักสูตรเน้นเนื้อหาทั่วไปหรือพิเศษ ประเภทหรือแหล่งของวัสดุการอ่านและวรรณกรรมที่ผลิต การสนับสนุนวัสดุการอ่านจากสำนักพิมพ์อื่น ความเกี่ยวข้องเป็นสาขาขององค์กรอื่น และอายุของ ผู้เรียน
   
   
   
     
     
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญบทความวิจัย > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >