มกุฏ อรฤดี  
ถ้าโลกนี้ไม่มีหนังสือ  
   
   
            แป้งร่ำ : สัมภาษณ์  
            นิตยสาร IMAGE ปีที่ ๒๐ ฉบับที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๐  
   
   
   
ด้วยบัตรประชาชนหนึ่งใบ นอกจากสาธารณประโยชน์นานาประการแล้ว คุณยังสามารถยืมหนังสือจากห้องสมุดได้ทุกแห่ง ถ้าไม่มีเล่มที่คุณต้องการ บรรณารักษ์ผู้มีน้ำใจรักในงานของตนจะกระวีกระวาดค้นหาข้อมูลออนไลน์ เพื่อเช็กว่าหนังสือที่คุณต้องการอยู่ไหน ตลอดจนแนะนำว่าคุณควรยืมเล่มไหนประกอบกัน จากนั้นเมื่ออ่านจบ คุณก็นำกลับไปคืนที่ห้องสมุดสาขาไหนก็ได้ตามแต่สะดวก ประเทศนี้มีห้องสมุดชั้นดีกระจายอยู่ทุกหนแห่ง  
           ห้องสมุดที่มีหนังสือจากหลากหลายสำนักพิมพ์ ห้องสมุดที่มีข้อตกลงหมุนเวียนหนังสือดีๆ ระหว่างกัน เพื่อให้คนได้อ่านอย่างทั่วถึง ใครอยากซื้อหนังสือก็เลือกซื้ออย่างสบายใจ หนังสือไม่ใช่ของแพงอีกแล้ว หลังจากรัฐบาลเข้าแทรกแซงราคาต้นทุนการผลิตเพื่อโอบอุ้มสำนักพิมพ์ขนาดย่อม ตลอดจนนักเขียนตัวเล็กตัวน้อยทั้งหลาย  
            ประเทศนี้ ลูกชาวนาเป็นแฟนนักอ่านตัวยงของเพเตอร์ บิคเซล ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ มิลาน คุนเดอรา ฯลฯ ประเทศนี้เป็นประเทศที่อยู่ในความฝันของ “มกุฏ อรฤดี” บรรณาธิการวัย ๕๗ ปีที่มีหนังสือเป็นลมหายใจ  
           เมื่อสี่ปีที่แล้ว มกุฏหยุดผลิตผลงานให้ “สำนักพิมพ์ผีเสื้อ” ของตัวเองโดยสิ้นเชิงและหันมาทุ่มเทศึกษาวิจัย เพื่อสร้างระบบการจัดการหนังสือให้กับประเทศไทย ในนาม “สถาบันหนังสือแห่งชาติ” เป็นเวลาสองปีเต็มที่เขาและคณะทำงานของเขาทำงานร่วมกับรัฐบาลผ่านกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่อยกร่างโครงสร้างในฝันนี้เป็นพระราชกฤษฎีกา  
           มกุฏเฝ้ารอวันที่มันจะนำออกมาบังคับใช้ วันที่เด็กไทยในชนบทห่างไกล จะมีหนังสืออ่านอย่างทั่วถึง  
           วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๗ เขาใช้คำว่า “หัวใจสลาย” อธิบายความรู้สึกตัวเอง  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           เกิดอะไรขึ้นกับกฤษฎีกาที่เคยร่างไว้
           มันกลับหน้ามือเป็นหลังมือ กฤษฎีกาผ่าน แล้วเราก็ได้เห็นว่ามันลบสิ่งที่เราเขียนไว้หมด เราเสนอ “ระบบ” แต่มันกลับออกมาเป็นห้องสมุดแห่งหนึ่ง คนทำงานกับผมไม่มีใครได้สตางค์ แต่มาด้วยใจ มาด้วยความเข้าใจว่าสิ่งที่เราคิดเป็นสิ่งถูก เราทำเสวนา ระดมความคิด ประชุม ร่างเอกสาร ทำทุกอย่างที่ควรทำเพื่อเสนอให้ระบบนี้ออกมาเป็นกฎหมาย ยำไปยำมา ทุกอย่างเหลวหมด คุณรู้ไหมว่าสถาบันหนังสือแห่งชาติมันกลายเป็นห้องสมุดที่ห้างเอ็มโพเรียม มันกลายเป็นทีเคพาร์ค นั่นคือที่เราทำงานกันมาสองปีเศษ  
   
           หมายถึง TCDC (Thailand Creative and Design Center) ใช่ไหมคะ  
           นั่นแหละ ผมไม่เคยจำชื่อมันได้เลย ถามว่าจำเป็นต้องสร้างไหม เอาสิ ถ้าหากว่าประเทศคุณร่ำรวยมหาศาล แต่ถามว่าจำเป็นไหมที่ต้องไปตั้งในห้างสรรพสินค้าที่เสียค่าเช่าเดือนหนึ่งเท่าไหร่ บริการให้แก่ใคร ตึกราชการเก่าๆ มีเหลือเยอะแยะ ทำไมไม่ไปตั้งในที่ที่ไม่ต้องเสียค่าเช่า  
   
           ทาง TCDC เคยให้คำตอบว่าเพราะคนไทยไม่เข้าหาความรู้ เขาเลยเอาความรู้มาเสนอให้ถึงที่ ซึ่งที่ที่คนไทยชอบเดินก็คือห้างสรรพสินค้า  
           นี่คือวิธีคิดของสิงคโปร์ เขาเอาห้องสมุดไปไว้ในห้าง แต่เขาคิดมากกว่านั้น ในการสร้างหมู่บ้านใหม่ในที่รกร้าง เขาสร้างห้องสมุดใหญ่ขึ้นมาก่อนกลางที่รกร้างนั่น เพื่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรล้อมห้องสมุดไว้ ห้องสมุดกลายเป็นศูนย์กลาง คนก็แห่กันไป  
           ถ้าคุณคิดตามคนอื่น มันจะไปต่อไม่ได้ เพราะระบบชีวิตเราไม่เหมือนกัน เราต้องคิดให้ไกลกว่านั้น คนของเราในต่างจังหวัดอีกเท่าไหร่ คนพวกนี้ไม่มีสตางค์ ทำอย่างไรจะให้เขามีโอกาสเข้าถึงความรู้เท่ากับคนรวย เราศึกษากระทั่งว่ากรุงเทพฯ มันใหญ่ สร้างหอสมุดใหญ่ที่เดียวมันไม่พอหรอก ยกตัวอย่างหอสมุดแห่งชาติ ลองเอาเงินหมื่นล้านไปทุ่ม กลายเป็นหอสมุดใหญ่มาก แต่ผมอยู่มีนบุรี กว่าผมจะไปถึง ต้องใช้เวลาไปกลับสี่ชั่วโมง เสียเวลาหนึ่งวันเพื่อยืมหนังสือหนึ่งเล่ม มันคุ้มไหม แล้วถ้าเขาไม่มีค่ารถล่ะ ถ้าเขาไม่มีเวลาล่ะ ผมคิดขนาดว่าในพื้นที่สามกิโลเมตร ควรมีห้องสมุดสาขา คนยังพอเดินทางไปได้ไม่ไกล  
   
           ค่าบริการล่ะคะ  
           ในโครงสร้างที่เราวางไว้ ใครก็ตามที่เป็นคนไทย ต้องไม่เสียค่าบริการ เรามีงบประมาณปีหนึ่งหลายร้อยหลายพันล้าน เพื่อจะทำหนังสือต่างๆ ของหน่วยงานราชการ หนังสือประจำปี หนังสืออะไรบ้าบอคอแตกที่อ่านไม่ได้ ต้องซุกใต้บันได ในที่สุดต้องชั่งกิโลฯขาย แล้วอาแป๊ะก็ไม่อยากซื้อด้วยซ้ำ เพราะปกพลาสติกเอาไปรีไซเคิลไม่ได้ คือเวลาเราพูดถึงระบบเราต้องนึกถึงให้มากกว่าการพิมพ์หนังสือ การซื้อหนังสือ และการขายหนังสือ มันมากกว่านั้นเยอะ  
           ระบบคือทุกอย่าง เวลาคิดถึงระบบหนังสือ ต้องคิดให้ครบ แต่เราคิดอย่างเดียว เอาล่ะ โรงเรียนนี้อยู่ต่างจังหวัด ในที่ห่างไกลไม่มีหนังสือ เราก็เรี่ยไรเงิน ซื้อหนังสือไปแจก เด็กจะโตขึ้นมามีหนังสืออ่าน แต่ถามว่าถึงปีหน้าใครจะดูแลเขา เราต้องซื้อหนังสือไปให้อีกใช่ไหม แล้วโรงเรียนอื่นอีกสามหมื่นกว่าแห่งล่ะ ระบบหนังสือไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ไม่ใช่ว่ามีหนังสือมาแล้วไปบริจาคห้องสมุด จบ ห้องสมุดมีหนังสือเยอะจริง แต่คุณทำอย่างไรให้คนเข้ามาอ่าน พวกบรรณารักษ์เขาเรียนมา เราต้องระดมคนพวกนี้ให้มาก วิธีชวนให้คนอ่านหนังสือของบรรณารักษ์กับวิธีของคนที่ไม่ได้เรียนมาต่างกัน  
   
   
     
 
 
 
 
   
   
           แต่เด็กไทยไม่ค่อยเจอบรรณารักษ์ที่ทำให้อยากอ่านหนังสือเลยค่ะ
           เห็นไหม เพราะบรรณารักษ์เหล่านั้นเขาเซ็งเสียแล้ว เราไม่มีกิจกรรมให้เขาทำ จนกระทั่งเขากลายเป็นคนเฝ้าห้องสมุด แต่บรรณารักษ์ที่มีวิญญาณและสนุกกับงานของเขาจริงๆ เขาทำอะไรได้มากมายเลยนะ งานบรรณารักษ์จริงๆ เป็นเรื่องสนุกมาก  
           ผมคิดปลีกย่อยแม้กระทั่งว่าถ้าประเทศเราจน เราจะทำอย่างไรให้คนอ่านหนังสือดีๆ มากขึ้น เราคิดแม้กระทั่งว่ารัฐบาลต้องใช้วิธีที่ไม่มีประเทศไหนในโลกใช้เลย คุณเคยไปที่ร้านหนังสือให้เช่าไหม เขาอยู่ได้ เขามีลูกค้า ถ้ารัฐบาลต้องสร้างห้องสมุดแล้วเสียเงินห้าล้านสิบล้าน ทำไมรัฐบาลไม่เอาเงินเพียงเล็กน้อย ซื้อหนังสือดีๆ แล้วไปฝากที่ร้านเช่าหนังสือพวกนั้น เอาล่ะ เรายกหนังสือมาให้คุณฟรีๆ แล้วคุณก็ให้เช่า เก็บค่าเช่าไป คุณไม่ต้องเสียเงินซื้อ สิ่งที่เราจะได้คือเรามีหนังสือดีๆ ในร้านหนังสือซึ่งมีลูกค้าอยู่แล้ว รัฐบาลได้อะไร รัฐบาลไม่ต้องสร้างห้องสมุดในชุมชนตรงนั้น ไม่ต้องจ้างบรรณารักษ์ประจำ รัฐบาลเพียงแต่ทำระบบออนไลน์ห้องสมุดแต่ละแห่ง ดูแลร่วมมือกับเขาหน่อยบอกว่าอย่าให้เช่าแพงเกินจำเป็น  
   
           พอทราบไหมว่าปัญหาที่ทำให้รัฐบาลชุดที่แล้วไม่สานต่อความคิดของคุณคืออะไร  
           โครงสร้างที่เราเสนอไปเป็นโครงสร้างหลัก ต้องใช้เวลานานกว่าจะเป็นรูปเป็นร่างเหมือนการวางระบบประถมศึกษาสมัยก่อน ต้องใช้เวลานานนะครับ รัฐบาลที่ผ่านมาเขาคงเห็นว่ามันช้าเกินไป  
           นโยบายของรัฐบาลคือทำอะไรก็ตามที่มีผลทางการเมือง การหาเสียง ผมเข้าใจและเห็นใจนะครับ การที่รัฐบาลมีรัฐมนตรีตั้งมากมาย จะมารับความคิดของคนๆ เดียว ของสำนักพิมพ์เล็กๆ แล้วบอกว่าเราเอาของเขามาใช้ มันก็ดูกระไรอยู่ เพราะตลอดเวลาที่ผมทำงานโครงการหนังสือแห่งชาติ ผมบอกทุกครั้งว่าผมไม่ใช่คนของพรรคการเมือง ผมมาในฐานะเอกชน  
           ถ้าเห็นหนังสือเป็นกระดาษ เย็บเล่ม ขายได้ มีคนอ่าน หรือมีห้องสมุดสวยๆ หรูๆ มีโซฟา มีเครื่องเสียงดีๆ ที่จิ้มได้หมด มีแค่นั้น พอแล้ว มันไม่ใช่โดยสิ้นเชิง เพราะประเทศนี้ใหญ่กว่านั้น ระบบหนังสือไม่ใช่แค่สำนักพิมพ์อยู่ได้ ปีหนึ่งก็เทขายหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือ ซึ่งเราเรียกว่า “งานมหกรรมลดราคาหนังสือแห่งชาติ” ปีหนึ่งสองครั้ง ประเทศชาติอยู่ได้เพราะคนไปที่นั่นเป็นแสนเป็นล้าน อย่างนั้นหรือ มันไม่ใช่คนอีกเจ็ดสิบกว่าจังหวัดไม่มีอะไรเลย ไม่มีแม้กระทั่งห้องสมุดที่ดีประจำจังหวัด  
   
   
     
 
 
 
 
   
   
           ทราบมาว่าคุณไม่ได้ของบประมาณเพิ่มเลย  
            งบฯที่มีอยู่ แค่ใช้ให้ถูก มันพออยู่แล้ว ยกตัวอย่าง หากห้องสมุดทุกแห่งมาร่วมมือกัน บอกความต้องการมา สมมติธรรมศาสตร์เปิดสอนบัญชี ต้องการตำราบัญชีเล่มนี้ห้าร้อยเล่ม จุฬาฯ ต้องการเล่มเดียวกันห้าร้อยเล่ม ที่ผ่านมาต่างคนต่างซื้อ แต่ถ้ามีหน่วยงานสถาบันหนังสือขึ้นมา สอบถามว่าใครต้องการหนังสืออะไรเท่าไรรวมกันแล้วซื้อดีไหม แทนที่จะซื้อห้าพันเล่ม เราขอลิขสิทธิ์มาพิมพ์ได้ไหม ขอสิทธิ์การจำหน่าย ถูกกว่ากันเยอะ ส่งไปขายเวียดนามได้อีก คิดให้ไกลสิครับ คิดให้มากกว่าแค่เอากำไร ขณะนี้ระบบการซื้อขายต่างๆ ในห้องสมุด คิดแค่ว่าเราจะได้ส่วนลดเท่าไหร่
           ผมเคยพูดไว้ในปี ๒๕๔๖ ในครั้งสุดท้ายที่เรารู้ว่ากฤษฎีกาถูกเปลี่ยนแปลง ผมบอกว่าตราบใดที่รัฐบาลไม่เข้าใจระบบหนังสือ และไม่ทำให้ถูกต้อง อย่านับว่าร้อยปีเลย จนกระทั่งสิ้นโลก เราก็ยังเดินล้าหลังเขาอยู่ต่อไป  
   
           สิ่งที่คุณคิดอาจจะใหญ่ไปหรือเปล่า เพราะเป็นเหมือนการปฏิรูป  
           ผมไม่อยากใช้คำว่าปฏิรูป การปฏิรูปต้องมีอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่เคยมีอะไรมาก่อนเลย ไม่เคยมีใครคิดอะไรพรรค์นี้ คือช่วยกันคิดใหม่ดีกว่า อย่าไปปฏิรูปอะไรเลย ในโครงสร้างที่ผมร่างไว้ ผมไม่แตะหอสมุดแห่งชาติ แต่อยากให้พิจารณาว่าหอสมุดแห่งชาติมีหนังสือโบราณมาก ถ้าเอาหอสมุดแห่งชาติกับหอจดหมายเหตุรวมกัน ประเทศไทยจะเป็นประเทศในเอเชียอาคเนย์ที่มีหนังสือโบราณเก่าแก่มากที่สุด แต่เราเก็บไว้กับกรมศิลปากร ระบบการทำงานก็เหมือนศิลปากร คือทำงานแบบพิพิธภัณฑ์  
   
           อ่านจากโครงสร้างสถาบัน คุณจะสร้างห้องหนังสือแยกต่างหากจากห้องสมุด แล้วอยู่กันคนละสังกัด ถ้าโครงสร้างนี้เกิดขึ้นจริง จะไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการบริหารงานหรือคะ  
           มันมีปัญหาอย่างนี้ เราเชิญหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการมาเข้าประชุม เราก็ไม่อยากไปกระทบกระเทือนหอสมุดแห่งชาติ หอสมุดหรือห้องหนังสือก็ทำหน้าที่เดียวกันแต่ในเมื่อหอสมุดไม่ให้ยืมออก เราก็ตั้งห้องหนังสือแทน แล้วตั้งหน่วยงานใหม่ให้มันสังกัด จะใช้ชื่ออะไรก็แล้วแต่ ตอนนั้นก็เถียงกันบ้าบอ  
   
   
     
 
 
 
 
   
   
           ที่สุดท้ายกลายเป็น “สถาบันพัฒนาความรู้” ใช่ไหมคะ
           นั่นแหละ ต้องตั้งชื่อนั้นเพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ถกเถียงกันในที่ประชุมจนเกินเหตุ แค่ชื่อก็หมดไปสามชั่วโมงแล้ว เรียกว่าเป็น “ห้องหนังสือ” ก็เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำว่า “ห้องสมุด” ไม่ให้หอสมุดแห่งชาติรู้สึกว่าเธอเอาของฉันไปใช้ ที่ใช้คำว่า “สถาบันพัฒนาความรู้” ก็เพราะถ้ามีคำว่าหนังสือ มันจะดูไปก้าวก่ายกับหอสมุด ผมบอกไม่เป็นไรหรอก จะชื่ออะไรก็ได้แต่โครงสร้างต่างหากควรมาคิดกันว่าจะทำอย่างไร  
           แน่นอนมันง่ายกว่า ถ้าเอาหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาอยู่ในระบบเดียวกัน ผมเน้นคำว่าระบบ การจัดการระบบหนังสือในประเทศไทย เราต้องทำระบบก่อน ห้องสมุดไม่ใช่เรื่องจำเป็นหรือสำคัญ ตึกแถวที่ไหนก็ทำได้ ห้องสมุด แต่ระบบต่างหาก ทำอย่างไรให้มันเกิดระบบ ให้หนังสือถูกลง ให้การแปลหนังสือถูกต้อง ทำอย่างไรให้คนไทยได้อ่านวรรณกรรมสำคัญของโลก เป็นเรื่องน่าขันมาก วรรณกรรมสำคัญของโลกเรื่องต่างๆ ในญี่ปุ่นเขาแปลหมดแล้วทุกเล่ม เขาแปลจนเสร็จมาตั้งเจ็ดสิบปีแล้ว ของเราไม่ใช่ไม่มีคนอ่าน แต่ไม่มีคนทำให้เขาอ่าน ถ้าทำมาคนก็อ่าน อย่างผมทำ “ดอนกิโฆเต้” ก็ขายดีจะตาย  


"ระบบหนังสือไม่ใช่แค่สำนักพิมพ์อยู่ได้ ปีหนึ่งก็เทขายหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือ ซึ่งเราเรียกว่า 'งานมหกรรมลดราคาหนังสือแห่งชาติ' ปีหนึ่งสองครั้ง ประเทศชาติอยู่ได้เพราะคนไปที่นั่นเป็นแสนเป็นล้าน อย่างนั้นหรือ มันไม่ใช่ คนอีกเจ็ดสิบกว่าจังหวัดไม่มีอะไรเลย ไม่มีแม้กระทั่งห้องสมุดที่ดีประจำจังหวัด"
 
   
           แสดงว่าวรรณกรรมระดับโลกไม่มีแรงดึงดูดทางการตลาดสำหรับสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ หรือคะ  
           เขาไม่สนใจหรอกครับ มันไม่คุ้ม นักแปลก็ไม่สนใจแล้ว อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญภาษาสเปนมีกี่คนในเมืองไทย แค่ไม่กี่คน และในจำนวนไม่กี่คนนี้ ถ้าเขาไปแปลใบแต่งงาน ใบหย่า ใบขอเป็นลูกบุญธรรม แปลพวกนี้ได้หน้าละตั้งแปดร้อยบาท ไปแปลหนังสือได้กี่บาทก็ยังไม่รู้เพราะต้องรอดูยอดขาย แล้วขายได้เท่าไหร่ก็ยังไม่รู้อีก เมื่อมีแรงจูงใจ ทำให้เขาเกิดวิญญาณขึ้นมา โอ้ มันน่าสนุกสนานนะ  
           เพราะเราเห็นว่าเงินสำคัญ เราไปตั้งเป้าหมายเอาก่อนว่าต้องได้เท่านี้นะ ขายได้เท่านี้นะ แล้วเราจะได้ค่าตอบแทนเท่านี้นะ คุณรู้ไหมว่าดอนกิโฆเต้หกร้อยหน้า เราใช้เวลาหนึ่งปี ไม่ทำอะไรเลย อยู่กับต้นฉบับและอาร์ตเวิร์กเล่มนี้อย่างเดียว  
   
   
     
 
 
 
 
   
   
           คุณมกุฏมีทีมงานกี่คน
           ไม่กี่คนหรอกครับ ที่นั่งประจำอยู่ก็ประมาณสามสี่คน ที่จรมาอีกประมาณสี่ห้าคน  
   
           อะไรคือความสุขของการอยู่กับหนังสือเล่มหนึ่งเป็นปีๆ  
           ในขณะนั้นมันมีทั้งความทุกข์ความสุข แต่เราเห็นแล้วว่าความสุขข้างหน้ามีเยอะมาก ผมรู้ว่าความสุขคืออะไร ผมจะเล่าอย่างนี้ ขณะนี้พิพิธภัณฑ์ดอนกิโฆเต้ที่สเปน เขาเก็บรวบรวมหนังสือที่แปลเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก ขณะนี้ประมาณแปดสิบห้าภาษา คุณรู้หรือไม่ว่าหนังสือจากประเทศไทยของเราเป็นที่ชื่นชมกันมากในสเปนและในประเทศข้างเคียง อาจารย์สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์ (ผู้แปล) อี-เมล์มาตลอดเวลาว่าหนังสือเราเป็นหนังสือดอนกิโฆเต้ที่สวยที่สุดในโลก ร่ำลือไปถึงอิตาลี เขาส่งช่างภาพ ส่งทีวีมาสัมภาษณ์  
           เราทำลายหนังสือมากมายเพราะรู้สึกว่าไม่ดีพอ ผมทิ้งดอนกิโฆเต้เล่มใหญ่ไปสองพันเล่ม เพราะการพิมพ์บกพร่อง ความสุขคืออะไร ความสุขคือการที่ใครสักคนมาบอกว่าผมอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วผมชอบ ผมมีความสุข ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วจบไป ความสุขไม่ได้อยู่ที่เงินเยอะแล้วรวย รวยแล้วไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ความสุขเกิดจากคนอีกหลายคนมีความสุขจากสิ่งที่เราทำ  
   
           แต่วรรณกรรมเยาวชนดีๆ ทำไมส่วนมากมักเป็นวรรณกรรมแปล ไม่ค่อยมีนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนเก่ง ๆ เป็นคนไทยเลย  
           เราเคยพยายามเมื่อประมาณสิบกว่าปีมาแล้ว เราตั้งรางวัลผีเสื้อ เป็นรางวัลประกวดวรรณกรรมเยาวชน มีคนส่งต้นฉบับมาประกวดพอสมควร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปีแรกคือไม่มีคนได้รับรางวัล ไม่มีต้นฉบับที่ดีพอ เราเข้าใจล่ะว่ามันเป็นปีแรก เราเอาเงินรางวัลทบมาเป็นปีที่สอง พอปีที่สองมันเกิดเหตุ คนส่งต้นฉบับจำนวนหนึ่งกล่าวหาว่าสำนักพิมพ์ขโมยพล็อตไปขายให้ทีวี ผมปิดโครงการเลย ผมเลิกเลย ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคิดอะไร แต่เขาไม่คิดว่าก็พล็อตมันตื้นๆ ง่ายๆ ขนาดนั้น คนอื่นเขาก็คิดได้เหมือนกันนั่นแหละ  
           มีคนอยากเขียนวรรณกรรมเยาวชนมาก แต่ในประเทศเราไม่มีการสอน ไม่มีการพูดถึงหลักการนี้ สิ่งที่อยู่ในโครงสร้างของหนังสือแห่งชาติอีกเหมือนกัน เราต้องสอนวิชาหนังสือให้แก่เด็ก ผมเคยร่างหลักสูตรแล้วเคยเปิดอบรมที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ในนั้นเราจะบอกว่า การเขียนหนังสือให้เด็กอ่าน และการเขียนหนังสือให้ผู้ใหญ่อ่าน แล้วมีตัวละครเด็กต่างกัน นักเขียนไทยเข้าใจผิดว่าการเขียนเรื่องแล้วมีตัวละครเด็กคือหนังสือเด็กแล้ว อีกพวกหนึ่งคือ ตัวละครเด็ก แต่เอาคำพูดใส่ปากตัวละครเด็ก คำพูดที่เป็นปรัชญา คำพูดที่อ้างมาร้อยแปด เขาไม่เข้าใจว่า วรรณกรรมเยาวชนคืออะไร  
           เอาพื้นฐานอย่างนี้ก่อน ในสังคมนี้เรายังขาดแม้กระทั่งคนเขียนหนังสือ พวกที่เรียนวารสารศาสตร์ก็เรียนไปในทางนิตยสาร ทางวิทยุ ทางหนังสือพิมพ์ แต่ไม่ได้เรียนเขียนหนังสือ  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           แต่ “เจ้าชายน้อย” ก็แต่งโดยคนขับเครื่องบิน หรือแม้แต่ “ดอนกิโฆเต้” ก็แต่งโดยทหาร คนพวกนี้ก็ไม่ได้เรียนเขียนหนังสือนี่คะ
           ไม่จำเป็น แต่ที่ผมพูดว่าจะต้องเรียน เพราะมันเป็นการเดินทางรวบรัด การเดินทางที่สั้น ถามว่าฝรั่งหรือญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จในการเขียนหนังสือเด็ก เขาทำได้อย่างไร ก็เขามีวิญญาณ วิญญาณนั้นมาจากการอ่านหนังสือหรือฟังนิทานมาก่อน การซึมซับการบอกเล่าวิธีการมาก่อน ก่อนเขาจะเขียนหนังสือเขารับรู้อะไรมาก่อนมากมาย แต่อย่างเราอยู่ดีๆ อ่านหนังสือจบหนึ่งเล่มปั๊บ เราอยากเขียนเลย ในปัจจุบันเราจึงมีหนังสือแฟนตาซีในน้ำเสียงของแฮร์รี่ พอตเตอร์ มากมาย เขียนโดยนักเขียนไทย ใช้ชื่ออะไรกันบ้างก็ไม่รู้  
           แรงบันดาลใจเป็นเรื่องอันตรายอย่างหนึ่ง เวลาเราตรวจแก้ต้นฉบับ เราจะรู้นะครับว่าเรื่องสุดท้ายที่เขาอ่านก่อนเขียนเรื่องนี้คือเรื่องอะไร เราเข้าใจครับ  
   
           จับได้เลย  
           ไม่ใช่จับได้ มัน “รู้” เลยล่ะ คืออย่างนี้ โดยหลักการนะครับ เวลาจะเขียนหนังสือสักเล่มหนึ่ง อย่าเขียนหลังจากที่เพิ่งอ่านหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งจบ เพราะมันจะอยู่กับเรา ความประทับใจมันร้ายกาจมาก ถ้าคุณเขียนทันทีที่คุณอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบ มันจะยังอยู่กับคุณ แล้วจะหลุดออกมาตลอดเวลา ในที่สุดอาจจะถูกฟ้องร้องได้โดยไม่รู้ตัว  
   
           แล้วทำอย่างไรจึงจะเขียนหนังสือออกมาจากตัวเราจริงๆ  
           ก็เขียนจากตัวเราสิ เอาตัวเราเข้าไปสวมสิ ตัวละครที่ผมเขียนมาจากผม เพื่อนผม คนแวดล้อมผมเท่านั้น เขียนสิ่งที่เรารู้ นี่พูดถึงหนังสือเด็กนะ ผมไม่เก่งเรื่องนวนิยาย ผมว่าคนไทยเขียนเรื่องเด็กได้ดี ถ้ามีการสนับสนุนเราก็ย้อนกลับมาเรื่องสถาบันหนังสืออีก ขณะนี้ไม่มีสำนักพิมพ์มากพอที่จะมาดูแลเรื่องต้นฉบับของนักเขียนไทย เพราะฉะนั้นในมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องสอนโดยด่วนเลย วิชาบรรณาธิการต้นฉบับ การตรวจแก้ต้นฉบับ เรากำลังเปิดวิชานี้ที่มหาวิทยาลัยบูรพา  
   
           แต่คนจะเป็นบรรณาธิการ ก็น่าจะต้องเก่งด้วยประสบการณ์หรือเปล่า  
           นั่นส่วนหนึ่ง แต่มีบรรณาธิการมากมาย ตรวจแล้วจากผิดเป็นถูก จากถูกเป็นผิด เราสร้างนักกีฬาได้ เราก็ต้องสร้างบรรณาธิการได้ ในเวลาเท่าๆ กัน ถ้าเขาสนใจจะทำงานด้านนี้ และสนใจทำงานกับตัวหนังสือ เราฝึกเขาได้ เหมือนคุณเป็นนักเขียน คุณมีเรี่ยวแรง วิ่งเก่ง พละกำลังมาก แต่คุณไม่รู้เทคนิควิธีที่จะสับเท้า ซอยเท้า ในที่สุดคุณจะวิ่งช้ากว่าคนอื่น ถ้ามีคนมาสอนคุณ แนะแนวคุณ บอกคุณ คุณจะเก่ง บรรณาธิการช่วยได้มาก  
   
           ระยะหลังมีต้นฉบับเข้าตาส่งมาบ้างไหม  
           เข้าตาหมดแหละ แต่เข้าใจหรือเปล่า (หัวเราะ)  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           ตอนนี้มองพัฒนาการของนักเขียนไทยเป็นอย่างไรคะ
           ปัญหาหนึ่งสำหรับนักเขียนจำนวนหนึ่ง คือเขาไม่อยากให้ตรวจแก้ต้นฉบับเขาน่ะ ผมเคยได้ยินนักเขียนอายุสิบแปดปีพูดว่า ต้นฉบับเป็นของผม ใครจะมาแก้ภาษาผมไม่ได้ นี่คือปัญหาใหญ่ แตะไม่ได้ก็จบ มีคนๆ หนึ่งเคยทำงานมาให้เรา มันเป็นงานแปลที่ดี แล้วเราก็ตั้งใจว่าจะพิมพ์ เขาบอกว่าอย่าแตะต้นฉบับเขานะ ผมก็รับไว้ แล้วเวลาผ่านไปประมาณสองปี เขาถามว่าอ้าวเป็นไง ไปถึงไหนแล้ว ผมก็บอก ยังไม่ได้ทำอะไรครับ เพราะผมไม่แตะต้นฉบับ ตอนนี้ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ผมก็ยังไม่ได้แตะ  
           คือมันเป็นไปไม่ได้ ที่ใครจะไม่พลาดเลย มันต้องมีพลาดครับ เราอ่านต้นฉบับมาตั้งมากมาย มันไม่ใช่การตำหนิ แต่เป็นการทำงานร่วมกัน  
   
            สำนักพิมพ์ผีเสื้อเลยดูมีคนแปลอยู่ไม่กี่คน  
           ก็ใช่ครับ เป็นพวกที่รู้ทางกัน รับคนนอกไหม ก็รับ แต่คนนอกอาจจะมีปัญหาไม่รู้ทางกัน ปัญหาอีกอย่างคือ ผีเสื้อใช้เวลานานมากในการตรวจแก้ นานจนกระทั่งเราแน่ใจว่าเรื่องที่คนไทยอ่านต้องไปคุยกับเจ้าของต้นฉบับได้รู้เรื่องเหมือนกันทุกอย่าง  
           อย่างไรก็ตาม การที่ผมคิดเรื่องสถาบันหนังสือแห่งชาติ และทุ่มเททำทุกสิ่งทุกอย่างมาเป็นเวลา ๘ เดือนนี้ ผมขอประกาศให้สาธารณะรับรู้ไว้ ณ ที่นี้ว่า ถ้าวันใดวันหนึ่ง เรื่องนี้เกิดเป็นจริงขึ้นมา สำนักพิมพ์ผีเสื้อจะไม่เกี่ยวข้องด้วย หากการมีหนังสือของสำนักพิมพ์เข้าไปอยู่ในห้องสมุดโรงเรียนแล้วเกิดข้อครหา ก็อาจระบุเสียตั้งแต่ต้นว่า สำนักพิมพ์ไม่อยู่ในสารบบก็ได้ ผมไม่เดือดร้อนอะไร  
   
            เวลาไม่ใช่ข้อบีบคั้นคุณเลย  
           ไม่มีครับ บางเล่มใช้เวลาสี่ห้าปี อย่างชุดนาร์เนียทั้งหมดเจ็ดปี  
   
