บทที่ ๓
วิธีดำเนินการวิจัย


การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาแนวโน้มความต้องการบัณฑิตในสาขาวิชาบรรณาธิการ โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้


            ๑. กำหนด ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
            ๒. สร้าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
            ๓. กำหนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
            ๔. กำหนดสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

            ๑. ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ หน่วยงานผู้ผลิตและเผยแพร่สิ่งพิมพ์ในประเทศไทย และบุคลากรที่เกี่ยวข้องในแวดวงสำนักพิมพ์และบรรณาธิการ
            ๒. กลุ่มตัวอย่าง
                    ๒.๑ ผู้บริหารหน่วยงานผู้ผลิตและเผยแพร่สิ่งพิมพ์โดยเลือกแบบเจาะจงจากหน่วยงานที่เป็นสมาชิกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย จำนวน ๒๑๙ แห่ง
                    ๒.๒ บุคลากรที่เกี่ยวข้องในแวดวงสำนักพิมพ์และบรรณาธิการ โดยเลือกแบบเจาะจงจากผู้ผ่านหลักสูตรการอบรมวิชาหนังสือสำหรับบุคคลภายนอก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน ๒๐๐ คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

การวิจัยนี้ ใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ๒ ชนิด ได้แก่
            ๑. แบบสอบถาม เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มผู้บริหารหน่วยงานผู้ผลิตและเผยแพร่สิ่งพิมพ์ มีคำถาม ๓ ส่วน ดังนี้ ๑.๑ ส่วนที่ ๑ ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงานผู้ตอบแบสอบถาม ได้แก่ ลักษณะ การประกอบกิจการของหน่วยงาน ขอบเขตสาขาวิชาที่พิมพ์เผยแพร่ จำนวนและวุฒิการศึกษาของพนักงาน และของผู้ปฏิบัติหน้าที่บรรณาธิการ
                    ๑.๒ ส่วนที่ ๒ ความต้องการและความคาดหวังต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่บรรณาธิการ ใน ด้านคุณสมบัติในวิชาชีพ และคุณสมบัติทั่วไป เป็นคำถามแบบตรวจสอบรายการแบบประมาณค่าตามแบบลิเคิร์ต ( Likert Scale )
                    ๑.๓ ส่วนที่ ๓ แผนในการรับผู้จบปริญญาตรีสาขาบรรณาธิการเข้าทำงาน โดยให้ระบุจำนวนบัณฑิตที่ต้องการรับ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๒
            ๒. แบบบันทึกข้อมูลจากการประชุมกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่ ๒ คือ กลุ่มบุคลากรที่เกี่ยวข้องในแวดวงสำนักพิมพ์และบรรณาธิการ ที่เข้าร่วมการเสวนาระดมความคิด เรื่อง คุณลักษณะของบรรณาธิการต้นฉบับ ตามประเด็นหลักดังนี้
                    ๒.๑ คุณลักษณะของบัณฑิตสาขาบรรณาธิการที่สังคมคาดหวัง
                    ๒.๒ ทิศทางหรือแนวโน้มของหลักสูตรบรรณาธิการที่เหมาะสม
                    ๒.๓ ข้อเสนอแนะสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในการผลิตบัณฑิตสาขาบรรณาธิการ

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

            ๑. เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารสำนักพิมพ์ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือโดยส่งหนังสือนำขอความอนุเคราะห์พร้อมแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่าง จำนวน ๒๑๙ คน ทางไปรษณีย์ พร้อมซองเปล่าติดแสตมป์ เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามส่งกลับ ดำเนินการ ระหว่างเดือนมกราคม - มิถุนายน ๒๕๔๘ ได้รับแบบสอบถามกลับคืน ๑๐๕ ฉบับ
            ๒. เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการศึกษาเชิงลึกด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) โดยเชิญบุคลากรที่เกี่ยวข้องในแวดวงสำนักพิมพ์และบรรณาธิการ จำนวน ๒๐๐ คน เข้าร่วมการประชุมเสวนาระดมความคิด เรื่อง คุณลักษณะบรรณาธิการต้นฉบับที่สังคมปรารถนา ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ ๑๑ วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๙ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีผู้เข้าร่วมเสวนาทั้งสิ้น ๖๐ คน เก็บข้อมูลโดยการจดบันทึกตามประเด็นหลักในการเสวนา

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูป เพื่อหาค่าสถิติ ดังนี้
            ๑. ข้อมูลทั่วไป จำนวนและคุณสมบัติของพนักงานและผู้ทำหน้าที่บรรณาธิการ จากแบบสอบถามส่วนที่ ๑ และ ๒ วิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่ และหา ค่าร้อยละ
            ๒. ข้อมูลระดับความต้องการ จากแบบสอบถามส่วนที่ ๓ วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ตามขั้นตอนดังนี้
                    ๒.๑ ให้คะแนนสำหรับการประมาณค่าตามแบบ Likert Scale แก่คำตอบ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด เป็น ๕ ๔ ๓ ๒ และ ๑ ตามลำดับ
                    ๒.๒ คำนวณหาค่าเฉลี่ย ( X ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D. ) ของคำตอบแต่ละด้าน และแต่ละข้อ แล้วแปรผลตามเกณฑ์ของเบสท์และคาห์น (Best & Kahn, 1993 ) ซึ่งมีค่าคะแนนดังนี้
                            คะแนนเฉลี่ย ๔.๕๑ - ๕.๐๐ หมายถึง ระดับมากที่สุด
                            คะแนนเฉลี่ย ๓.๕๑ - ๔.๕๐ หมายถึง ระดับมาก
                            คะแนนเฉลี่ย ๒.๕๑ - ๓.๕๐ หมายถึง ระดับปานกลาง
                            คะแนนเฉลี่ย ๑.๕๑ - ๒.๕๐ หมายถึง ระดับน้อย
                            คะแนนเฉลี่ย ๑.๐๐ - ๑.๕๐ หมายถึง ระดับน้อยที่สุด
            ๓. การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยใช้ t-test, F – test
            ๔. ข้อมูลที่ได้จากการสนทนากลุ่ม ซึ่งมีลักษณะเป็นความคิดเห็น และข้อเสนอแนะนำเสนอในลักษณะข้อมูลเชิงคุณภาพ
   
   
   
     
     
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญบทความวิจัย > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >