 |
|
|
| |
|
บรรณาธิการรูปเล่ม
คือ ผู้ตรวจแก้ไขและปรับปรุงลักษณะของต้นฉบับให้เป็นไปตามรูปแบบหนังสือตาม ที่สำนักพิมพ์หรือสถาบันผู้ผลิตกำหนด รูปแบบของหนังสือในที่นี้หมายถึงรูปแบบใน ๒ ลักษณะคือ ส่วนประกอบของหนังสือโดยทั่วไปและการจัดลำดับเนื้อหาในแต่ละบทหรือแต่ละเรื่อง
๑. ส่วนประกอบของหนังสือ หนังสือโดยทั่วไปจะประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ๔ ส่วนด้วยกันคือ ส่วนปก (Binding ) ส่วนนำหน้า (Preliminary Pages) ส่วนเนื้อหา (Text ) และ ส่วนอ้างอิง (Reference Materials )
๑.๑ ส่วนปก ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ตามลำดับ ดังนี้
๑.๑.๑ ปกหนังสือ หรือบางที่เรียก ปกนอก ทำหน้าที่หุ้มห่อหนังสือให้อยู่ด้วยกัน ป้องกันการฉีกขาด และช่วยให้จับถือได้ง่าย ปกหนังสือบางเล่มอาจจะมีลักษณะเรียบ ๆ บางเล่มอาจจะมีรูปภาพตกแต่งงดงาม บนหน้าปกอาจมีชื่อผู้แต่งและชื่อหนังสือปรากฏอยู่
๑.๑.๒ ใบหุ้มปก (Book Jacket หรือ Dust Jacket ) หนังสือปกแข็งบางเล่มอาจมี ใบหุ้มปกหุ้มไว้อีกชั้นหนึ่ง ใบหุ้มปกมักมีข้อมูลหรือภาพเดียวกันกับปก
๑.๑.๓ สันปก (Spine) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมปกหน้าและปกหลังเข้าด้วยกันและอาจมีชื่อเรื่องสั้นๆ ชื่อผู้แต่งและชื่อสำนักพิมพ์
๑.๑.๔ ใบยึดปก (End Paper) ซึ่งเป็นกระดาษที่ปะติดกับปกด้านในทั้งปกหน้าและปกหลังเพื่อยึดปกให้แข็งแรงขึ้น บนใบยึดปกนี้อาจจะบรรจุข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าเช่น ตาราง แผนที่ สูตรต่าง ๆ กราฟ เป็นต้น
๑.๒ ส่วนนำหน้า ส่วนนี้ประกอบด้วยแผ่นกระดาษที่ไม่มีเลขกำกับหน้าเป็นส่วนที่อยู่นำหน้าเนื้อหาของหนังสือ ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ตามลำดับ ดังนี้
๑.๒.๑ หน้ารองปก (Flyleaves) ซึ่งเป็นกระดาษว่าง ๆ อยู่ต่อจากใบยึดปกทั้ง สองด้าน
๑.๒.๒ หน้าชื่อเรื่อง (Half title Page) เป็นหน้าที่อยู่ถัดไป ทำหน้าที่ป้องกันหน้าปกใน ซึ่งอยู่ในหน้าถัดไป มีชื่อหนังสือสั้นๆปรากฏอยู่ และหากหนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสือชุด (Series) ก็จะมีชื่อชุดปรากฏอยู่บนหน้านี้
๑.๒.๓ หน้ารูปภาพนำ (Frontispiece)
๑.๒.๔ หน้าปกใน (Title Page) เป็นหน้าที่สำคัญเป็นอันดับแรกของหนังสือ หนังสือทุกเล่มจะต้องมีหน้านี้ เพราะจะมีรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น ๆ ปรากฏอยู่อย่างสมบูรณ์ คือ ชื่อเรื่อง ชื่อรอง ชื่อผู้แต่ง ชื่อบรรณาธิการ ชื่อผู้วาดรูป ผู้แปล ชื่อผู้เขียนคำนำ ครั้งที่พิมพ์ สถานที่พิมพ์ ผู้พิมพ์ และปีที่พิมพ์ ด้านหลังของหน้าปกในจะเป็น
๑.๒.๕ หน้าลิขสิทธิ์ (Copyright Page) อยู่ด้านหลังของหน้าปกใน บอกรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดพิมพ์ ได้แก่ เจ้าของลิขสิทธิ์ สำนักพิมพ์ จำนวนพิมพ์ ชื่อและสถาบันที่จัดพิมพ์ นอกจากนี้อาจมีข้อมูลบัตรรายการห้องสมุดที่สำนักพิมพ์จัดให้ (Catalog in Publication หรือ CIP) เลขประจำหนังสือสากล (International Standard Book Number หรือ ISBN) หรือรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดพิมพ์อื่นๆ
๑.๒.๖ หน้าคำอุทิศ (Dedication Page) เป็นหน้าที่อยู่ต่อจากหน้าปกใน มีชื่อบุคคลที่ผู้แต่งอุทิศหนังสือเล่มนั้นๆให้
๑.๒.๗ หน้าคำนำ (Preface) เป็นหน้าที่ผู้แต่งหรือผู้จัดพิมพ์อธิบายสาระสำคัญของหนังสืออย่างสังเขป มีคำอธิบาย เหตุผลในการเขียน มีคำขอบคุณผู้ที่ได้ช่วยเหลือในการเขียนหนังสือเล่มนั้น อธิบายลักษณะการเรียบเรียง สัญลักษณ์และข้อมูลพิเศษอื่นๆที่ต้องการจะให้ผู้อ่านทราบ
๑.๒.๘ หน้าสารบัญ ( Table of Contents) ซึ่งเป็นบัญชีชื่อบท ตอน ของหนังสือตามลำดับพร้อมทั้งมีเลขหน้ากำกับ สารบัญละเอียดจะมีลักษณะเป็นโครงเรื่องของหนังสือเล่มนั้น หน้าสารบัญ จึงเป็นหน้าที่ผู้อ่านสามารถสำรวจโครงเรื่องของเนื้อหาว่าครอบคลุมเนื้อเรื่องเพียงพอกับความต้องการหรือไม่
๑.๒.๙ หน้าสารบัญภาพประกอบหรือสารบัญตาราง (Lists of Illustration Materials) หนังสือบางเล่มที่มีภาพประกอบหรือตารางเป็นจำนวนมาก ก็จะมีสารบัญด้วย
๑.๓ ส่วนเนื้อหา ส่วนนี้เป็นส่วนที่ประกอบไปด้วยหน้าหนังสือที่มีเลขหน้ากำกับ จัดเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของหนังสือ จัดเป็นภาค ตอน บท หน่วย หรือเรื่องตามลำดับการนำเสนอ
๑.๔ ส่วนอ้างอิง ส่วนนี้ประกอบด้วยสิ่งที่ใช้อ้างอิงอ่านประกอบเพิ่มเติมได้แก่
๑.๔.๑ บรรณานุกรม (Bibliography) ซึ่งเป็นรายชื่อแหล่งข้อมูลที่ผู้เขียนใช้อ้างอิงและค้นคว้าในการเขียนหนังสือเล่มดังกล่าว ขณะเดียวกันก็เป็นหลักประกันให้ผู้อ่านได้ทราบว่า ในการเขียนหนังสือเล่มนี้ผู้แต่งได้ค้นคว้าหาหลักฐานมาอ้าอิงอย่างดีแล้ว นอกจากนี้ความใหม่ และความทันสมัยของรายการหนังสือในบรรณานุกรมที่ผู้เขียนใช้อ้างอิงก็จะแสดงให้เห็นถึงความทันสมัยของหนังสือเล่มนั้น ๆ ด้วย ๑.๔.๒ ภาคผนวก (Appendix) เป็นส่วนที่แสดงข้อมูลหรือข้อความที่เป็นข้ออ้างอิงหรือสนับสนุนเนื้อหาสาระในเล่ม แต่ไม่เหมาะสมที่จะแทรกอยู่ในเนื้อหา เพราะอาจทำให้เกิดความสับสนได้
๑.๔.๓ อภิธานศัพท์ (Glossary) เป็นส่วนที่อธิบายคำศัพท์ที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถค้นอ่านเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับคำศัพท์ต่าง ๆ ที่พบในเนื้อหา
๑.๔.๔ บันทึก (Notes) อาจเป็นเชิงอรรถอ้างอิงที่มิได้ลงรายการไว้ที่ด้านล่างในส่วนของเนื้อหา หรืออาจเป็นคำอธิบายในส่วนเนื้อหาก็ได้
๑.๔.๕ ดรรชนี (Index) เป็นรายชื่อคำและบุคคลในเนื้อหาที่นำมาจัดเรียงตามลำดับอักษรและมีหมายเลขหน้าที่คำนั้น ๆ ปรากฏเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้นหาคำ ข้อความชื่อที่ต้องการในหนังสือเล่มนั้น ๆ
ส่วนต่าง ๆ ของหนังสือตามที่ได้กล่าวมานี้เป็นส่วนประกอบของหนังสือโดยทั่ว ๆ ไป ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยของรูปแบบนั้น สำนักพิมพ์แต่ละแห่งจะกำหนดเอง และผู้ตรวจแก้ไขต้นฉบับจะต้องทราบลักษณะของรูปแบบที่ใช้เพื่อจะได้แก้ไขให้เป็นไปตามรูปแบบที่สำนักพิมพ์กำหนด
๒. การจัดลำดับเนื้อหาในแต่ละบทหรือแต่ละเรื่อง การตรวจแก้ไขการจัดลำดับเนื้อหา ในที่นี้มิได้หมายถึงการตรวจแก้วิธีการเสนอเนื้อหาสาระ แต่หมายถึง วิธีจำแนกแยกหัวข้อของเนื้อหาในแต่ละบทหรือแต่ละหน่วยที่สำนักพิมพ์อาจจะกำหนดรูปแบบไว้โดยเฉพาะผู้ตรวจแก้ไขต้นฉบับมีหน้าที่ตรวจแก้ไขการจัดลำดับเนื้อหาดังกล่าวนี้ให้เป็นไปตามรูปของสำนักพิมพ์หรือของสถาบัน หรือหากไม่มีการกำหนดไว้ ผู้ตรวจแก้ไขต้นฉบับต้องตรวจหัวข้อต่างๆ ที่นำเสนอเป็นหัวข้อในลักษณะเดียวกันและไม่ขาดหายไป เช่น ในตอนต้นผู้เขียนเสนอว่าจะเสนอเรื่องทั้งหมด ๓ หัวข้อ แต่เมื่ออธิบายไปแล้วเหลือเพียง ๒ หัวข้อเป็นต้น การตรวจในขั้นนี้ผู้ตรวจจึงควรเขียนหัวข้อทั้งหมดที่ผู้แต่งเสนอ หลังตรวจสอบเนื้อหาไปทีละข้อ ๆ ให้ได้รูปแบบที่สมบูรณ์ (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๔ , หน้า ๔๕๘-๔๖๖)
ความรู้พื้นฐานสำหรับงานบรรณาธิการ
ดังที่จารุวรรณ สินธุโสภณ ได้กล่าวแล้วว่าหัวใจของงานบรรณาธิการ คือ การเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกใจลูกค้า วัตถุดิบคือต้นฉบับ ผลิตภัณฑ์คือสิ่งพิมพ์ ลูกค้าคือผู้อ่าน บรรณาธิการจะต้องเป็นผู้ทำให้ต้นฉบับกลายเป็นสิ่งพิมพ์ที่ประณีต น่าอ่าน เมื่อบทบาทของบรรณาธิการมีความสำคัญดังกล่าวแล้ว
ดังนั้น เรื่องที่บรรณาธิการต้องหาความรู้เพื่อเป็นการ เตรียมตัวหรือต้องฝึกฝนให้ชำนาญได้แก่
๑. วิชาการ เมื่อบรรณาธิการจะต้องตรวจต้นฉบับงานวิชาการในสาขาใด จะต้องอ่านหนังสือวิชานั้นเพิ่มเติม การอ่านในวิชาช่วยให้ประเมินได้ว่าต้นฉบับชิ้นนั้นมีประเด็นสำคัญที่มีค่าควรจัดพิมพ์ในขณะนั้นหรือไม่ ส่วนการอ่านเรื่องทั่วไปจะทำให้เป็นผู้รอบรู้เหตุการณ์ ความเคลื่อนไหวของวงการอื่น ๆ และสภาวะของสังคม ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการตัดสินใจจัดพิมพ์ รวมทั้งต้องใช้ความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้น ๆ ช่วยในการพิจารณา สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่จึงมีคณะที่ปรึกษาทางวิชาการเพื่อทำหน้าที่นี้
๒. ภาษา ควรเลือกอ่านข้อเขียนที่ใช้ภาษาดี วรรณกรรมคลาสสิก หนังสือที่ได้รับรางวัลทางการใช้ภาษา รวมทั้งหาโอกาสอยู่ในแวดวงของผู้ใช้ภาษาถูกต้อง
๓. รู้จักผู้อ่าน เนื้อหาและท่วงทำนองการเขียนมีส่วนเป็นอย่างมากในการกำหนดหรือจำกัดกลุ่มผู้อ่าน
๔. เทคนิควิธีการผลิตสิ่งพิมพ์ ควรรู้ขั้นตอนและวิธีการเบื้องต้นพอที่จะพิจารณาให้ความเห็นและประสานงานกับผู้พิมพ์ได้
๕. กฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์งานเขียน การแปล หรือดัดแปลง การนำไปเผยแพร่ เรื่องสิทธิ การละเมิดสิทธิความคุ้มครองโดยกฎหมายรวมทั้ง การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายดังกล่าว
๖. การตลาด บรรณาธิการควรรู้เรื่องแวดวงการตลาดสิ่งพิมพ์อย่างครบวงจร เพราะเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของธุรกิจ
๗. การบริหาร เป็นความรู้ที่จำเป็นสำหรับบรรณาธิการ ทั้งระดับบริหาร และระดับปฏิบัติการ
ความเกี่ยวข้องของงานบรรณาธิการกับวิชาชีพอื่น
๑. วิชาชีพบรรณารักษ์
งานบรรณาธิการมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับวิชาชีพหนึ่งซึ่งทำงานเกี่ยวข้องกับหนังสือเหมือนกัน คือวิชาชีพบรรณารักษ์ ราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๔๖ , หน้า ๖๐๕) ได้ให้คำนิยามบรรณารักษ์ว่า คือ บุคคลที่รับผิดชอบในการบริหารและดำเนินงานในห้องสมุด ศาสตร์เฉพาะสำหรับการเป็นบรรณารักษ์อาชีพคือบรรณารักษศาสตร์ เมื่อพิจารณาจากพื้นฐานการศึกษา ยังไม่เคยปรากฏว่ามีวิชาว่าด้วยการเป็นบรรณาธิการเป็นวิชาบังคับในหลักสูตรวิชาบรรณารักษศาสตร์มาตั้งแต่เริ่มจัดการศึกษาศาสตร์นี้ในประเทศไทย อีกทั้งในมาตรฐานกำหนดตำแหน่งในสายงานบรรณารักษ์ของทางราชการก็ไม่ได้กำหนดให้บรรณารักษ์ปฏิบัติหน้าที่เป็นเป็นบรรณาธิการ แต่ปัจจุบันได้พบว่ามีชื่อบรรณารักษ์ปรากฏเป็นบรรณาธิการหรือเป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดพิมพ์หนังสือหรือวารสารเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา บางงานมีคุณภาพสูง กลายเป็นแบบอย่าง เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป
สำหรับห้องสมุด การเผยแพร่งานวิชาการในรูปสิ่งพิมพ์ถือเป็นภารกิจด้านหนึ่ง เป็น การให้บริการวิชาการแก่สังคม รวมทั้งเป็นการเผยแพร่และพัฒนาวิชาชีพบรรณารักษ์ด้วย การจัดทำสิ่งพิมพ์เผยแพร่นี้ ต้องอาศัยผู้รู้และและมีประสบการณ์ในการจัดพิมพ์ แต่ก็ปรากฏว่าบรรณารักษ์ด้วยกันได้ช่วยกันทำให้งานสำเร็จลุล่วงไป ทั้งยังมีโอกาสร่วมงานกับกลุ่มหรือชมรมวิชาการอื่น ๆ นอกห้องสมุดอีกด้วย ขณะเดียวกันการที่ทางราชการถือว่าการทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการเป็นงาน ที่มีคุณค่า สามารถนำมาประเมินความรู้ ความสามารถหรือความชำนาญของบุคคลในผลงานทางวิชาการทุกแขนงวิชาได้ ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มความสำคัญของงานบรรณาธิการ และทำให้บรรณาธิการพัฒนาคุณภาพงานตามไปด้วย (จารุวรรณ สินธุโสภณ , ๒๕๔๒, หน้า ๒)
บรรณารักษ์สามารถใช้ทักษะความรู้ในงานทำหน้าที่บรรณาธิการได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก เนื้อหาในหลักสูตรของวิชาบรรณารักษศาสตร์ส่วนหนึ่ง ทำให้ผู้ศึกษาได้รู้จักลักษณะของส่วนต่าง ๆ ของหนังสือและสื่ออื่น ๆ ทั้งในทางกายภาพและคุณภาพ ได้ฝึกหัดคัดเลือก ได้ใช้ และ มีโอกาสเห็นตัวอย่างที่ดีของสื่อเหล่านั้น รวมทั้งเห็นผลงานของบรรณาธิการที่ดีด้วย ความรู้เบื้องต้นของการทำหนังสือและการพิมพ์มีให้เลือกศึกษาได้ในหลักสูตรต่าง ๆ ส่วนเรื่องที่เป็นเทคนิคเฉพาะในงานของบรรณารักษ์ เช่น การทำดรรชนี การทำเชิงอรรถและบรรณานุกรม การเขียนสาระสังเขป นอกจากได้ศึกษาแล้วยังได้ปฏิบัติจริงในงาน และเป็นหัวข้อที่มีผู้จัดอบรมเป็นการเสริมความรู้ในวงการบรรณารักษ์ตลอดมา ความรู้และประสบการณ์ของบรรณารักษ์ ที่สามารถใช้ในงานบรรณาธิการได้ มีดังนี้
๑. ประเมินคุณค่าของต้นฉบับ
๒. ตรวจการอ้างอิงกับหลักฐานที่อ้างเพื่อดูความถูกต้อง
๓. ตรวจสอบข้อมูลที่ขาดหลักฐานอ้างอิง
๔. แนะนำแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
๕. ตรวจแก้บรรณานุกรมและเชิงอรรถ
๖. ให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดหน้าและออกแบบสิ่งพิมพ์
๗. ตรวจแก้ต้นฉบับ
๘. ตรวจพิสูจน์อักษร
๙. เขียนคำนำ บทนำ บทบรรณาธิการ
๑๐. แนะนำแหล่งเพื่อวางจำหน่าย
บรรณารักษ์มีโอกาสดีตรงที่อยู่ท่ามกลางแหล่งข้อมูล จะเลือกหาเรื่องที่เหมาะแก่ ความต้องการและความสนใจของตนได้ไม่ยาก เมื่อต้องการศึกษาหาความรู้เป็นพื้นฐานสำหรับ ช่วยการทำงานด้านต่าง ๆ ในหน้าที่บรรณาธิการ (จารุวรรณ สินธุโสภณ , ๒๕๔๒ , หน้า ๕- ๖)
๒. วิชาชีพนักหนังสือพิมพ์
งานหนังสือพิมพ์จะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงต้นฉบับข่าวมากกว่าต้นฉบับ ประเภทอื่น ทั้งนี้เพราะการเขียนข่าวจะต้องเขียนอย่างเร่งรีบจากข้อมูลที่มาจากแหล่งข่าวหลายทิศทาง ซึ่งนอกจากต้องเรียบเรียงประเด็นข่าวให้ชัดเจนแล้ว ยังต้องลำดับความสำคัญของประเด็นข่าว ให้รายละเอียดอย่างถูกต้องรัดกุมในเวลาที่จำกัดเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นรายงานข่าวที่เสนอออกไปสู่สายตาสาธารณชนยังเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับ เนื่องจากความเชื่อถือของหนังสือพิมพ์ขึ้นอยู่กับความเที่ยงตรงในการรายงานข่าวเป็นประการสำคัญที่สุด ความพิถีพิถันในการตรวจสอบความถูกถ้วนทุกขั้นตอนจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ทั้งนี้มิได้หมายความว่า หนังสือพิมพ์จะละเลยการตรวจสอบต้นฉบับข้อเขียนประเภทอื่นเสียทีเดียว เพียงแต่ข้อเขียนประเภทอื่น ผู้เขียนมีเวลาตรวจทาน ตรวจแก้ต้นฉบับของตนเองได้มากกว่างานข่าว โดยเฉพาะข้อเขียนที่ลงชื่อผู้เขียน ผู้เขียนนั้นจะต้องร่วมรับผิดชอบต่อข้อเขียนของตนเองเป็นเบื้องต้นอยู่ด้วย จึงเท่ากับได้รับการกลั่นกรองมาครั้งหนึ่งแล้ว ความรีบเร่งและความฉุกละหุก ในการปรับปรุงต้นฉบับจึงไม่มากเท่ากับการปรับปรุงต้นฉบับข่าว
วัตถุประสงค์หลักของการตรวจแก้และปรับปรุงต้นฉบับของหนังสือพิมพ์ ก็คือ การทำให้ต้นฉบับอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ครบถ้วนในส่วนของข้อมูล ข้อเท็จจริง น่าอ่าน น่าเชื่อถือ ประการสำคัญข้อเขียนที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ได้รับการยืนยันจากผลการวิจัยตลอดมาถึงอิทธิพลทางข่าวสารและพฤติกรรมที่มีต่อผู้อ่านส่วนใหญ่โดยเฉพาะการใช้ภาษา ฉะนั้น งานเขียนที่จะนำเสนอผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ จึงควรได้รับการระมัดระวังเป็นพิเศษทั้งในเรื่องความถูกต้องของภาษา การสื่อความหมาย การไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และด้วยข้อจำกัดหลายประการของงานหนังสือพิมพ์และความสะดวกในการรับข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ของผู้อ่าน ขอบเขตหน้าที่ของ การบรรณาธิการตรวจแก้ต้นฉบับจึงต้องตอบสนองวัตถุประสงค์เหล่านี้ให้มากที่สุด การปรับปรุงต้นฉบับจึงมีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ
๑. ตรวจสอบความถูกถ้วน (Checking) ตรวจตราความถูกต้องเที่ยงตรงของต้นฉบับ ทั้งในข้อเท็จจริง ตัวเลข สถิติ และข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน หมดข้อสงสัยในข้อความคลุมเครือ สิ่งใดที่ไม่มั่นใจจะต้องทำให้มั่นใจด้วยการตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกจากนักข่าวและแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ (Double Checks)
๒. ทำให้ชัดเจน (Clarifying) ขัดเกลาและปรับปรุงภาษา ข้อความ ให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง อย่าให้เกิดความสงสัยหรือเคลือบแคลงภายในใจผู้อ่าน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องสื่อความหมายในภาษาที่บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ง่าย ๓. เขียนให้กระชับ (Condensing) ต้นฉบับทุกชิ้นโดยเฉพาะข่าวจะต้องเขียนด้วยภาษา ที่กระชับรัดกุม ตัดข้อความไม่จำเป็นออก รูปแบบการเขียนข่าวแบบปิรามิดหัวกลับนั้น ก็เพื่อสนองคุณสมบัติข้อนี้ของข่าวอยู่แล้ว ดังนั้นผู้เขียนจึงควรรู้จักวิธีการเขียนที่กระชับรัดกุม ลำดับความสำคัญให้สะดวกแก่การอ่านที่ประหยัดเวลา
เพื่อให้การปรับปรุงต้นฉบับ เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักทั้ง ๓ ประการ ผู้ตรวจแก้ปรับปรุงต้นฉบับ ควรพิจารณาให้ความสนใจต่อการตรวจสอบแก้ไขในสิ่งต่อไปนี้
๑. การใช้ภาษา ในการเขียนข่าวผู้สื่อข่าวต้องใช้ภาษาเข้าใจง่ายสำหรับผู้อ่านระดับธรรมดาสามัญอยู่แล้ว การใช้ภาษายุ่งยากซับซ้อน หรือคำคุ้นเคยเฉพาะกลุ่มจึงไม่ควรจะนำมาใช้สื่อสารในหนังสือพิมพ์ ผู้ตรวจแก้ต้นฉบับจะต้องเป็นบุคคลที่อ่านต้นฉบับได้อย่างละเอียดรอบคอบ รวดเร็ว สามารถแก้ไขภาษาที่อาจสร้างความสับสนให้กับผู้อ่าน ภาษาที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในเชิงหมิ่นประมาทจำเป็น ต้องได้รับการแก้ไขทันที ภาษาที่ใช้ในหนังสือพิมพ์ไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาที่สวยแสดงภูมิรู้ของผู้เขียน แต่ต้องเป็นภาษาที่สื่อความหมายได้อย่างตรงไปตรงมาไม่ทำให้เกิดความคลุมเครือสงสัย
๒. การใช้ไวยากรณ์ ปัญหาอย่างหนึ่งของการเขียนสำหรับนักข่าวเริ่มต้นคือการใช้ไวยากรณ์รูปประโยค วรรคตอน ความสัมพันธ์ระหว่างประธาน กริยา กรรม สับสนจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดในประเด็นข่าว เป็นเหตุให้เกิดการฟ้องร้องกันขึ้น ผู้ตรวจแก้ต้นฉบับต้องเป็น ผู้มีประสบการณ์การใช้ภาษาดีพอที่จะสังเกตเห็นข้อผิดพลาดเหล่านี้ และแก้ไขแต่ต้นมือ ถึงแม้ว่าบางครั้งผู้อ่านจะไม่ทันได้สังเกตความแม่นยำของการใช้ไวยากรณ์ในการเจียนข่าว แต่การแก้ไข ให้ถูกต้องจะช่วยให้ข่าวที่ลงพิมพ์มีคุณค่ามากขึ้น พึงเข้าใจว่าควรใช้ไวยากรณ์เพื่อประโยชน์ของการสื่อความหมาย ไม่ใช่เพื่อความเคร่งครัดตามหลักการใช้ไวยากรณ์ทางภาษาเท่านั้น
๓. ตัวสะกด การันต์ การตรวจตราความถูกต้องของตัวสะกด การันต์ เป็นสิ่งที่จะ มองผ่านไม่ได้ เช่น การสะกดชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง สถานที่ และคำเฉพาะทั้งหลาย ควรสอบถามจากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง ภาษามีการเปลี่ยนแปลงและดิ้นได้ตามสมัย ดังนั้น ผู้เขียนข่าวหรือนักหนังสือพิมพ์จึงควรมีพจนานุกรมประจำตัวสำหรับตรวจสอบและอ้างอิงตลอดเวลาเพราะ หากสะกดผิดไปอาจทำให้ความหมายเปลี่ยนไปเป็นคนละคน คนละความหมายอย่างสิ้นเชิงก็ได้
๔. ตรวจสอบข้อเท็จจริง ถึงแม้ว่าผู้เขียนข่าวจะแน่ใจในข้อเท็จจริงที่ได้มา หน้าที่ของผู้ตรวจแก้ต้นฉบับต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ประสบการณ์ในเรื่องข่าวมาอย่างกว้างขวางพอที่บอก ได้ทันทีว่าเกิดความผิดพลาดในข้อเท็จจริงส่วนไหน ควรจะตรวจสอบกับแหล่งข่าวใดที่เชื่อถือได้ ตลอดจนติดตามความเป็นมาของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง
๕. การใช้อักษรย่อ ทุกวันนี้องค์กร หน่วยงาน สถานที่ เกิดขึ้นมากมายหลายแห่งยากแก่การจดจำชื่อเต็มทั้งหมด จนต้องกำหนดชื่อย่อหรือย่อชื่อเพื่อให้เรียกง่ายจำง่าย ต้องใช้ให้ถูกต้องกับที่เจ้าของใช้อยู่ และเป็นไปตามหลักสากลในการย่อคำ การย่อชื่อบางแห่งจะมีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ เพื่อป้องกันความสับสน หนังสือพิมพ์หลายฉบับมักจัดทำคู่มือการใช้ภาษาประจำกองบรรณาธิการ (Style Book) ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางสำหรับให้นักข่าวอ้างอิงในแนวเดียวกัน จึงควรใช้ให้เป็นประโยชน์ทุกครั้งที่สงสัยหรือไม่แน่ใจ
๖. ขจัดความคิดเห็นจากข่าว การเขียนข่าวบางครั้งผู้สื่อข่าวอาจเขียนเพลินเลยไปจน ทำให้เผลอใส่ความคิดเห็นลงไปในข่าว ผู้ตรวจแก้จำเป็นต้องตัดข้อความที่บ่งถึงความคิดเห็นนั้นออกไป ยกเว้นกรณีที่ข้อเขียนมิใช่ข่าวและลงชื่อผู้เขียนอย่างชัดเจนเท่านั้น ความคิดเห็นในข่าวหมายถึง การพิจารณาตัดสินเหตุการณ์ในความเห็นของผู้เขียนข่าว มิใช่ความคิดเห็นที่ได้มาจากบุคคลในข่าว หากเป็นข้อคิดเห็นจากบุคคลในข่าวผู้เขียนต้องระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นความเห็นของใคร
๗. ปรับปรุงเนื้อหาให้กระชับชัดเจน ข่าวทุกชิ้นที่ส่งเข้ามาในโรงพิมพ์จะมีความยาวแตกต่างกัน แต่เนื้อกระดาษมีจำกัด จึงเป็นหน้าที่ของผู้ตรวจแก้ต้นฉบับต้องปรับปรุงให้กระชับโดยจับประเด็นของข่าวให้ชัดเจน ปรับรูปแบบการเขียนข่าวให้ถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่าประเด็นสำคัญของข่าวได้ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวในวรรคนำอย่างครบถ้วน
๘. ตัดข้อความหมิ่นเหม่ทางกฎหมาย ข้อนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการตรวจแก้ปรับปรุงต้นฉบับ เพราะหากมีข้อความที่หมิ่นกับการขึ้นโรงขึ้นศาลในคดีหมิ่นประมาทปรากฏสู่สาธารณชนหนังสือพิมพ์อาจต้องประสบปัญหาเสียเวลาระยะยาว ดังนั้นทุกครั้งที่ผู้ตรวจแก้ต้นฉบับ หยิบข่าวหรือข้อเขียนขึ้นมาตรวจจะต้องสอดส่องดูข้อความทุกตัวอักษร เพื่อแสวงหาจุดนี้ก่อน เพราะความผิดฐานหมิ่นประมาทดูจะเป็นปัญหาเกิดขึ้นได้เสมอสำหรับงานหนังสือพิมพ์ที่ ขาดความรอบคอบ
ประเภทของบรรณาธิการหนังสือพิมพ์
๑. บรรณาธิการใหญ่ มีภาระหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดขององค์กรหนังสือพิมพ์นั้นๆ บรรณาธิการใหญ่ของหนังสือพิมพ์สำนักใหญ่ ๆ นั้น อยู่ในฐานะประหนึ่งผู้จัดการใหญ่และผู้ให้การวินิจฉัยเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งบรรณาธิการใหญ่ก็คือตัวแทนของเจ้าของหนังสือพิมพ์นั่นเอง
๒. บรรณาธิการบริหารมีภาระหน้าที่เป็นเสมือนหนึ่งหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของ กองบรรณาธิการในการเสาะแสวงหาข่าวสาร รวบรวมข่าวสารและการปรุงแต่งข่าวสารให้เกิดความน่าสนใจและน่าอ่านมากยิ่งขึ้น นอกจากจะดำเนินการให้บุคลากรในกองบรรณาธิการทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งของบรรณาธิการโดยเคร่งครัดแล้ว บรรณาธิการบริหารยังมีภารกิจในการควบคุมระบบการทำงานของกองบรรณาธิการในแต่ละวันด้วย
๓. บรรณาธิการข่าวเป็นแกนสำคัญในการรับผิดชอบงานในกองบรรณาธิการ รองลงมาจากบรรณาธิการบริหาร โดยบรรณาธิการข่าวจะเป็นผู้ตัดสินใจในการคัดเลือกข่าวที่มีคุณค่า น่าสนใจลงตีพิมพ์ พร้อมกับกำหนดความสั้นยาวของแต่ละข่าวให้เหมาะสมกับเนื้อที่
๔. บรรณาธิการข่าวในประเทศมีหน้าที่รับผิดชอบข่าวในประเทศทั้งหมด
๕. บรรณาธิการข่าวต่างประเทศมีหน้าที่รับผิดชอบในการรวบรวมข่าวสารจากต่างประเทศ
๖. บรรณาธิการบทความ สารคดี มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดหาและรวบรวมบทความสารคดีหรือข้อเขียนประเภทต่างๆที่เห็นว่าเหมาะสมและมีคุณค่า
๗. บรรณาธิการฝ่ายจัดหน้า ตำแหน่งนี้อาจมีชื่อเรียกต่างกันในภาษาอังกฤษว่า เมคอัพ อิดิเตอร์ (Make-up Editor) หรือเลย์เอาท์ อิดิเตอร์ (Lay-out Editor) หรือสล็อตแมน (Slotman) ผู้ดำรงตำแหน่งนี้จะต้องมีความรู้และความเข้าใจในหลักการและศิลปะการจัดหน้าเป็นอย่างดี
๘. บรรณาธิการฝ่ายตรวจต้นฉบับ ผู้ทำหน้าที่นี้จะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านข่าวมาแล้วอย่างชำนาญ รู้หลักการเขียนข่าวเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็มีภูมิหลังของข่าวต่าง ๆ อย่างดีด้วย (จารึก ถึงลาภ , ๒๕๔๐, หน้า ๓๓๒)
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
พูนสุข ภระมรทัต (๒๕๓๖) ศึกษาบทบาทของบรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๓, ๕, ๗, ๙ และ ๑๑ ต่อการคัดเลือกข่าวโทรทัศน์เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยการศึกษาความคิดเห็นของบรรณาธิการข่าวในประเด็นที่เกี่ยวกับลักษณะของข่าวโทรทัศน์เพื่อการพัฒนาประเทศ แนวทางการพิจารณาคัดเลือกและนำเสนอเนื้อหา รูปแบบข่าว และทิศทางการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง รูปแบบและการนำเสนอเนื้อหาข่าวโทรทัศน์เพื่อการพัฒนาประเทศ วิเคราะห์เปรียบเทียบข่าวพัฒนาที่ปรากฏทางสถานีโทรทัศน์ทั้ง ๕ ช่อง ผลการวิจัยพบว่าบรรณาธิการข่าวมีบทบาทใน การคัดเลือกข่าวโทรทัศน์เพื่อการพัฒนาประเทศเพียงบางส่วนเท่านั้น บรรณาธิการข่าวไม่สามารถคัดเลือก นำเสนอรูปแบบ และเนื้อหาข่าวพัฒนาตามแนวคิดเห็นของตนได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจาก มีข้อจำกัด ๓ ประการ คือ นโยบายสถานี ระบบธุรกิจ และนโยบายการเมือง
สุธาทิพย์ โมราลาย (๒๕๓๖) ศึกษาหลักเกณฑ์การบรรณาธิการ ในการพิจารณา ประเมินค่า ตรวจแก้ข้อเขียน ต้นฉบับของบรรณาธิการนิตยสารรวมทั้งปัจจัยที่กำหนดการทำงานของบรรณาธิการก่อนที่จะรวบรวมต้นฉบับลงตีพิมพ์ จากการศึกษา พบว่า นอกจากกระบวนการบรรณาธิการ นิ ตยสารในขอบเขตต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบข้อเท็จจริง การใช้ภาษา การตรวจสอบเรื่องความถูกต้อง สำนวน ลีลา การนำเสนอ การเขียนหัวข่าว หัวรอง ความนำ ความต่อเนื่อง การเลือก คัด ตัด ต่อ ย่อ ย้ำ รวมไปถึงการดูแลเรื่องการใช้ขนาดตัวอักษร รูปภาพ และ ความรับผิดชอบในเรื่องของกฎหมายหรือจริยธรรมของบรรณาธิการแล้ว ยังมีปัจจัยหลักอีก หลายประการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานของบรรณาธิการ อันมีผลต่อการกำหนดลีลาการเขียน เชิงวารสารศาสตร์ ซึ่งหมายถึงมีส่วนในการกำหนดทิศทางการอ่านของสังคมโดยรวมนั่นเอง ได้แก่ ๑. ปัจจัยด้านนิตยสาร ซึ่งแยกย่อยเป็น กลุ่มผู้อ่าน กลุ่มทุน งบประมาณ โฆษณา เวลาและ เนื้อที่ ๒. ปัจจัยด้านบรรณาธิการ ซึ่งแยกย่อยเป็น พื้นความรู้ และประสบการณ์ จริยธรรม บริบททางสังคม ศาสนาและเชื้อชาติ อัตวิสัย และ ๓. ปัจจัยด้านการเขียน ซึ่งแยกย่อยเป็น ศิลปะ การเขียน ประเภทของงานเขียน และนักเขียน ซึ่งทุกปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในการกำหนดลีลาการเขียนเชิงวารสารศาสตร์
ปรีชา เล่ห์บ้านเกาะ (๒๕๓๘) ศึกษาระดับความพึงพอใจ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในงาน และปัญหาในการทำงานของผู้สื่อข่าว กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ประชากรที่ศึกษาคือ ผู้สื่อข่าว ในสังกัดกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ จำนวนทั้งสิ้น ๘๐ คน เป็นการศึกษาจากประชากรทั้งหมด โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการ เก็บรวบรวมข้อมูล ผลการศึกษาพบว่าผู้สื่อข่าวกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ มีความพึงพอใจในงานอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างสูง จากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศ อายุ สาขาการศึกษาประสบการณ์ในการทำงานและระยะทางระหว่างที่พักอาศัยกับที่ทำงาน ไม่มีผลต่อระดับความพึงพอใจในงานของผู้สื่อข่าวกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ซึ่งเป็นการปฏิเสธสมมติฐานทั้งหมด ปัญหาในการทำงานของผู้สื่อข่าวกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจได้แก่ ปัญหาการประสานงานภายในองค์กร ปัญหาการขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ ในการทำงาน ปัญหาเรื่องผลตอบแทนและสวัสดิการ ส่วนข้อเสนอแนะสำหรับการเสริมสร้างความพึงพอใจในงานให้เพิ่มขึ้น คือการปรับปรุงการบริหารงานและการจัดทำโครงการสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน
วราภรณ์ ทรัพย์รุ่งเรือง (๒๕๔๒) ศึกษาบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษ ๓ ฉบับ ได้แก่ Bangkok Post, The Nation และ Business Day การวิจัยครั้งนี้ได้สัมภาษณ์เจาะลึก (Depth Interview) ทีมงานผู้รับผิดชอบบทบรรณาธิการ และจากการศึกษาเนื้อหา ผลจากการศึกษาเรื่องกระบวนการทำงานของทีมงานผู้รับผิดชอบบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษพบว่า หนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษทั้ง ๓ ฉบับ มีนโยบายการนำเสนอ บทบรรณาธิการที่เหมือนและแตกต่างกัน โดยส่วนที่มีความเหมือนกันได้แก่ การมุ่งให้ข่าวสารและ ข้อมูลที่เจาะลึก โดยมีการสอดแทรกความคิดเห็นที่แสดงจุดยืนของหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับต่อ เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่นำเสนอ เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงทิศทางและแนวทางในการนำเสนอข่าวโดยรวมของหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการกระทำ และทั้ง ๓ ฉบับ ไม่ มุ่งเสนอบทบรรณาธิการประเภทบันเทิงในส่วนที่มีความแตกต่าง ได้แก่ การมีจุดกำเนิดของหนังสือพิมพ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้นโยบายองค์กรในบางส่วนแตกต่างกันไปด้วย สำหรับกระบวนการทำงานของทีมงานผู้รับผิดชอบบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษทั้ง ๓ ฉบับ ไม่แตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการประชุมกองบรรณาธิการ เกณฑ์การคัดเลือกเรื่อง การกำหนดผู้เขียน การรวบรวมข้อมูล การนำเสนอเนื้อหา ลักษณะทั่วไปของหน้าบรรณาธิการ จำนวนความถี่ของบทบรรณาธิการ รูปแบบของวัตถุประสงค์ของบทบรรณาธิการ ประเภทของบทบรรณาธิการตลอดจนการตั้งชื่อเรื่อง การสรุป และการส่งพิมพ์
โบว์ลิง (Bowling, 1996) ได้วิจัยเรื่องนโยบายการเลือกสรรของสำนักพิมพ์ที่พิมพ์ตำราให้โรงเรียนคริสเตียน เกณฑ์การบรรณาธิการวัสดุการอ่านและวรรณกรรมตามหลักสูตร ผลการวิจัยพบว่า ในการกำหนดเนื้อหา บรรณาธิการจะพิจารณาจากหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่ การสอดแทรกโลกทัศน์ที่ไม่ใช่คริสเตียน วรรณกรรมแบบฉบับ (คลาสสิก) ที่ไม่ใช่ทางศาสนา นิทานเทพปกรณัม ตำนานพื้นเมือง เทพนิยาย จินตนิยายสมัยใหม่ (ศตวรรษที่ ๑๙ และ ๒๐) นวนิยายวิทยาศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ความแตกแยกทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม บทบาทสตรีและโครงสร้างครอบครัวที่แตกต่างไปจากแบบฉบับเดิม การต่อต้านสังคมหรือเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม การใช้ภาษาลบหลู่ศาสนา รักร่วมเพศ ภาษาลามก พฤติกรรมทางเพศของคู่สมรส และนอกสมรส การสอดแทรกเนื้อหาของสำนักพิมพ์แต่ละแห่งพิจารณาตามขอบเขตเนื้อหา สิ่งแวดล้อมทางการเรียนการสอนหรือตลาดที่มุ่งเผยแพร่ ระดับชั้นของผู้เรียน องค์กรเจ้าของหลักสูตร หลักสูตรเน้นเนื้อหาทั่วไปหรือพิเศษ ประเภทหรือแหล่งของวัสดุการอ่านและวรรณกรรมที่ผลิต การสนับสนุนวัสดุการอ่านจากสำนักพิมพ์อื่น ความเกี่ยวข้องเป็นสาขาขององค์กรอื่น และอายุของ ผู้เรียน
|
 |
| |
|
| |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญบทความวิจัย > กลับไปต้นบทความ < พิมพ์บทความนี้ > |
|
| |
|
|
| |
|
|