            ไม่ขาดทุนหรือคะ  
           ขาดทุนครับ ขาดทุนสตางค์นะ แต่ถามว่ากำไรทุกครั้งไหม ผมบอกว่ากำไรทุกครั้ง กำไรตรงใจ เชื่อเถอะเด็กที่ได้อ่านหนังสือของผีเสื้อวันนี้ โตขึ้นอีกยี่สิบสามสิบปี เมื่อเขาเป็นพ่อคนแม่คน เขาจะขอบคุณเรา  
           ผมว่าผมค่อนข้างเชื่อพระเจ้าซะแล้วนะ เราเคยเจอวิกฤตครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๔๐ มันใหญ่หลวงหนักหนามาก ถึงขนาดที่เราคิดว่าเราจะอยู่หรือจะไป อย่างที่เคยเล่าให้ฟังในนิตยสารสารคดี ว่ามีคนมาเสนอให้ผมยืมสตางค์ แล้วผมก็คิดว่าเขาจะมาไม้ไหน มาเล่นอะไรกับเราหรือเปล่า แต่ท้ายที่สุด เขาเซ็นเช็คแค่สองฉบับเท่านั้นในเวลาหนึ่งวัน เพื่อจะปลดหนี้ทั้งหมดที่ผมมีอยู่ตลอดมา แล้วผมก็เป็นไทแก่ตัว มีตัวเลขเป็นศูนย์ครั้งแรกในชีวิต หลังจากติดลบมาเป็นเวลานานมาก  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           เขามาจากไหนคะ
           พระเจ้าส่งเขามา ผมไม่รู้จักเขามาก่อน เขาเป็นเพื่อนของเพื่อน ไม่ได้อยู่ในวงการหนังสือด้วย เขาเป็นนักธุรกิจเล่นหุ้น เขาสามารถรวยจากหุ้นได้ด้วยการซื้อขาย วันหนึ่งเพื่อนแนะนำให้รู้จัก พอรู้จักแล้วก็คุยกันถูกคอ สนุกสนานดี เขาเรียกผมว่าลุงหมู ผมเป็นลุงหมูของคนทุกคน ไม่ว่าจะเจ็ดสิบ แปดสิบ หรือห้าขวบ ทุกคนเรียกผมลุงหมูหมด  
           เขาบอกว่าเขาไม่เคยอ่านหนังสือ ไม่ชอบอ่าน วันหนึ่งผมก็ขนหนังสือไปให้เขา ผมจะบอกให้ว่าการเริ่มต้นให้มันดีเสมอ เขาโทร.มาบอกว่า เอ้อ ดีนะ อ่านบางเล่มแล้วล่ะ ดีๆ หนังสือสวยนะ กำไรดีไหม เขาถามตามประสานักธุรกิจ ผมบอกไม่ได้กำไรหรอก ขาดทุน แล้วก็คุยกันเรื่อยเปื่อย เขาก็ชวนกินข้าว ผมบอกผมไปไม่ได้ ผมมีงานยุ่ง ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ผมปฏิเสธ เขาบอกอะไรนักหนา เป็นนายกรัฐมนตรีหรือ ผมบอกงานทำหนังสือของผมยิ่งใหญ่กว่านายกรัฐมนตรีอีก เขาก็เริ่มสงสัย ในที่สุดก็ถามว่าคุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า มีอะไรจะให้ช่วยไหม เขาหลุดปากออกมา ผมบอกว่าเรื่องมันใหญ่เกินกว่าจะช่วย ถ้าจะช่วย ช่วยขายตึกนี้ให้เถอะ (ตึกสำนักงาน) ตอนนั้นผมหมดหนทางจริงๆ แล้วเขาก็เอ่ยออกมา ให้ยืมเงินเอาไหม ผมบอกขอคิดดูก่อน  
           ก่อนหน้านี้ตอนผมทำนิตยสารลลนากับคุณสุวรรณี (สุคนธา) เราก็เคยประสบปัญหาเดียวกัน แล้วต้องยืมเงินธนาคาร ปัญหาตอนนั้นคือเจ้าหน้าที่ธนาคารส่งคนเข้ามาวุ่นวายกับเราเต็มไปหมด ผมก็กลัวว่าจะไม่เป็นอิสระ กลัวเขาจะมาบอกว่าคุณต้องทำอย่างนี้นะเพื่อที่จะได้กำไร แล้วไอ้การทำหนังสือ จะคิดถึงกำไรเป็นตัวตั้งเนี่ย ไม่ได้  
           ผ่านไปสามเดือน หลังจากที่ผมบอกว่าขอคิดดูก่อน เขาก็คุยกับผมอีกหลายครั้ง ผมเริ่มไปทานข้าวกับเขา แล้ววันหนึ่งผมก็ตัดสินใจบอกว่า ผมตกลงใจที่จะขอยืมเงินคุณ (หัวเราะ) มีแต่คนให้ยืมพูดว่าผมตกลงใจที่จะให้คุณยืมเงิน แต่รายนี้บอกว่าผมตกลงใจที่จะยืมตามที่คุณเสนอ แถมยังมีเงื่อนไขยื่นให้เขาอีกนะ ถ้าคุณจะให้ผมยืมเงิน คุณจะต้องไม่มายุ่งกับผม คุณจะต้องไม่มาล่วงรู้รายละเอียด ต้องไม่คิดดอกเบี้ยผม ต้องไม่ทวงผม  
   
           เขาก็โอ.เค.หมด
           เขาโอ.เค.หมด (หัวเราะ) แบบนี้จะไม่เรียกว่าพระเจ้าส่งเขามาได้อย่างไร  
   
           เคยถามเขาไหมว่าทำไมเขาถึงอยากช่วยคุณขนาดนั้น
           เขาบอกว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องหนังสือ แต่เขาเห็นว่าหนังสือเรานี่มันดีนะ มันทำมาดี มันประณีตดี ตั้งอกตั้งใจดี เพราะฉะนั้นถ้าเขาจะมีส่วนช่วยทำให้มีหนังสืออย่างนี้ออกต่อไปอีก ก็คงจะดี เพราะฉะนั้นผมจึงคิดถึงถ้อยคำออกมาว่าการทำหนังสือก็เสมือนหนึ่งสร้างโบสถ์วิหาร เขาได้ร่วมสร้างโบสถ์วิหารกับเรา  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
            ถ้าอย่างนั้น คุณว่า หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กดาราที่ออกกันอยู่ทุกวันนี้เป็นอย่างไร
           ผมเคยบอกว่าการผลิตหนังสือแต่ละเล่ม โดยกระบวนการแล้วมันกร่อนโลกไปมาก กร่อนโลกในที่นี้ คือเวลาผลิตหนังสือสักเล่ม เราต้องใช้กระดาษต้องโค่นต้นไม้ กลไกการเกิดของมันทำลายโลกด้วยสารพัดวิธี ลองไปดูดินที่ปลูกยูคาลิปตัส ดูฟ้า ดูอากาศว่ามันเปลี่ยนอย่างไร ดูรถบรรทุกที่แล่นขนส่งว่าทำลายอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นเราต้องทำอะไรกับการผลิตหนังสือ เราต้องดูแลให้ดีว่าผลิตหนังสือออกมาอย่างไร ให้มันมีประโยชน์ที่สุด คุ้มที่สุด อย่าให้มันเป็นขยะในรูปเล่มสวยงาม พิมพ์ดี ราคาแพง  
   
            คุณมกุฏคิดอย่างไรกับคนบางคนที่อ่านหนังสือเยอะมาก แต่ก็ฉลาดอยู่แต่ในหนังสือ แล้วสุดท้ายกลายเป็นคนคับแคบไปเลย  
           มีน้อย แต่เราอย่าไปสนใจคนอย่างนั้น ขึ้นอยู่กับคน ก็เราบอกว่าเป็น “คน”นี่ครับ เมื่อเป็นคน ต่อให้เป็นแฝดก็ยังแตกต่างกัน คนแต่ละคนสัมผัสหนังสือต่างกัน คนทำหนังสือเองทำอย่างไม่เข้าใจหนังสือ ทำเพื่อเอาสตางค์อย่างเดียวก็มี เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปตำหนิเลยว่าเขาจะอ่านหนังสือแล้วรู้แต่ในหนังสือ ปล่อยให้เขารู้ไป ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ดีกว่าเขาไม่รู้อะไรเลย  
   
            หนังสือที่เปลี่ยนชีวิตคุณคือเล่มไหน  
           ไม่มีเล่มไหนเปลี่ยนชีวิต หนังสือเริ่มต้นกับผมมาตั้งแต่หกขวบ ผมยังจำภาพได้ บ้านที่อยู่ติดกันมีครอบครัวที่อยู่ในเมือง ทุกเดือนที่พี่น้องที่ไปเรียนในเมืองกลับมา เขาจะหอบหนังสือกลับมาด้วย ภาพที่เห็นคือเขามีหนังสืออ่าน วัยเดียวกัน ไปโรงเรียนพร้อมกัน แต่อยู่ที่บ้านเขามีหนังสืออ่าน หลังจากนั้นผมก็พยายามเก็บสตางค์ซื้อหนังสืออ่านเอง หรือยืมเขาอ่านบ้าง  
           หนังสือทุกเล่มมีอิทธิพลกับผมหมด ผมปักใจนับแต่นั้นเป็นต้นมาว่าผมต้องอ่านหนังสือ ผมเชื่อว่าธรรมชาติของเด็กทุกคนอยากรู้ว่าข้างในนั้นมันมีอะไร เด็กที่อ่านไม่ออก ก็อยากอ่านออก เราจะทำอย่างไรให้เขาได้เริ่มต้น ผมเองพอได้เริ่มต้นก็มาเรื่อยๆ ไม่มีเล่มไหนมีอิทธิพลเป็นพิเศษ แต่เล่มที่มีบทบาทเป็นพิเศษคือ “โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง” ตอนนั้นผมทำนิตยสารกะรัตอยู่ หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมตัดสินใจเลิกทำนิตยสาร หันมาทำสำนักพิมพ์อย่างเดียว  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
            อะไรทำให้ประทับใจโต๊ะโตะจังมากจนคิดจะทำสำนักพิมพ์  
           ผมพบว่านี่คือหนังสือเด็กที่แท้ หนังสือเด็กที่เขียนให้เด็กอ่าน แล้วในขณะเดียวกันผู้ใหญ่อ่านก็ต้องหัวเราะ อ่านแล้วอยากอ่านอีก เพราะคนที่มีลูกอยากรู้ว่าพฤติกรรมลูกตัวเองเป็นอย่างไร มันเป็นหนังสือที่น่ารักมาก ประทับใจอีกอย่างหนึ่งคือตอนผมขอซื้อลิขสิทธิ์ คุณคุโรยานางิ เท็ตซึโกะ ผู้เขียนบอกว่าไม่ต้องมาให้เงินเขา เอาเงินไปให้ยูนิเซฟ ผมรู้สึกว่า เอ้อ อะไรดีๆ มันเกิดขึ้นได้ในวงการนี้นะ มันเชื่อมโยงถึงกันได้หมด พอรู้อย่างนั้นเราก็ทุ่มเททำอย่างดี แล้วจังหวะดี ทำออกไปขายดีมาก เดือนเดียวหมื่นเล่มหมด สมัยนั้นเยอะมาก ถึงขนาดมีคนมาขอซื้อที่สำนักพิมพ์ มีร้านค้ามาขอซื้อ ช่วง พ.ศ. ๒๕๒๗ ผมคิดว่าเป็นช่วงตื่นของวรรณกรรมเยาวชน


"เวลาผลิตหนังสือสักเล่ม เราต้องใช้กระดาษ ต้องโค่นต้นไม้ กลไกการเกิดของมันทำลายโลกด้วยสารพัดวิธี ลองไปดูดินที่ปลูกยูคาลิปตัส ดูฟ้า ดูอากาศว่ามันเปลี่ยนอย่างไร ดูรถบรรทุกที่แล่นขนส่งว่าทำลายอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลให้ดีว่าผลิตหนังสืออกมาอย่างไร ให้มันมีประโยชน์ที่สุด คุ้มที่สุด อย่าให้มันเป็นขยะในรูปเล่มสวยงาม"
 
   
            คุณมกุฏเคยอยากทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับหนังสือไหม  
           เคยคิดเป็นหมอ เพราะอยากฉีดยาเพื่อน ผมอยากดูแลรักษาผู้คน ตอนผมอายุหกขวบ ผมพกพลาสเตอร์ตลอดเวลาเลยนะ ใครหกล้ม ผมรีบวิ่งปรู๊ดเข้าไปแปะให้ ถือว่าได้ทำหน้าที่หมอแล้ว ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ากระบวนการทำหนังสือเป็นอย่างไร แต่เมื่ออายุสักเจ็ดขวบ รู้สึกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีหนังสือกอดนอนน่ะ มันมีความสุข หลับไปพร้อมกับหนังสือ พอผมอายุสิบขวบ ผมถูกส่งไปเรียนโรงเรียนมิชชั่นนารีที่จังหวัดสงขลา ผมอยู่โรงเรียนประจำ แต่อีกอย่างคือเราอยู่กับบาทหลวงฝรั่ง เราได้เรื่องดนตรีมา เราได้อ่านหนังสือ  
           ตอนผมเรียนอยู่ที่นั่น มันจะมีบอร์ดอยู่ตามเสา เขาเรียกว่าแมกกาซีนบอร์ด ใครจะเขียนอะไรไปแปะก็ได้ มีคนในห้องเรียน เขียนหนังสือด้วยลายมือแล้วเอามาเย็บเป็นเล่ม ส่งให้อ่านกัน มันเริ่มจากตอนนั้น  
           พอผมออกจากโรงเรียนประจำ กลับมาเรียนมัธยมฯ ที่อำเภอเทพา ผมเริ่มตั้งห้องสมุดของผม อายุสิบสาม ผมถามเพื่อนในจำนวนยี่สิบหกว่ามีใครอยากอ่านหนังสือบ้าง ทุกคนอยากอ่าน ขณะนั้นนิตยสารเริ่มมี อสท. ฉบับละสามบาท มีสกุลไทย แม่ศรีเรือน อะไรพวกนี้ ผมบอกว่าถ้าอยากอ่านเอาเดือนละบาท ผมเป็นต้นคิด ผมออกมากหน่อย รู้สึกจะห้าบาท เรารวบรวมเงินกันแล้วสั่งซื้อนิตยสารเหล่านี้ ครั้งแรกได้สามฉบับ  
           ของแบบนี้มันซึมซับเข้าไปโดยไม่ต้องสอนนะครับ และติดแน่นอยู่ในใจ ในความทรงจำ ในอุปนิสัย ขอให้เชื่อเถิดว่า ถ้าเราผลิตหนังสือดีๆ ให้เด็กอ่านให้เด็กเห็นตั้งแต่วัยเยาว์ เริ่มจากชั้นอนุบาลชั้นประถมหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อเขาโตขึ้น เด็กเหล่านี้จะมีรสนิยมเรื่องความงาม เรื่องศิลปะ ความประณีต ความละเอียดอ่อน แทบไม่ต้องสอนกันเลย  
           โรงเรียนเรายากจนมากนะ ห้องสมุดไม่มี มีแต่จอบเสียม เพราะต้องขุดดินขุดหญ้า เป็นโรงเรียนรุ่นบุกเบิก มีนักเรียนแค่สองห้อง ผมรื้อห้องที่เก็บจอบเสียมมุมหนึ่งแล้วทำชั้นวางหนังสือ ตัดไม้จากป่า เอาตะปูมาตอก เอาเชือกห้อยลงมาสองข้างแล้วเอาหนังสือไปวาง จากนั้นทุกคนก็มาเล็ง แต่ไม่มีใครกล้าหยิบไปอ่าน (หัวเราะ)  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           ทำไมล่ะคะ  
           เพราะมันสวยงาม มันเป็นความสำเร็จ โอ้โห เรามีนิตยสารอ่านนะ อย่างกับพวกอยู่กรุงเทพฯ เลยล่ะ กว่าจะกล้าหยิบอ่านกัน นานมาก แต่ในที่สุดก็อ่านจนหมด วันหนึ่งครูประจำชั้นเดินใส่รองเท้าส้นสูงเข้ามา ก๊อกๆๆ หยิบสกุลไทยอ่าน ผมบอก ครู ! ห้าบาท (หัวเราะ)
           ผมรู้ว่าทุกคนลำบากใจเพราะพวกเขาไม่มีสตางค์ ผมอาจจะมีค่าขนมมากหน่อย ในที่สุดผมเลยอุทิศทั้งหมด ซื้อๆๆ แล้วใส่เข้าไป ท้ายที่สุด ก่อนที่ผมจะเรียนจบ ผมมีหนังสือประมาณสามตู้ ผมยกไปให้โรงเรียนหมด นั่นคือหนังสือชุดแรกในห้องสมุดของโรงเรียน ตอนนั้นผมอายุประมาณสิบห้า จากนั้นทุกครั้งที่ผมซื้อหนังสือ ผมจะส่งไปๆๆ เวลาผ่านไปประมาณยี่สิบปีมั้ง มีจดหมายแจ้งว่า ขณะนี้ห้องสมุดโรงเรียนได้ขยายมากขึ้น อยากขอเงินผม ผมส่งไปทันทีวันที่เขาเปิด เขาเชิญผมไป ผมตะลึงมากห้องสมุดมันใหญ่โต มีหนังสือเป็นหมื่นเล่มเข้าใจว่าโรงเรียนมัธยมเทพา กลายเป็นโรงเรียนที่มีห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด  
   
            คุณมกุฏเริ่มทำงานหนังสือที่แรกที่ไหน  
           ทำหนังสืออยู่ในกองบรรณาธิการวารสารประจำของพรรคประชาธิปัตย์ ผมเขียนบทความการเมืองส่งเขามาตั้งแต่ผมเรียนหนังสืออายุ ๑๕-๑๖ ตอนอยู่ต่างจังหวัดก็เขียนส่งมา เขาก็ลงพิมพ์ให้ เราได้เห็นผลงานของเราทุกอาทิตย์ พอเรียนจบประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง เทียบเท่าอนุปริญญา ผมก็มาสมัครที่วารสารนั่นเลย ไม่คิดจะเรียนต่อแล้ว ผมรู้สึกมาตั้งนานแล้วว่า มันไร้สาระมากที่มานั่งเรียนในห้องเรียน งานเป็นเรื่องต้องทำ ตอนมาสมัครผมอายุยี่สิบ เขาบอก เฮ้ย ผมไม่เชื่อหรอก คุณปลอมตัวมา เพราะผมอ่านจากที่คุณเขียนมันต้องสักสี่สิบห้าสิบ  
           ตอนนั้นผมยังเด็ก ยังไม่รู้อะไร ก็ใช้นามปากกา “นิพพานฯ” นี่แหละ เขียนเรื่องการเมือง โอ๊ย ผมด่าเป็นหมูเป็นหมาเลย จำได้บทความชิ้นหนึ่งที่เขียนถึงประภาส (จอมพลประภาส จารุเสถียร) สมัยนั้นมันเป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย สิบสี่ตุลาฯยังไม่เกิด  
           วันหนึ่งก็มีผู้หญิงคนหนึ่ง อายุมากหน่อย เขามาติดต่อบอกว่าสนใจบทความของนิพพานฯ จังเลย เป็นใคร ความที่เราเด็กมาก และเราก็นั่งโต๊ะอยู่ตรงนั้น ก็อยากจะลุกขึ้นบอกว่าผมเอง พอผมขยับเท่านั้น หัวหน้าผมบอก โอ๊ยเขาอยู่ข้างนอก เขาไม่เข้ามาประจำหรอก เขาเขียนต้นฉบับส่งมา มีอะไรหรือครับ ท้ายที่สุดไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับไป พอเขากลับออกไป คุณมานิตย์ สังวาลย์เพ็ชร ซึ่งตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว เขาเป็นหัวหน้าผมสมัยนั้น เขาเรียกผมท่าน เขาบอกว่าท่านต้องรู้ว่าถ้ามีใครมาพบเราโดยไม่รู้จัก เราต้องไม่แสดงตัว  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           แสดงว่างานเขียนคุณต้องมีผลกระทบพอควร
           ไอ้เรื่องวิจารณ์ด่าคนน่ะ มันเป็นเรื่องที่เขียนได้ไม่รู้จักจบ แล้วไม่ใช่ด่าเขาสุ่มสี่สุ่มห้า คือพวกเผด็จการชอบคิดอะไรบ้าๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้ว เราพูดได้สบาย เราเขียนอะไรก็ถูกหมด พอมาการเมืองสมัยหลังมันซับซ้อน บางทีเราอ่านไม่ทันแล้ว เราตรงไปตรงมาเกินไป เหมือนกรณีที่เราเสนอโครงสร้างสถาบันหนังสือนี้ เรามีความปรารถนาดีเป็นที่ตั้งอย่างเดียว พอไปเจอเรื่องการเมืองเข้า เรางงเลย อะไรหลายอย่าง เขาคิดได้อย่างไร คิดได้อย่างไรว่าจะเรียกค่าเบี้ยประชุมครั้งละสองหมื่น (หัวเราะ)  
           ปัญหานี้แก้ยากตราบใดที่คนของเรายังต้องการเงิน ยังไม่เห็นแก่เด็ก เมื่อมีการประชุมโครงการนี้ มีคนในวงการหนังสือตัวโตๆ ไปแย้งกับรัฐมนตรีบอกว่าอย่าทำโครงการนี้เลย เพราะเกรงว่าจะทำให้เสียผลประโยชน์ เราก็ได้แต่คิดแล้วทิ้งเอาไว้ ผมหวังว่าในอนาคตร้อยปี สองร้อยปี หรือสามร้อยปีข้างหน้า หรือสี่ร้อยปี เท่ากับเวลาที่ดอนกิโฆเต้เดินทางมาเมืองไทย ความคิดของผมอาจจะมีคนเอามากางดูแล้วพูดว่า เออ มันถึงเวลาที่จะต้องทำ  
   
            คุณไม่คิดหรือว่าป่านนั้นหนังสืออาจจะเปลี่ยนรูปไปแล้วก็ได้  
           ไม่เปลี่ยน เชื่อเถอะ มีคนพูดว่าอีกไม่นาน หนังสือเล่มๆ พวกนี้จะไม่มีอยู่ในโลกแล้วเป็นไปไม่ได้หรอก ผมท้าเลย เมื่อไหร่โลกยังไม่ระเบิดแตกนะ หนังสือที่เป็นกระดาษนี้จะยังคงอยู่ คุณหอบโน๊ตบุ๊กเข้าไปในห้องนอน บนเตียง แล้วอ่านโน้ตบุ๊กจนหลับหรือ มันเป็นไปไม่ได้ แต่หนังสือเดินทางไปกับเราได้  
           เพื่อนคนหนึ่งที่อยู่สิงคโปร์เล่าว่า การพัฒนาของสิงคโปร์ อินเทอร์เน็ตเข้ามาอยู่ในทุกครอบครัว ทุกบ้าน ทุกคน แต่วันหนึ่งครูชั้นประถมฯ ถามว่าถ้าวันนี้ไฟฟ้าดับ เธอจะอ่านกันอย่างไร เด็กคนหนึ่งตอบว่า ผมมีหนังสือ ผมจุดเทียนอ่าน  
           ผมเชื่อนะ ผมจะตายอีกกี่ชาติ ถ้ามันยังมีโลกนี้อยู่ ผมจะต้องได้อ่านหนังสือ  
   
            คุณคิดว่าตัวคุณจะเป็นอย่างไรในวันที่โลกไม่มีหนังสือ  
           วันที่โลกไม่มีหนังสือหรือ (ยิ้ม) เราก็ต้องสร้างหนังสือสิ คำถามนี้ถ้าจะให้ผมตอบว่าเราจะตายไปพร้อมกับวันที่โลกไม่มีหนังสือ ไม่มีทาง เราจะไม่ตาย เราต้องสร้างหนังสือขึ้นมาด้วยรูปแบบอะไรก็ตาม คุณรู้หรือเปล่าว่าในการเรียนครู มันมีวิชาเล่านิทาน และผมได้คะแนนต่ำสุดในการเล่านิทาน แต่ผมเล่าในรูปแบบของหนังสือแทน ก็อย่างที่ผมบอก ผมอยากแปะพลาสเตอร์ให้เขา  
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
           ในฐานะประชาชนธรรมดา ถ้าเขาอยากสนับสนุนความคิดของคุณมกุฏ เขาจะสามารถช่วยอย่างไรได้บ้าง  
           อันที่จริง ถ้าพรรคไหนจะเอาสิ่งนี้ไปเป็นนโยบายพรรคเพื่อหาเสียง ผมไม่ขัดข้องเลยและเป็นประโยชน์แก่พรรคมาก ถ้าทำจริงๆ ตั้งแต่ตอนนั้น ป่านนี้เห็นผลแล้ว
   
           แล้วเราเริ่มต้นทำกันเองไหม  
           ทำไม่ได้ครับ ถ้าเราทำกันเอง เราก็ทำได้เหมือนที่มติชนทำอยู่ขณะนี้ เอาหนังสือไปแจก เอาหนังสือไปแจก พอปีหน้าก็ต้องแจกใหม่ ต้องแจกกันทุกปี ผมเพิ่งบริจาคดอนกิโฆเต้ให้กับเรือนจำทั่วประเทศ เหตุผลข้อแรกเพราะเซร์บันเตส (ผู้เขียน) เคยเป็นนักโทษมาก่อนเข้าใจว่าเขียนเรื่องนี้ในคุก ผมต้องการอุทิศให้เขา ประการที่สองคือคนที่อยู่ในคุก ในอนาคตอาจจะต้องการอ่านหนังสือ หรืออาจจะควรอ่านตั้งแต่ในคุกแล้ว เขาจะได้ฝึกฝนบางอย่างทางจิตใจมากขึ้น ขณะนี้เราถือเป็นภาระว่าเราจะส่งหนังสือทุกเล่มของเราไปให้เรือนจำ ตอนนี้เรือนจำทุกแห่งในประเทศมีห้องสมุด เป็นโครงการจากสมเด็จพระเทพฯ เห็นไหมว่าถ้าไม่มีใครใหญ่จริงๆ มาทำ ก็คงเริ่มต้นไม่ได้  
           ถ้าประชาชนทำเอง คุณต้องไปเริ่มต้นพูดกับคนทุกอาชีพเลย เช่น ต้องดึงนักเขียนมารวมกลุ่ม เราจะให้สวัสดิการพวกเขาอย่างไร จะเอาเงินจากไหน พูดกับนักเขียนเสร็จ เราต้องพูดกับสำนักพิมพ์ว่าจะรับงานนักเขียนไทยมากขึ้นได้ไหม สำนักพิมพ์จะยอมไหม เอาแค่นี้แล้วกัน ถามว่าระบบขายหนังสือลดราคาที่ศูนย์สิริกิติ์ปีละสองครั้งเป็นผลดีหรือผลเสียแก่ระบบ ทุกคนก็บอกว่าเสีย แต่ถามว่าจะให้คุณหยุดขายได้ไหม ทุกคนก็บอกไม่ได้ เพราะเป็นวิธีหาเงินของผมเพียงสองครั้งในหนึ่งปี  
   
           ถ้าเราเริ่มจากห้องสมุดที่คุณบอก เช่นการเวียนหนังสือระหว่างโรงเรียนใกล้เคียงหรือการจัดหาหนังสือที่หลากหลายและน่าสนใจขึ้น น่าจะพอสร้างเครือข่ายกันเองได้ไหม  
           เป็นไปได้ครับ ในเมื่อเรารู้ว่าเด็กต่างจังหวัดฉลาด และฉลาดโดยไม่ต้องอ่านหนังสือ แต่ถ้าเรามีให้เขาอ่าน เนื้อหาสาระต่างๆ มากมาย ทำไมเราไม่ให้เขา ทั้งที่เขามีสิทธิ์เหมือนคนที่กรุงเทพฯ ในเมื่อทำได้ทำไมไม่ทำ  
           เราชอบใช้คำว่าต่อยอด แต่ถ้าคุณไม่มีรากที่ดี วันหนึ่งรากเน่า ก็ตายไม่เกิดประโยชน์อะไร สิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำขณะนี้คือเอาเมล็ดมาเพาะแล้วปลูกให้แข็งแรงก่อน เราเห็นธรรมชาติง่ายๆ ทุกวันนี้เราปลูกยางด้วยการต่อตาปักกิ่ง แน่ละการทำวิธีสมัยใหม่รายได้เยอะ แต่เวลาน้ำมาที มันพัง ความเสียหายเกิด สมัยโบราณเขาจะปลูกด้วยฝังเมล็ดลงในดิน แล้วมันก็งอกงาม ธรรมชาติสอนเราว่าทำอะไรก็ตาม มันต้องทำให้เป็นราก ให้เป็นระบบ  
           เด็กพิเศษที่เก่งได้โดยไม่ต้องอ่านมีไหม มี แต่เป็นส่วนน้อย เราจะเอามาตรฐานส่วนน้อยมาใช้กับคนส่วนมากหรือ สิ่งที่ควรคิดมากกว่าคือ ทำอย่างไรจะเอาเมล็ดที่มีอยู่มากมายฝังลงไปในดิน ให้มันแตกออกมาเป็นต้น ทุกวันนี้เราเอาเมล็ดมาต้มกินหมด เรามีทรัพยากร เรามีงบประมาณ แต่เราเอาไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก ที่คุณไม่รู้ก็คือ หลังจากประกาศกฤษฎีกาออกมาวันนั้น ผมหัวใจตีบไปเลย ต้องเข้าโรงพยาบาล กลายเป็นคนป่วยนับแต่นั้น ผมเรียกมันว่า “หัวใจสลาย”  
   
   
     
 
 
 
 
   
   
           ตอนนี้อาการเป็นอย่างไรบ้างคะ
           ดีขึ้น หลังจากผ่าบอลลูนทำหัวใจมาสองปีเศษ มีผลข้างเคียงบ้าง พูดรวมๆ ก็คือเป็นคนอ่อนแอลง ในด้านหัวใจนะ ทำงานหนักมากไม่ได้ คิดหนักมากไม่ได้ คิดโง่ๆ ได้ คิดง่ายๆ ได้ สังขารภายนอกผมยังไม่สู้ดีนัก แต่ถามว่าคิดอยากทำอะไรใหญ่ไหม ยังมีแรง ถ้ามีใครคิดจริงจัง รับปากจะทำ ผมก็อาจจะไปช่วยเขาอีกก็ได้  
           ครั้งหนึ่งมีคนมาสัมภาษณ์ผม แล้วมีคำถามทิ้งไว้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตผมคืออะไร ผมบอกว่าเอาไว้ก่อน ผมพยายามเรียบเรียงคำตอบ แต่ยังสับสนอยู่ ตอนนี้คุณอยากถามไหม  
   
            อยากค่ะ (แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เขาก็ชิงตั้งคำถามนั้นขึ้นมา)  
           ถ้าโครงสร้างสถาบันหนังสือแห่งชาติจะเป็นจริงอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่มีข้อแม้จากสวรรค์หรือนรกก็ตาม ว่าต้องเอาชีวิตเข้าแลก ผมจะยอมไหม  

           (คุณมกุฏพยักหน้าตอบคำถามตัวเอง)
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   

มกุฏ อรฤดี เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เริ่มต้นเขียนกลอนส่งวิทยุตั้งแต่อายุ ๑๓ ปี และเขียนเรื่อยมาจนเรียนจบประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง จากวิทยาลัยครูสงขลา เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อเป็นนักเขียนให้กับวารสารของพรรคประชาธิปัตย์ จากนั้นย้ายไปเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ สุวรรณี สุคนธา แห่งนิตยสารลลนา
ระหว่างทำงานนิตยสาร มกุฏเขียนหนังสือเองหลายเล่มในนามปากกา “นิพพานฯ” และ “วาวแพร” เขาเปิดสำนักพิมพ์ “ดอกไม้” เพื่อตีพิมพ์หนังสือ “ผีเสื้อและดอกไม้” เป็นเล่มแรก และทำงานสำนักพิมพ์ควบคู่กับเป็นบรรณาธิการนิตยสารกะรัต จากนั้นเปลี่ยนชื่อสำนักพิมพ์เป็น “ผีเสื้อ” โดยให้เหตุผลว่า “ดอกไม้บานอยู่กับที่ แต่ผีเสื้อได้บินไปมา” ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ เขาหันมาเป็นบรรณาธิการให้กับ “ผีเสื้อ” อย่างเต็มตัว
 
มกุฏอยู่กับหนังสือตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน เคยนอกลู่นอกทางไปทำธุรกิจค้าของเก่า แต่ก็ทำเพื่อหาข้อมูลไปเขียนหนังสือ มกุฏเขียนเรื่องสั้นได้สามเรื่อง ได้ค่าเรื่องเจ็ดร้อยห้าสิบบาท ขาดทุนอีกหลายล้าน “ผมทำอะไร ผมทุ่มหมดไม่มีเหลือ” เขาวิจารณ์ตัวเอง และหัวเราะอยู่ในลำคอหุ้มเฝือก ซึ่งเกิดจากกระดูกยึดกดเส้นเอ็น โรคยอดนิยมของคนทำหนังสือ
 
             
 
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญสัมภาษณ์ > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >