ถ้าอ่านหนังสือแล้วจิตใจไม่ดี
อย่าให้อ่านเสียเลยจะดีกว่า

            คงกะพัน ไชยมะโน : สัมภาษณ์
 

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๐ คงกะพัน ไชยมะโน นักเขียนประจำหนังสือพิมพ์เนชั่นจูเนียร์ ได้สนทนากับ มกุฏ อรฤดี ถึงเรื่องต่างๆ ในวงการหนังสือ โดยเฉพาะจากกระแสข่าวงานลดราคาหนังสือ บทสนทนานี้ถอดจากแถบบันทึกเสียง พิมพ์ครั้งแรกที่นี่ (นอกเหนือจากบางส่วนที่ปรากฏในเนชั่นจูเนียร์)



คงกะพัน : อยากคุยเรื่องการไม่ขายหนังสือในงานลดราคาหนังสือนะครับ ว่าเป็นวิธีคิดที่สวนทางกับฅนอื่น
มกุฏ : ได้ครับ ---ยินดีครับ---เป็นวิธีคิดที่ดูเหมือนจะสวนทางกับฅนอื่น แต่แท้จริงแล้ว เวลาที่เรานึกถึงการอ่านหนังสือของฅนในประเทศไทย เราพยายามคิดให้ครบ คือบังเอิญผมสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่อายุ ๑๓ ตอนนี้อายุ ๕๗ ผมสนใจและศึกษามาทุกแง่มุมว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตอนอายุ ๑๓ ถามครูว่าทำไมโรงเรียนของเราไม่มีห้องสมุด ครูตอบไม่ได้ แล้วในที่สุดครูบอกว่าเราไม่มีสตางค์ เพราะรัฐบาลไม่มีงบประมาณให้ ในสมัยนั้นนะครับ เมื่อไม่มีงบประมาณเราจะทำอย่างไร ผมก็คิดว่า---คือบังเอิญเคยเรียนหนังสือในโรงเรียนฝรั่ง แล้วพอกลับมาเรียนในโรงเรียนของรัฐบาล เราอยากอ่านหนังสือ ก็ไปถามเพื่อน ยี่สิบกว่าฅนว่า มีใครอยากอ่านหนังสือมั้ย---ทุกฅนอยากอ่านหนังสือ เด็กอายุ ๑๓ นี่ อยากอ่านหนังสือทั้งนั้นแหละ แต่เมื่อไม่มีหนังสือ ไม่มีห้องสมุด ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหนอ่าน
           ผมบอกว่าถ้างั้นก็เอามาฅนละบาท รวมกันได้ทั้งหมดสิบกว่าบาท เพราะบางฅนไม่มีสตางค์ บางฅนจน ก็ได้มาสิบกว่าบาท เราเริ่มซื้อนิตยสารฉบับละ ๓ บาท ได้ ๔ ฉบับ เราทำมุมอ่านหนังสือขึ้นมุมหนึ่งในห้องเล็กๆ ก็เริ่มตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลังจากนั้นเวลาผ่านมาอีกสักประมาณ ๒๕ ปี หลังจากที่ผมออกมาแล้ว แต่ในช่วงเวลานั้นผมก็พยายามซื้อหนังสือใส่เข้าไปในห้องสมุดเล็กๆ จนขยายๆๆ แล้วจนบัดนี้ก็กลายเป็นห้องสมุดใหญ่นะครับ นั่นคือจุดเริ่มต้นว่า ปัญหาการอ่านหนังสือในเมืองไทย มันเกิดขึ้นอะไรบ้าง
           ถ้าคุณอ่านในนิตยสาร way ผมได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ คือ ฅนของสังคมของเราไม่มีสตางค์ ถ้าเราไปสนับสนุนบอกว่า การอ่านต้องเริ่มจากครอบครัว ผมถามว่าเมื่อค่าแรงร้อยกว่าบาท ในชีวิตนี้คุณจะมีปัญญาซื้อสักเล่มหนึ่งมั้ย ? หนังสือเล่มหนึ่งเท่าไหร่ เดี๋ยวนี้ ร้อยกว่าบาท สองร้อย ใช่ไหมครับ นั่นเท่ากับว่าคุณต้องเอาค่าแรงทั้งวันของเขา อย่างน้อยที่สุดสองวันเพื่อจะซื้อหนังสือได้เล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้
           เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมองย้อนกลับไปอีกว่า ปัญหามีอะไรอีกตั้งหลายอย่างนะครับ ในเรื่องการอ่านหนังสือ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องคิดแล้วละ คือเรามองกว้างกว่าเราเป็นสำนักพิมพ์ พิมพ์หนังสือแล้วขายได้ นั่นคือสิ่งที่เราภูมิใจ เราคิดไปมากกว่านั้นก็คือว่า ทำอย่างไรให้ฅนในต่างจังหวัดซึ่งไม่มีสตางค์ ได้อ่านหนังสือด้วย สิ่งที่เราคิดมาเป็นเวลาหลายปีก็คือ ระบบหนังสือสาธารณะ เคยได้ยินชื่อนี้ไหมครับ

คงกะพัน : เอ้อ---
มกุฏ : คงไม่เคย ไม่เป็นไร---ระบบหนังสือสาธารณะ ที่เราเสนอรัฐบาลที่แล้วไปก็คือ รัฐบาลต้องมีภาระหน้าที่ที่จะให้ฅน ฅนไทยทั่วประเทศเลย ไม่ใช่เฉพาะฅนในกรุงเทพฯ มีสิทธิเข้าไปในห้องสมุดได้ทุกแห่ง โดยมีบัตรประชาชน ก็รัฐบาลฉลาดนี่ คิดสมาร์ทการ์ดแล้วทำไมไม่เอาข้อมูลเพิ่มเข้าไปอีกอย่างหนึ่งว่า สมาร์ทการ์ดนี่จิ้มเข้าไปในห้องสมุดแล้วก็ยืมหนังสือออกได้ ไม่เห็นจะต้องไปทำอะไร ตอนนี้ปัญหาก็มีอยู่อีกว่า---แล้วใครจะเป็นฅนทำ หอสมุดแห่งชาติหรือ ขนาดเขาเป็นหอสมุดแห่งชาติเขายังไม่ทำเลยในเรื่องการยืมหนังสือออก คุณรู้ใช่ไหมว่า หอสมุดแห่งชาติประเทศไทยนะ ยืมหนังสือออกไม่ได้

คงกะพัน : ครับ
มกุฏ : ซึ่งน่าอัศจรรย์ใจ นะครับว่า เอ่อ---แล้วทำไงล่ะ ก็ในเมื่อหอสมุดแห่งชาติควรจะเป็นแบบอย่างของห้องสมุดอื่นๆ ทั้งหลาย แต่หอสมุดแห่งชาติไม่เคยกระตือรือร้นที่จะทำ ถามว่าทำอย่างไรจะให้ภาระการยืมหนังสือออกเกิดขึ้น เมื่อไม่เกิดก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น เขาก็ทำหน้าที่ของเขาเหมือนกับ เอ่อ---อะไร กรมศิลปากร ก็คือทำหน้าที่พิพิธภัณฑ์ คุณเข้าไปในหอสมุดแห่งชาติประเทศไทย คุณก็เข้าไปดู ดู นั่งอ่าน อ่านเสร็จแล้วคุณก็กลับ ตอนนี้บ้านคุณอยู่มีนบุรี อยู่นอกเมือง คุณจะต้องเสียค่ารถห้าสิบบาท เสียเวลาอีก สองชั่วโมงไปกลับอีกสี่ชั่วโมงเพื่อจะไปอ่านหนังสือหนึ่งเล่ม เป็นไปได้ไหม เป็นไปไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นก็ต้องมีห้องสมุดตามที่ต่างๆ
           คือ พอเราพูดถึงเรื่องการอ่านหนังสือนี่นะ เราพูดปัญหาเยอะเลยทั้งหมดมีอยู่สิบสองข้อด้วยกัน อะไรต่างๆ นี่ร่วมเข้ากันแล้วก็ ไม่อาจจะทำอะไรๆ ได้เลย

"ขนาดเขาเป็นหอสมุดแห่งชาติเขายังไม่ทำเลยในเรื่องการยืมหนังสือออก คุณรู้ใช่ไหมว่า หอสมุดแห่งชาติประเทศไทยนะ ยืมหนังสือออกไม่ได้"

           ทีนี้มาย้อนกลับไปที่ทำไมถึงควรจะไปซื้อหนังสือที่ร้าน ร้านขายหนังสือ มันเป็นบรรยากาศ ซึ่งดี เราควรสนับสนุนให้เด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่เริ่มโตขึ้น ให้เข้ามาใช้เวลา เพราะว่าอะไร เพราะเมื่อไรก็ตามคุณมีนิสัยอยากไปร้านขายหนังสือ คุณมีนิสัยอยากอ่าน โดยอัตโนมัติ แล้วการอ่านนี่เป็นเรื่องสุนทรีย์ ไม่ใช่ว่าไปแย่งกันเบียดกัน เหยียบกัน กระแทกกระทั้นกัน เหม็น หรืออะไร เป็นเรื่องรีบร้อน ไม่ใช่อย่างนั้น ควรมีเวลาดูอย่างสุนทรีย์ เวลาที่เราไปร้านหนังสือเราไม่ได้มุ่งหวังแต่ว่าจะไปเพื่อจะไปซื้อหนังสือเล่มเดียวแล้วกลับ มีอะไรอย่างอื่นให้ดูอีก นี่คือสำหรับฅนอ่าน---นะครับ สำหรับฅนอ่านเขาจะได้สิ่งที่เป็นสุนทรีย์ของชีวิต ของความคิด อะไรต่างๆ ได้ไปเยอะแยะ
           แต่ถามว่าฅนขายได้อะไร สำหรับฅนขาย ผมคิดว่าร้านขายหนังสือ ทำหน้าที่ไม่เพียงแต่ขายหนังสืออย่างเดียว แต่เขาทำหน้าที่เผยแพร่ข่าวจากสำหนักพิมพ์---มาอยู่ในตัวหนังสือนั้นเอง มาอยู่ในแผ่นพับ มาอยู่ในป้าย มาอยู่ในกิจกรรม อยู่ในอะไรต่างๆ อีก---ถ้าเผื่อว่าเมื่อใดก็ตามสังคมการอ่านเกิดขึ้น ความอยากอ่านก็จะเกิดขึ้นมาก และเป็นเรื่องปกติ แล้วก็เป็นเรื่องนิสัย เหมือนนิสัยเราที่จะไปออกกำลังกาย สุขภาพก็แข็งแรงดี การอ่านหนังสือที่ไปซื้อหนังสือตามร้านขายหนังสือมันมีอะไรอีกหลายอย่าง เอาละ--- อาจจะไม่เห็นภาพเท่าไหร่นะครับ แต่ว่าจะอธิบายให้ฟัง
           อีกมุมหนึ่งก็คือ สมมุติว่าการขายหนังสือลดราคาประจำปีเป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จมาก ต่อไปนี้ ฅนโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ในกรุงเทพฯ ก็จะรอเวลาหรือเปล่า ผมไม่ทราบ แต่สำหรับผม ได้ฟังมา ผมได้ถาม ได้เข้าไปสังเกตการณ์ในอินเตอร์เน็ต ในความเห็น ในอะไรต่างๆ แล้ว ผมได้ข้อสรุปว่ามีฅนจำนวนหนึ่ง จำนวนมากพอสมควร มีความเห็นว่าเราควรรอไปซื้อหนังสือลดราคาที่นี่ ถ้าอย่างนั้น ถ้าสมมุติว่าทุกฅนในกรุงเทพฯ คิดเหมือนกันหมดนักอ่านในกรุงเทพฯ คิดเหมือนกันหมด ก็คือว่า เอ้ย อย่าไปซื้อเลย เมษา พฤษภา มิถุนา กรกฎา สิงหา กันยา ไม่ซื้อหนังซื้อ

คงกะพัน : เก็บเงินไว้ก่อน
มกุฏ : รอ ซื้อตุลา--- ถามว่าในช่วงเวลาเหล่านี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง หนึ่ง สำนักพิมพ์ก็ไม่ค่อยพิมพ์หนังสือออกมาวางขายตามปกติ

คงกะพัน : ตอนนี้ฅนขายก็จะดูพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วย
มกุฏ : ใช่ คือคุณผลิตออกมา ๓,๐๐๐ เล่ม ในช่วงเวลา ๔-๕ เดือนนี้ คุณส่งไปขายตามร้านขายหนังสือ มันขายไม่ได้ เพราะเราพูดมาตั้งแต่ต้นแล้วใช่มั้ยว่า ฅนเขาเริ่มมีนิสัยรอซื้อหนังสือลดราคาซะแล้ว เพราะงั้น เขาก็ไม่ไปตามร้าน เมื่อไม่ไปตามร้าน ร้านก็ขายไม่ได้ เมื่อร้านขายไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น สำนักพิมพ์ไม่พิมพ์ ร้านก็ไม่มีของขาย ร้านก็ค่อยๆ หมดรายได้ไปทีละน้อย ทีละน้อย

คงกะพัน : ในอีกแง่หนึ่ง พอถึงช่วงเทศกาลงานหนังสือแล้ว แม้แต่ร้านหนังสือเองก็ไปออกร้านในงานหนังสือด้วย เขาก็ยังอุตส่าห์ขายได้ในเวลานั้น
มกุฏ : นี่ไงครับ ทำให้ร้านขายหนังสือเองต้องมีภาระเพิ่มอีกอย่างหนึ่ง คือต้องไปออก บู๊ตในงานหนังสือ ซึ่งอันที่จริงไม่ใช่ภาระหน้าที่ของร้านหนังสือที่จะไปออกบู๊ตในงานหนังสือ ร้านหนังสือควรอยู่อย่างสง่าผ่าเผยในที่ของตัวเอง ไม่ต้องมีภาระเพิ่มขึ้น การที่ร้านหนังสือต้องไปออกบู๊ต คุณอย่าลืมนะต้องมีภาระเพิ่มขึ้น คือต้องเสียค่าบู๊ต เสียค่าพนักงาน เสียเวลา เสียอะไร เสียเงินเสียทองอีกตั้งเยอะเลย เวลาที่เขาไปออกร้านเขาจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แน่ละ เขาอาจขายได้เพิ่มขึ้น แต่ถ้าเผื่อว่าฅนทุกฅนแห่กันไปซื้อหนังสือจากร้าน จะเกิดอะไรขึ้น---เขาก็ไม่ต้องไปงานลดราคา รายได้เขาก็เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องไปหักส่วนนั้น อย่างนั้นใช่รึเปล่า ดีรึเปล่า ผมไม่รู้
           แต่ว่าสำหรับผม ผมคิดว่าผมอยากให้ฅนทั้งหลายที่เป็นนักอ่านเดินเข้าไปในร้านขายหนังสือ แล้วไม่ใช่เพื่อจะซื้อหนังสือเล่มหนึ่งเล่มเดียว แต่ไปดูหนังสือเล่มนี้ เล่มโน้น เล่มนั้น เล่มนั้น เล่มนั้น ไปเรื่อยด้วย ในที่สุดก็อาจได้หนังสือเล่มอื่นซึ่งไม่ได้ตั้งใจเลย คืออย่าลืมนะครับว่าสังคมที่อ่านหนังสือจริงๆ นั้นเขาไม่ค่อยสนับสนุนการลดราคาหนังสือใหม่นะครับ เท่าที่จำได้คือเยอรมัน ญี่ปุ่น แต่ไม่ทราบว่าเลิกไปหรือยังนะครับ มีอีกหลายประเทศที่พัฒนาทางการอ่าน มีกฎหมายเลย เพราะเขาศึกษาเรื่องนี้มาแล้ว การลดราคาหนังสือใหม่มีผลเสียต่อการอ่านโดยรวม ศึกษามาเรียบร้อยแล้ว และในที่สุดก็เป็นกฎหมายบังคับ ห้ามหนังสือพิมพ์ภายในเวลากี่เดือนลดราคา เช่นหกเดือน หนึ่งปี เป็นต้น

คงกะพัน : แต่ถ้ามองในอีกแง่หนึ่งนะครับ สำหรับฅนรอซื้อหนังสือในงานหนังสือ จะมีสักส่วนหนึ่ง สมมุติเด็กๆ ที่รักการอ่าน ชนชั้นกลางหรือชนชั้นล่างที่อาจไม่มีทุนทรัพย์หรือทุนรอนพอจะซื้อหนังสือแม้เล่มเดียวในหนึ่งปี รอให้ถึงเวลานั้น เพื่อเขาจะเก็บเงินและซื้อ เด็กพวกนี้นะครับ แล้วทำไมเด็กพวกนี้เขาต้องซื้อในราคาหนังสือที่ร้าน
มกุฏ : ทำไมจะต้องไปซื้อราคาที่กำหนดในร้านหนังสือ---ทีนี้ ขณะนี้ หนังสือที่เราผลิต ที่ขายในงานสัปดาห์หนังสือ กับหนังสือที่ขายในร้านราคาเท่ากัน ใช่ไหมครับ เมื่อราคาเท่ากัน ก็จะเกิดนิสัยแล้วว่าคุณต้องไปซื้อในงานเท่านั้น เพราะลด ๒๐-๓๐% เมื่อไปซื้อในร้าน ร้านอาจจะลดได้แค่ ๑๐% แต่ถ้าหากเกิดกลไกปกติ ไม่มีการลดราคาในงาน สมมุติว่าไม่มีการลดราคาเลย สำนักพิมพ์จะทำอะไร สำนักพิมพ์ต้องตั้งราคาอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เผื่อสำหรับค่าบู๊ต ไม่เผื่อสำหรับค่าพนักงาน ไม่เผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหลายทั้งปวง ใช่ไหม ผมไม่ทราบนะ เพราะผมไม่ได้คิดคำนวณราคาแบบนี้ ผมไม่ทราบ แต่ผมตั้งคำถามว่าใช่ไหม ?---ถ้าไม่มีการลดราคาหนังสือในงานอะไรเลย หนังสือซึ่งจะส่งไปยังร้านขายหนังสือราคาจะถูกลงกว่าปกติใช่ไหม ? ผมไม่ทราบ---
           เพราะว่าอะไร เพราะถ้ามีเงื่อนไขที่สำนักพิมพ์รู้ตั้งแต่ต้นว่าร้านหนังสือ ๕๐๐ แห่ง จะวางหนังสือของเราทุกแห่งทั้งหมด หนังสือของเราจะขายได้แน่ๆ เพราะเขาจะขายเป็นปกติ ขายอย่างกระตือรือร้น ขายอย่างเอาใจใส่ แทนที่เราจะตั้งราคาเผื่อเสียไว้ถึงคูณสี่ เราคูณแค่สามได้ไหม แทนที่จะเป็นสี่สิบบาทจะเป็นสามสิบบาทได้ไหม เมื่อเป็นสามสิบบาท โอกาสที่เด็กจะซื้อมากขึ้นได้ไหม---
           ทีนี้ เอาละ ไปถึงเรื่องอื่นอีก เรื่องปลีกย่อยนิดเดียวเท่านั้นเอง ปลีกย่อยมาก เมื่อกี้คุณบอกว่าเด็กไม่มีสตางค์ เด็กทั้งหลายนี่อยู่ที่ไหน เด็กพวกนี้อยู่ห่างออกไปรอบเมือง อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ถ้าเผื่อว่ามีร้านขายหนังสืออยู่ใกล้ๆ บ้านเขา ร้านหนังสือซึ่งรอดชีวิตมาอยู่ได้เหมือนร้านขายของชำ เด็กย่อมชอบ สมมุติว่ามีร้านหนังสืออยู่ในซอยนี่ ผมแวะเข้าไปดูได้ ตอนเย็น ตอนเช้า ไปโรงเรียนตอนเย็นกลับมาก็แวะดูได้ แต่ตอนนี้ไม่มีใครที่สนใจจะเปิดร้านขายหนังสือ เหมือนสนใจจะเปิดเซเว่นอีเลเว่น

"งาน[ลดราคาหนังสือ]นี่ไม่ใช่ว่ามาเดินเล่นๆ มาเดินกันจริงๆ นะ บางทีหิ้วกระเป๋ามาเลยนะ พวกใส่ทะมัดทะแมง กลัวจะต้องไปชนกับเขานะ ผมคิดว่าถ้าเกิดให้ถืออาวุธได้ก็คงจะถือละ"

 
คงกะพัน : คุณมกุฏพูดเหมือนว่าตอนนี้สภาพของร้านหนังสือโดยทั่วไป งานหนังสือนี่มันมีสภาพเหมือนกับเมกะสโตร์ เหมือนร้านโชวห่วยรึเปล่า
มกุฏ : ครับ เริ่มจะเป็นอย่างนั้นแล้ว แต่ว่า--- แต่ว่า ร้านใหญ่ๆ ห้างใหญ่ๆ เมกะสโตร์กับ ร้านโชวห่วยอย่างที่คุณว่า ผลที่ได้แก่ฅนซื้อนี่ต่างกันนะ ดูให้ดีนะ เวลาที่คุณไปซื้อห้างใหญ่ๆ ขณะนี้ คุณได้ราคาลดได้ความสะดวกสบาย ได้ความสุข ได้อะไรหลายอย่าง

คงกะพัน : ได้ความสุข
มกุฏ : ได้ความสุขนี่ เพราะผมไปถามใครต่อใคร เมื่อผมศึกษาเรื่องหนังสือ ผมต้องศึกษาเปรียบเทียบด้วย ผมไม่ได้ศึกษาโดดๆ ผมต้องไปถามเขาด้วย เขาก็ว่าได้ทุกอย่าง คือกินข้าวก็ได้ ซื้ออะไรก็ได้ ได้ราคาถูกด้วย อากาศก็ดี ถ้าไม่ซื้อก็มาเดิน---แต่ว่าตรงข้ามกับงาน งานนี่ไม่ใช่ว่ามาเดินเล่นๆ มาเดินกันจริงๆ นะ บางทีหิ้วกระเป๋ามาเลยนะ พวกใส่ทะมัดทะแมง กลัวจะต้องไปชนกับเขานะ ผมคิดว่าถ้าเกิดให้ถืออาวุธได้ก็คงจะถือละ เพื่อจะทิ่มแทงใครก็ตาม มาด้วยบรรยากาศอีกอย่างหนึ่งนะครับ---อันนั้นนะเป็นเรื่องปลีกย่อยอีกเหมือนกัน

คงกะพัน : ครับ
มกุฏ : เวลาไปซื้อของที่ร้านโชวห่วย บางทีเราได้ของเก่าเก็บ เพราะว่ามีลูกค้า น้อย ของที่เอามาลงเมื่อปีที่แล้วยังขายไม่ได้เลย แล้วเราก็ซื้อบางทีไม่ได้ดูฉลาก ซื้อกลับไปก็ของเก่าๆ ของที่หมดอายุ
           แต่บรรยากาศของร้านหนังสือนี่เป็นอีกบรรยากาศหนึ่ง ไม่เหมือนบรรยากาศของโชวห่วย บรรยากาศของร้านหนังสือเมื่อเทียบกับในงาน ผมคิดว่าฅนที่เข้าร้านหนังสือจะมีความสุขมากกว่า---ไม่อย่างนั้นคงไม่มีนักเขียนในยุคสมัยไหนก็ตามที่เขียนถึงร้านหนังสือ ไม่มีนักเขียนในยุคสมัยไหนเขียนถึงความรักที่เกิดขึ้นในระหว่างร้านหนังสือ มีอะไรๆ อีกหลายๆ อย่างนะครับที่ประกอบกันขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่ว่าผมพูดถึงเรื่องราคาอย่างเดียว สิ่งที่ผมคิดไม่ได้อยู่แค่การขายหรือไม่ขายลดราคาหนังสือ
           สิ่งที่ผมคิดมากกว่านั้นก็คือว่า ทำอย่างไรถึงจะให้ฅนไทยได้มีโอกาสอ่านหนังสือทัดเทียมกัน นั่นคือระบบหนังสือสาธารณะหรือระบบห้องสมุดสาธารณะ นั่นคือสิ่งที่ผมคิด แต่ระบบห้องสมุดสาธารณะนั้นน่ะจะมาผูกโยงกันกับระบบการผลิตหนังสือด้วย

คงกะพัน : ยังไงล่ะครับ
มกุฏ : คือถ้าหากคุณจะทำระบบห้องสมุดของประเทศให้ดีน่ะนะ คุณต้องมีสำนักพิมพ์ ที่ดี---สำนักพิมพ์ที่ดีหมายความว่าอย่างไร คือประเทศที่เขาใช้ภาษาฝรั่งใช้ภาษาอังกฤษ เขาไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ เพราะหนังสือภาษาอังกฤษจะมาจากประเทศไหนก็แล้วแต่ ถ้าเป็นหนังสือที่ดี มาจากอเมริกา อังกฤษ ประเทศไหนก็ได้ที่ใช้ภาษาอังกฤษ แล้วส่งเข้าไปในห้องสมุด เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดถึงห้องสมุดของประเทศสิงคโปร์ เขาได้เปรียบเราคือ หนังสือมาตรฐานส่วนใหญ่ก็คือหนังสือภาษาอังกฤษ
           แต่ของเรา เราพิมพ์หนังสือไทย หนังสือไทยเมื่อเทียบอัตราส่วนในการผลิตต่อปี เป็นรายชื่อเรื่องน่ะมันน้อย โดยเฉพาะหนังสือที่เขียนเป็นภาษาไทย น้อย หนังสือที่แปลมาก็ไม่มากเท่าไหร่ ทีนี้ถ้าเผื่อว่าเราจัดระบบหนังสือห้องสมุด เราต้องมีหนังสือมากพอที่จะส่งเข้าไปในห้องสมุด---
           คือถ้าพูดเรื่องนี้ในเวลาอันสั้น คุณจะงงมาก เพราะมีรายละเอียดเยอะมากนะ---แต่จะพยายามอธิบายให้ฟังว่า เป็นแนวคิดที่อยากให้ฅนทุกฅนในประเทศนี้ได้อ่านหนังสือ แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามสำนักพิมพ์ไม่เข้มแข็ง ไม่เก่ง ไม่แข็งแรง ไม่มีความสามารถมากพอ ถึงแม้เราจะมีห้องสมุดที่ดีก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะเราไม่อาจหาหนังสือภาษาไทยที่ดีไปใส่ในห้องสมุดได้มากพอกับความต้องการของฅน

คงกะพัน : เพราะผู้ผลิตได้หายไปแล้ว---
มกุฏ : ใช่ พอจะนึกภาพออกไหมครับ ทีนี้ถามว่าเกี่ยวข้องอะไรกับงานหนังสือ มันเกี่ยวอยู่นิดหนึ่งก็คือ ในเมื่อเรารู้แล้วว่าผู้ผลิตทุกวันนี้ผลิตในช่วงมกรา กุมภา เพื่อจะขายมีนา เมษา แล้วก็ทิ้งห่างไป ช่วงนั้นแหละที่ทำให้ห้องสมุดว่างเปล่า

คงกะพัน : รวมถึงร้านหนังสือด้วย
มกุฏ : ครับ ซับซ้อนไหม

คงกะพัน : มากทีเดียว---ผมว่ายังมีผู้อ่านอีกหลายฅนที่ยังไม่รู้วงจรตรงนี้นะครับ แล้วก็ยังคงเฝ้ารอ เมื่อถึงเวลาเขาก็จะไปที่งานหนังสือ
มกุฏ : ผมก็อยากให้เขาแวะไปที่ร้านขายหนังสือ หาซื้อหนังสือซึ่งไม่มีขายในงานนี้ เมื่อไปแล้วเขาอาจจะไม่ได้หนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ แต่ได้ของสำนักพิมพ์อื่น ได้เห็นอะไรอย่างอื่น ที่เอ้อ---ออกมาใหม่ ในช่วงเวลาซึ่งไม่ใช่เวลารีบร้อนนะครับ อันนั้นเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน ใน ๑๐ วัน ๑๕ วัน ทุกอย่างรีบร้อนหมด ต้องแข่งกัน ต้องแย่งกัน จะต้องเบียดเสียดกันอะไรต่างๆ

คงกะพัน : ดูเหมือนผลกระทบอันนี้ สำนักพิมพ์ผีเสื้อจะได้รับมากกว่าฅนอื่นหรือเปล่า เพราะว่าในเมื่อสิ่งที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อกำลังทำอยู่นี่นะครับ ดูเหมือนจะมีแค่สำนักพิมพ์เดียว คือสำนักพิมพ์ผีเสื้อเป็นฅนทำ แต่สำนักพิมพ์อื่นๆ ล่ะครับ
มกุฏ : ก็ ผมคิดว่าเราพยายามนึกถึงวงกว้าง วงใหญ่ นึกถึงเวลาระยะยาวว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่อยากพูดอย่างท้าทายนะครับ เพราะถ้าพูดอย่างท้าทายเราจะไปกระทบฅนอื่นมากเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม ผมพูดหลายครั้งที่ผ่านมาว่า ถ้าเราคิดจะพัฒนาการอ่านของประเทศไทยทั้งหมด แต่เรายังใช้วิธีอย่างนี้อยู่ หมายความว่าสังคมหนังสือยังเป็นอย่างนี้อยู่ ผมให้เวลาอีก ๑๐๐ ปี เราก็ไม่อาจพัฒนาการอ่านของประเทศไทยได้ และถ้าผ่าน ๑๐๐ ปีไปแล้ว จนสิ้นโลก เกิดโลกใหม่แล้วมีมนุษย์ขึ้นมาใหม่และตั้งชื่อว่าประเทศไทย เราก็จะยังเป็นอย่างนี้อยู่---เพราะอะไร เพราะเราไม่มีทางพัฒนาอะไรได้ ถ้าเผื่อเราไม่นึกถึงฅนที่เขาไม่มีปัญญาซื้อหนังสือ---
           ถามว่าการขายหนังสือในร้านหนังสือนั้นเอื้อแก่ฅนที่ไม่มีสตางค์อย่างไร เวลาเราไปงานลดราคาหนังสือ ถามว่าฅนที่ไปงาน ๙๙ % เป็นฅนที่มีสตางค์ใช่ไหม ไม่มีใครที่ไม่มีสตางค์นอกจากขโมย โจร ฅนที่ไม่มีสตางค์ หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีสตางค์ไปในงานนี้แล้วจะได้อะไรมา แต่สมมุติว่าผมไม่มีสตางค์ วันนี้ผมเดินเข้าไปในร้านขายหนังสือ ผมได้ ผมไปพลิกดูไปเปิดดู ผมไม่ต้องซื้อกลับบ้าน ผมถึงบอกว่าร้านขายหนังสือเป็นมากกว่าร้านขายหนังสือ เป็นห้องสมุดย่อยๆ เล็กๆ ที่ฅนไม่มีสตางค์ไปหยิบฉวยเอาได้ในช่วงเวลาอันสั้น

คงกะพัน : แต่ว่าดูเหมือนว่าพฤติกรรมอย่างนี้ร้านหนังสือจะไม่ค่อยชอบ
มกุฏ : ไม่เป็นไร ต่อไปก็จะเกิดอัตโนมัตินะครับ เหมือนกับสมัยหนึ่ง เวลาเราเข้าปั๊มน้ำมัน การที่คุณจะเข้าไปฉี่ในห้องส้วมเขาน่ะ คุณจะต้องเติมน้ำมันนะสมัยก่อนนะ แต่ทุกวันนี้ ฅนเข้าไปฉี่ในห้องน้ำของปั๊มน้ำมันได้แล้วนะครับ ก็ค่อยๆ ปรับไป แล้วก็จะเอื้อกันเองนะครับ
           ร้านค้าจะอยู่ได้ด้วยอะไร ร้านค้าจะเริ่มมีลูกค้าที่ซื้อหนังสือได้จริงๆ เพิ่มขึ้น และจะมีลูกค้าซึ่งยังซื้อหนังสือไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เราอย่าไปดูถูกฅนซึ่งไม่ได้ซื้อหนังสือในวันนี้ เขาอาจจะซื้อหนังสือในวันพรุ่งนี้ก็ได้ หรือเขาอาจเกิดลูกหลาน แล้วในที่สุดลูกหลานเขาฉลาดพอที่ทำงานทำการมีอนาคต มีสตางค์ ไม่ใช่ลูกจ้าง เราต้องพยายามมองให้ไกล---มากกว่ามองการขายหนังสือปีต่อปี ปีต่อปี ปีต่อปี
           คือผมสงสารฅนทั่วไป ฅนไทยที่ไม่ได้มีโอกาสมาอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้เตรียมเงินไว้ ห้าพัน หนึ่งหมื่น ที่จะไปซื้อในงานลดราคาหนังสือ ถ้าเผื่อว่าจะไปซื้อในงานแค่เล่มเดียว คุณต้องเสียอะไร ต้องเสียค่ารถ ค่ารถเมล์ รถใต้ดิน รถไฟฟ้าอีกเท่าไหร่---อย่างที่คุณบอกว่ามี มีเก็บไว้---แล้วคุณไปได้หนังสือ ๓ เล่ม ในราคา ๒๐๐ บาท แล้วคุณต้องเสียค่ารถเท่าไหร่ กับคุณเดินไปปากซอยแล้วก็แวะเข้าร้านขายหนังสือ แล้วได้ดูโน่น ดูนี่ ดูนั่น ตั้งหลายสิบเล่ม แล้วซื้อหนังสือกลับบ้านสักเดือนละหนึ่งเล่ม คือจะดีกว่ามั้ย
           ผมเชื่อว่า ถ้าหากเราสอนให้ฅนปฏิบัติเป็นนิสัย ย่อมจะดีกว่าเป็นเทศกาล ---อะไรก็ตามที่เป็นนิสัย ย่อมดีกว่าเป็นเทศกาล ขณะนี้เรากำลังทำให้การซื้อหนังสือรักการอ่านหนังสือ ถ้าไปดูรายละเอียดในงานนี้เอง ก็แบ่งออกเป็นสองประเภทนะ ฅนที่จะมาซื้อหนังสือเพื่ออ่าน กับฅนที่มาซื้อหนังสือเพื่อซื้อหนังสือ มีฅนจำนวนหนึ่งที่มาซื้อหนังสือในงานนี้เพื่อซื้อหนังสือ แต่ถามว่าอ่านรึเปล่า

"ถ้าเมื่อใดก็ตามสำนักพิมพ์ไม่เข้มแข็ง ไม่เก่ง ไม่แข็งแรง ไม่มีความสามารถมากพอ ถึงแม้เราจะมีห้องสมุดที่ดีก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะเราไม่อาจหาหนังสือภาษาไทยที่ดีไปใส่ในห้องสมุดได้มากพอกับความต้องการของฅน"

 
คงกะพัน : ก็อาจซื้อไปเก็บ วันหนึ่งมีเวลาอาจจะมาอ่านก็ได้
มกุฏ : ครับ---ครับ ก็ดีก็ไม่ว่าอะไร ในเมื่อเขามีสตางค์ที่จะทำอย่างนั้น แต่เราก็พูดเป็นหัวข้อ ข้อคิดไว้เล่นๆ ว่าแท้จริงแล้วส่งเสริมการอ่านจริงหรือเปล่า ได้ผลในเรื่องการอ่านจริงไหม ก็อาจจะได้ในจำนวนแสนสองแสนฅนที่มาในงานนี้ ผมไม่ทราบนะครับหรืออาจจะถึงล้านฅนที่มาในงานนี้ แต่ผมไม่ได้สนใจจำนวนล้านฅนที่มาในงานนี้ ผมสนใจอีก ๖๐ กว่าล้านฅนที่อยู่ในประเทศนี้ต่างหาก
           ที่ผมคิดวิธีอย่างนี้ ผมไม่ได้คิดเพื่อจะบอกสำหรับฅนกลุ่มนี้ แต่ผมกำลังคิดเผื่อฅนอีกจำนวนมาก ตรงที่ว่าถ้าร้านขายหนังสือทั้งหลายในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑลอยู่ไม่ได้ ฅนชาวบ้านในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑลเขาจะไปแอบดูหนังสือที่ไหน เขาจะไปแอบดูในงานมหกรรมลดราคาก็มาไม่ได้ เพราะเขาไม่มีสตางค์ หรือเขาเบียดเสียดกับฅนที่มีสตางค์ไม่ได้ เพราะเวลาคุณไปในงานคุณไม่มีสิทธิจะมานั่ง ยืนอ่านเหมือนในร้าน ใช่ไหม ในร้านหนังสือคุณใช้เวลา ๑๐ นาที ๑๕ นาทีได้ แต่ที่นี่คุณใช้เวลาอย่างนั้นได้หรือเปล่า ฅนอื่นก็กระทุ้งคุณ เอ้ย รีบหน่อย

คงกะพัน : เขาอาจจะใช้เวลาอย่างนั้นในร้านหนังสือแล้ว แล้วก็รอเวลาอีกไปในงาน
มกุฏ : ก็ได้ ก็ไม่ว่าอะไร---แต่ว่าอย่าทำให้ร้านหนังสือตาย ทำอย่างไรไม่ให้ร้านหนังสือตาย

คงกะพัน : ดูเหมือนว่าทั้งหมดที่คุณมกุฏได้พูดมาเกี่ยวกับร้านหนังสือ กับเทศกาลงานหนังสือ คุณมกุฏยังมีความรู้สึกไม่ดีกับงานหนังสือ
มกุฏ : ไม่ใช่ไม่ดีหรอกครับ แต่ผมกำลังเตือนว่า ถ้าเรายึดการลดราคาหนังสือ ไม่ใช่งานหนังสือนะครับ ถ้าเรายึดการขายหนังสือใหม่ด้วยยึดการลดราคาหนังสือเป็นสรณะ---วันหนึ่งระบบหนังสือของเราจะรวน และร้านหนังสือเล็กๆ ตามที่ต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ร้านเครือข่ายจะอยู่ไม่ได้ เมื่ออยู่ไม่ได้ โอกาสของฅนเล็กๆ ที่จะเข้าไปแสวงหาจากร้านหนังสือเล็กๆ ก็จะหมดไป สังคมการอ่านหนังสือ สังคมร้านหนังสือเล็กๆ สังคมที่เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่สังคมธุรกิจ ก็จะหมดไป
           ลองเข้าร้านหนังสือเล็กๆ ดูสิ ร้านที่ไม่ใช่เครือข่ายนะครับ จะมีบรรยากาศอีกอย่างหนึ่ง มีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง ให้ความรู้สึกบางอย่างเวลาคุณเดินกลับออกไป ให้ความรู้สึกบางอย่างเมื่อคุณเดินเข้ามานะครับ สิ่งนี้เราซื้อไม่ได้จากร้านหนังสือใหญ่ๆ สิ่งนี้เราหาไม่ได้จากงานลดราคาหนังสือนะครับ ทำอย่างไรที่จะให้สุนทรีย์ของการอ่านเกิดขึ้นในใจฅน

คงกะพัน : ฟังดูเป็นเรื่องยากนะครับ เพราะสิ่งที่คุณมกุฏพูดถึงนี่เป็นเรื่องของความรู้สึก เป็นเรื่องของจิตใจมากๆ ซึ่งเป็นเรื่องอธิบายได้ยาก
มกุฏ : แต่---เรากำลังจะละเลยหรือเปล่า ผมตั้งคำถามว่า ถ้าเผื่อเราเห็นว่าบางอย่างมันทำยาก แล้วเราละเลย เฮ้ยไอ้นี่ยากอย่าไปทำมัน เหมือนกับอีกหลายอย่าง เช่นสมัยหนึ่งนะการมีบรรณาธิการต้นฉบับในการตรวจแก้ต้นฉบับหนังสือแปลนี่ เขาบอกว่าเป็นเรื่องยาก เพราะงั้นอย่าไปมี ก็เพียงให้นักแปลที่มีการศึกษาแปล เสร็จแล้วพิมพ์เลย เพราะเชื่อได้ว่าเขามีการศึกษาดี แต่สิ่งที่ออกมาก็ผิด ผิดในข้อที่ว่าฅนมีการศึกษาดี เช่นรู้ภาษาที่หนึ่งดี เช่นรู้ภาษาสเปนดี เขาอาจไม่รู้ภาษาไทยดีก็ได้ เพราะงั้นเมื่อเขาแปลเป็นภาษาไทยเขาอาจจะใช้ภาษาไทยผิดก็ได้---สมัยหนึ่งเป็นเรื่องยากมาก แต่หลังจากที่เราพยายามรณรงค์เรื่องนี้มา คือขอให้มีบรรณาธิการต้นฉบับ ทุกวันนี้ผมเชื่อว่าสำนักพิมพ์ทุกแห่งมีบรรณาธิการต้นฉบับ จะมีมากมีน้อย มีดีมีชั่ว มีแน่นมีหลวม มีอะไรเขาก็มี ก็พยายามมี
           เพราะฉะนั้น ที่จะบอกว่าสิ่งนี้ยากอย่าไปทำมันเลย ผมว่าเป็นเรื่องผิดแล้ว โดยเฉพาะสิ่งยากที่เป็นเรื่องของจิตใจ ผิดถนัดเลย เพราะเรื่องของจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ ทำไมประเทศอื่นถึงมีหอศิลปะทั่วทุกหัวระแหงในเมืองหลวง เพราะศิลปะเป็นเรื่องของจิตใจ แต่เราไม่พยายามทำเรื่องของจิตใจให้เกิดขึ้น เราพยายามทำเรื่องวัตถุหมดเลย เรื่องจิตใจเราไม่เน้นกัน เพราะว่าเรื่องจิตใจมันยาก---จริง ใช่ ไม่รู้จะสร้างยังไงให้ทุกฅนมีจิตใจดี มีสุนทรีย์ จิตใจอ่อนโยน มีอะไรต่างๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร มันยากไปหมด
           แต่เมื่อเป็นอย่างนั้น ในที่สุดเราก็จะอ่านหนังสือแบบเครื่องจักร---แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

คงกะพัน : มองอย่างง่ายสุดเลยนะครับ---อย่างน้อยก็เกิดการอ่านขึ้น
มกุฏ : ง่ายครับ---เวลาเราสอนให้ฅนมีสติปัญญานี่ เราก็บอก เฮ้ยไม่เป็นไร เรื่องของจิตใจที่คุณ บอกว่ามันยาก ไม่เป็นไร เรื่องของจิตใจเอาไว้ก่อน ให้มันมีสติปัญญาก่อน แต่ว่าท้ายที่สุด ถ้าหากเขาเป็นฅนที่มีจิตใจแข็งกระด้าง แล้วเขามีสติปัญญา เขาจะเป็นฅนอย่างไร ฅนอย่างนี้มันเหี้ยมโหดใช่ไหม มันใช้สติปัญญาที่จะฆ่าฅนอื่นได้มากใช่ไหม มันใช้สติปัญญาในการโกงได้มากใช่ไหม เพราะว่ามันไม่มีความละเอียดอ่อน ไม่มีจิตใจดีมาถ่วงเอาไว้ เห็นไหม
           ถ้าเผื่อใครไม่ได้อ่านหนังสือ แต่เขามีความละเอียดอ่อน มีความอ่อนโยน มีจิตใจดี กับให้เขาอ่านหนังสือแล้วไม่มีสิ่งที่ดีเลยในด้านจิตใจ ผมคิดว่าอย่าให้เขาอ่านดีกว่ามั้ง

คงกะพัน : ขนาดนั้นเลยเหรอครับ
มกุฏ : เอ้อ---ควรเป็นอย่างนั้นกระมัง

คงกะพัน : แต่ว่า สำหรับบางฅนนะครับ มองว่าความจริงการอ่านก็เป็นส่วนหนึ่งของการขัดเกลาด้วยเหมือนกัน
มกุฏ : ก็เมื่อกี้ เราพูดถึงเรื่องเราอย่าไปสนใจด้านจิตใจแล้วนี่ เพราะเรื่องจิตใจเป็นเรื่องยาก--- มันต้องไปด้วยกันนะครับ ทำอย่างไรให้ไปด้วยกัน ผมไม่ได้ปฏิเสธนะ---ผมไม่ได้คัดค้าน แต่ผมติงเอาไว้ว่า งานแบบนี้ งานลดราคาหนังสือใหม่นี่ ในระยะยาวมันจะเป็นผลเสียต่อระบบ

คงกะพัน : ต้องย้อนกลับไปถามคุณมกุฏว่า คุณมกุฏได้สังเกตเรื่องนี้มาตั้งแต่งานหนังสือครั้งแรก
มกุฏ : ผมเคยไปร่วมงานหนังสือครั้งหนึ่งนะครับ ปีสองพันห้าร้อยยี่สิบเศษๆ กระมัง ถ้าจำไม่ผิด ประมาณ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว ปีนั้นสำนักพิมพ์ผีเสื้อยังไม่ได้ใช้ชื่อผีเสื้อ ขายได้มากที่สุด เราขายได้มากที่สุดทั้งที่หนังสือของเราไม่มากเลย แต่เป็นการขายได้มากที่สะท้อนใจว่า โอ้ มันไม่ถูก คือผมพยายามที่จะเข้าไปเจอของจริง---ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็คิดเอา ก็ได้เห็น ได้เรียนรู้อะไรมา คือได้เห็นจริงๆ ว่ามันค่อยๆ---

คงกะพัน : เพราะทุกครั้งผมเห็นว่างานหนังสือนี่มีเรื่องของการลดราคาเป็นกลยุทธ์อยู่แล้ว สำหรับปีละครั้งนี่นะครับ
มกุฏ : เรื่องลดราคาหนังสือใหม่ ถ้าคุณศึกษาไปตั้งแต่สมัยโน้นน่ะครับ สามสิบปีที่แล้ว ในวังบูรพามีกลุ่มร้านหนังสือเยอะนะครับ สมัยก่อนหนักกว่านี้ คือลดราคาหนังสือ ๕๐% พอนานเข้าๆ กลุ่มร้านขายหนังสือพวกนี้เองก็มาหารือกันว่า ทำอย่างไรเพราะเราแย่แล้วนะ ถ้ายังตั้งราคาหนังสือเพื่อลด ๕๐% ตลอดเวลาเขาขายหนังสือไม่ได้ แล้วค่อยมาขายได้ ๕๐% เขาก็ต้องแบกสต็อก แบกความเร่งรีบในการผลิต
           ย้อนกลับไปอีกนิดหนึ่ง มันเกิดอะไรในกลไกปลีกย่อย ให้คุณสังเกตดูคุณราคากระดาษ---ในช่วงเวลาหนึ่งปี มกรา กุมภา มีนา ราคาจะขึ้น และกระดาษขาดตลาดสำหรับสำนักพิมพ์เล็กๆ ไม่ค่อยมีนะครับ
           เรื่องอื่นอีก ขณะนี้เราทำงานด้วยการเย็บกี่ไสกาว มีเพิ่มขึ้นก็คือเรื่องเย็บกี่ ในช่วงใกล้งาน อย่างตอนนี้ร้านไสกาวเริ่มงานเต็มละ งานเต็มนี่มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราพยายามมองให้ลึกซึ้งนะครับ ตอนนี้พนักงานต้องสูดกาวมากวันหนึ่งประมาณ ๑๘ ชั่วโมง แทนที่เขาจะทำแค่ ๘ ชั่วโมง เขาจะต้องมาสูดมากขึ้นในช่วงเวลานี้ การที่สูดดมมากขึ้นจะทำให้เกิดผลเสียต่อปอดเขาเร็วขึ้น ในระยะเวลาอันสั้น เราก็พูดไม่ได้เหมือนกันว่าเขาจะเป็นมะเร็งเมื่อไหร่ แต่ถ้าเขาสูดในอัตราปริมาณเท่านี้ เหมือนกับฅนที่สูบบุหรี่ปกติวันละ ๓ มวน ก็สูบไปตามปกติ ไม่มีผลอะไร แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามเขาสูบ ๙ มวน เริ่มมีผลเร็ว เร็วขึ้น เราพยายามมองให้ลึกซึ้ง

คงกะพัน : นี่เป็นด้านที่เชื่อว่าฅนทั่วไปไม่เคยนึกถึงเลยด้วยซ้ำ
มกุฏ : นึกถึงหรือเปล่า---อุบัติเหตุเกิดขึ้น ฅนส่งของ แมสเซนเจอร์ ฅนขับมอเตอร์ไซค์ช่วงนี้ต้องทำงานหนักขึ้น ต้องเร่งรีบ ร้านเพลทต้องอยู่ดึก ต้องทำดึกทำดื่น ไอของสารเคมีที่ต้องสูดเข้าไป คืออย่างที่ผมบอกว่าสารพิษที่เราต้องสูดเข้าไปปริมาณนิดหน่อยน่ะนะในช่วงเวลาหนึ่งปี ทุกวันน่ะ ไม่ค่อยเป็นไรหรอก เพราะไม่โหมกระหน่ำ---เขาเรียกว่าไงนะ---ความเข้มไม่มากพอ แต่เมื่อใดก็ตามความเข้มเข้าไปในปอดมาก มันก็เป็นผลเสีย เราพยายามนึกกว่าผลิตหนังสือแล้วขาย ให้ฅนมาซื้อเยอะๆ นึกให้มากกว่านั้นหน่อย

คงกะพัน : เป็นแบบที่เราเรียกว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวนี่นะครับ
มกุฏ : ก็---ถูกแหละ แต่ที่จริงเราไม่ค่อยนึกถึง เพราะในวิชาชีพของฅน บางฅนที่เขาผลิตหนังสือ เขาก็บอกว่าวางแผนอย่างไรจะผลิตหนังสือแล้วขายได้ นั่นคืออาชีพของเขา ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไร แต่สำหรับผมที่บังเอิญคิดเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว ผมตั้งปณิธานว่าผมอยากคิดสำหรับฅนอื่น ฅนที่ไม่มีโอกาส---ทั้งฅนที่ไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือ และฅนที่ไม่อาจเรียกร้อง ผมยกตัวอย่างเด็กที่ต้องมาไสกาวหลายชั่วโมง อันที่จริงเขาดีใจด้วยซ้ำเพราะว่าเขาได้งาน ได้ค่าล่วงเวลามากขึ้น เขาดีใจด้วยซ้ำ แต่ในความดีใจของเขานั่นนะ เราคิดถึงอะไรให้มันมากกว่านั้นหน่อย เหมือนเรากำลังบอกว่า คุณเอาไปสิ เงินสี่เท่าห้าเท่า แต่ในใจของเรารู้นะว่า เรากำลังให้เขาไปตาย

คงกะพัน : แล้วไม่มีการป้องกันอะไรอย่างอื่นอีกหรือครับ
มกุฏ : คือพวกนี้นะครับ สารที่มันเข้ามา เขาก็ป้องกันนะใส่หน้ากาก ทีนี้พอเด็กใส่ หน้ากากวันละ ๑๘ ชั่วโมง แล้วถอดออก อีกวิธีหนึ่งคือเป่าลมออกไป เอาพัดลมนี่เป่าออกไป แต่มันก็ช่วยไม่ได้ ก็สูดเข้าไป ขนาดผมมีฅนรู้จัก เป็นเจ้าของร้านไสกาวเอง คุณพ่อเสียชีวิตเพราะมะเร็งปอด แม่ก็เสียชีวิตเพราะมะเร็งปอดนะครับ ตัวเขาก็รู้ว่าพ่อกับแม่เสียชีวิตด้วยเหตุนี้ ทุกวันนี้เขายังทำอยู่ ถามว่าเขาป้องกันไหม เขาเองก็ป้องกัน แต่พอถึงเวลาลูกค้าเข้ามา ลูกค้าบอกว่า ช่วยหน่อยนะ งานมันจะต้องรีบออก ไม่งั้นมันเสียหายนะ เพราะถ้าพ้นงานนี้ไปแล้วมันจะขายไม่ได้อีกเลย อีกตั้งกี่เดือน เขาก็ต้องทำ นี่เฉพาะอย่างเดียวนะ---เราไปมองอย่างอื่นอีก ส่วนอื่นๆ อีก ลองไปมองอีก มันก็มีอีก

"ถ้าหากเขาเป็นฅนที่มีจิตใจแข็งกระด้าง แล้วเขามีสติปัญญา เขาจะเป็นฅนอย่างไร ฅนอย่างนี้มันเหี้ยมโหดใช่ไหม มันใช้สติปัญญาที่จะฆ่าฅนอื่นได้มากใช่ไหม มันใช้สติปัญญาในการโกงได้มากใช่ไหม เพราะว่ามันไม่มีความละเอียดอ่อน ไม่มีจิตใจดีมาถ่วงเอาไว้---ถ้าอ่านหนังสือแล้วไม่มีสิ่งที่ดีเลยในด้านจิตใจ ผมคิดว่าอย่าให้เขาอ่านดีกว่ามั้ง "

 
คงกะพัน : ดูเหมือนที่คุณมกุฏพูดทั้งหมด รายละเอียดมันเยอะ คุณภาพหนังสือ ร้านหนังสือ ฅนทำหนังสือ หรือแม้กระทั่งรายละเอียดยิบย่อยต่างๆ นานา คือภาพรวมใหญ่ขนาดนี้ มองย้อนกลับไปสิ่งที่คุณมกุฏกำลังทำอยู่ สิ่งที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อกำลังทำอยู่ มันดูเหมือนกับว่าเรากำลังทำงานใหญ่เกินตัวหรือเปล่า หรือว่า---บทบาทของรัฐล่ะครับ
มกุฏ : ถ้าพูดถึงบทบาทของสำนักพิมพ์นับว่าใหญ่เกินตัว แต่ผมพยายามเรียกร้องนะครับ ผมเคยเสนอกฎหมาย ตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว เราเรียกว่าเสนอ ‘โครงสร้างสถาบันหนังสือแห่งชาติ’

คงกะพัน : นี้จะครอบคลุมทุกๆ ปัญหา---
มกุฏ : ทุกอย่างครับ คือสถาบันนี้ จะต้องดูแลระบบหนังสือทั้งหมด สถาบันนี้จะต้องรับรู้ว่าในระบบหนังสือนี่มีวิชาชีพอะไรบ้าง แล้วต้องดูแลอะไรเขาบ้าง ต้องผูกโยงกันยังไง ต้องดูแลแม้กระทั่งนักเขียน นักเขียนขณะนี้มีกี่ฅน มีใครผลิตอะไรได้บ้าง ขณะนี้เรามีนักเขียนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับอัตราส่วนประชากรนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเขียนเรื่องสำหรับเด็ก เราแทบจะไม่มีเลย และถ้าเผื่อเราไม่มีเรื่องเขียนสำหรับเด็กพื้นฐาน อย่าหวังเลยว่าเราจะพัฒนาอะไรได้ในประเทศนี้ เพราะการแปล ก็แปลถูกบ้างผิดบ้าง วัฒนธรรมก็เข้ากันไม่ได้อีก
           การเอาเรื่องของฝรั่งมาแปล แปลเสร็จ มันก็สนุกละ อย่างเช่นเรื่องของโรอัลด์ ดาห์ล เขาบอกว่าดีสนุกสนาน แต่เราต้องแปลอย่างระมัดระวังนะ เราต้องบอกเสมอว่าเรื่องนี้เหมาะสำหรับเด็กหรือเปล่า บางเรื่องเราต้องกากบาทไว้ที่ปกเลยว่าไม่เหมาะสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี คือต้องคิดอะไรเยอะครับ เพราะฉะนั้น ผมบอกว่าหนังสือของผีเสื้อไม่ขายในงานลดราคาไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นเรื่องนิดนึง นิดเดียว เดี๋ยวผมจะเอาโครงสร้างให้คุณดูว่า สิ่งที่เราพยายามบอกว่าโครงสร้างทั้งหมด มันคืออะไรบ้าง มันมีอะไรอีกตั้งเยอะแยะมากมายในระบบหนังสือ

คงกะพัน : อีกนิดหนึ่งครับ เมื่อกี้พูดถึงสถาบันหนังสือขึ้นมา พูดถึงบทบาทของรัฐขึ้นมา แล้วผลตอบรับล่ะครับ
มกุฏ : เมื่อสักประมาณสี่ปีที่แล้ว ผีเสื้อปิดสำนักพิมพ์ไปสองปี เพื่อไปทำงานนี้ให้รัฐบาลเลย ทำโครงสร้าง ทำอะไรต่างๆ สัมมนาทั่วประเทศ ในที่สุดก็เสนอกฤษฎีกา แต่ในที่สุดฅนของรัฐบาลเอง ก็เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นกฤษฎีกา ออกมาเป็นกฏหมายเขาเรียกว่าพระราชบัญญัติตั้ง ส.บ.ร. สำนักงานบริหารองค์ความรู้ นั่นเป็นผลผลิตจากการทำงานของเรา ซึ่งเราบอกว่าไม่ใช่โดยสิ้นเชิงนะครับ เพราะฅนละเรื่องกับที่เราคิดไว้ ที่เราคิดก็คือ การดูแลระบบทั้งระบบ และทำอย่างไรจะให้ระบบเดินไปโดยไม่ชะงัก แล้วฅน ในต่างจังหวัด ฅนที่ไม่มีสตางค์ อ่านหนังสือได้

คงกะพัน : ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อกำลังทำอยู่ตอนนี้ ได้รับผลตอบรับอย่างไรบ้าง หลังจากเปิดตัวแคมเปญรณรงค์ให้ฅนอ่านหนังสือในร้านหนังสือ ซื้อหนังสือในร้านหนังสือ มีผลตอบรับจากผู้อ่าน หรือว่ามีอะไรที่เห็นชัดอย่างยอดขาย
มกุฏ : ไม่มีครับ ยอดขายก็เป็นไปปกติ แต่ร้านขายหนังสือรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อยนะครับ ผมได้คำตอบจากสายส่ง คือเราไม่ได้ขายหนังสือเอง เราให้สายส่งเป็นฅนขาย เพราะงั้นสายส่งก็ไปติดต่อร้านค้า สายส่งเขาขอให้เราทำแผ่นป้ายไปติดที่ร้าน เพื่อร่วมมือกัน ผมคิดว่าเขาเองก็อยากทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ร้านขายหนังสือตื่น เราก็พยายามทำ ถามว่าเรากำลังทำอะไรอยู่บ้างในการเชิญชวนให้ฅนมาซื้อ เราก็ทำหนังสือให้อยู่ในห่อหุ้มเรียบร้อย มีของแจกของที่ระลึกนิดหน่อย มีที่คั่นหนังสือ มีโปสการ์ด มีเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เห็นว่า คุณไม่ได้มาซื้อหนังสืออย่างเดียวนะ คุณได้อะไรกลับบ้านด้วย แล้วหนังสือก็อยู่ในสภาพดีไม่ชำรุดทรุดโทรมนะครับ

คงกะพัน : แล้วจากผู้อ่านละครับ เป็นไง
มกุฏ : ดีครับ---ดี ผมได้รับการ์ดตอบจากผู้อ่านจำนวนมาก ๙๙% แสดงความคิดเห็นในทางดีมา ยินดีด้วยที่เราทำอะไรไป อย่างเช่นยินดีที่เราทำหนังสือมุมมน คุณเห็นใช่ไหมหนังสือมุมมันมน---ความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ นี่ก็ช่วยได้

คงกะพัน : มีฅนที่ไม่เข้าใจบ้างไหมครับ คุณมกุฏ
มกุฏ : มี---ไม่ใช่ไม่เข้าใจหรอก ผมคิดว่าเขากำลังคิดว่าเราคิดอะไร ทำไปทำไม ในเมื่อมีงานแล้วมีการลดราคา แล้วขายดี ทำไมไม่ไป---ทำไมไม่ลดราคา ทำไมไม่ขายดี

คงกะพัน : แล้วทำไงล่ะ เราก็ยังคงสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้ หรืออธิบายให้เขาเข้าใจ
มกุฏ : เท่าที่เราจะทำได้นะครับ ก็พยายามจะอธิบาย ใน ส.น.ช.---สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติกลุ่มหนึ่งนะครับ ก็ขอรื้อฟื้นกฎหมายนี้ขึ้นมาอีกครั้ง

คงกะพัน : คือเราเคยส่งไปเมื่อครั้งที่แล้ว
มกุฏ : ใช่ เมื่อ ๓-๔ ปีที่แล้ว ผมทำโครงสร้างไปให้เขาดูนะครับ ก็อาจจะมี ถ้าช่วงเวลาทัน ถ้าไม่ทันก็เป็นเรื่องของอนาคตต่อไปนะครับ

คงกะพัน : ในฐานะที่เป็นนักเขียนด้วย เป็นบรรณาธิการด้วย ถามกว้างๆ ถึงมุมมองที่มีต่อวงการหนังสือไทยในปัจจุบัน
มกุฏ : ประเทศไทยใหญ่มากนะ และวงการหนังสือนี่มันมากระจุกอยู่ที่งานลดราคาหนังสือ ส่วนใหญ่นะครับมุ่งที่งาน อีกกระจุกหนึ่งคือที่รางวัลซีไรต์ ทำให้บทบาทการผลิต การเขียน การขาย บทบาทอะไรต่างๆ มันเปลี่ยนไปหมด
           ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ผลิตหนังสือตามภาวะของรางวัลหนึ่งรางวัล คือว่า ปีไหนมีรางวัลกวีนิพนธ์ซีไรต์ ก็มีหนังสือกวีนิพนธ์ออกมาเต็ม นวนิยายไม่พิมพ์เลยไม่ขายเลย ดูเหมือนว่านักเขียนจะไม่เขียนเลย แต่ปีไหนที่ประกวดนวนิยาย ก็มีนวนิยายเต็ม---ปีไหนมีเรื่องสั้น---เป็นประเทศเดียวนะที่ผลิตหนังสือโดยวิธีนี้ เพราะฉะนั้นเลยทำให้รู้สึกว่า โอ้ ถ้าปีไหนใครสักฅนอยากอ่านนวนิยายของนักเขียนไทย แต่ว่าบังเอิญเขาไม่ประกวดรางวัลซีไรต์ ก็ไม่ต้องอ่าน

คงกะพัน : ก็รอไป
มกุฏ : ก็รอไป นี่ก็เหมือนกัน---เป็นเทศกาล กลายเป็นเทศกาล เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราทำ เทศกาลให้ดี ให้เป็นเทศกาลโดยรวม จะได้ไหม เอาละคุณผลิตเรื่องสั้นไปเถอะ ปีนี้ก็มีรางวัลเรื่องสั้นอีก ไม่ใช่ซีไรต์อย่างเดียว มีรางวัลของรัฐบาล รางวัลแห่งชาติ รางวัลอะไรที่เข้มแข็ง ก็ออกมา แล้วทำกันไป มันอยู่ในโครงสร้างเหล่านี้
           เรื่องการอ่านหนังสือของประเทศไหนก็ตามนะครับ เป็นหน้าที่โดยตรงเลยของรัฐบาล เวลาเราไปศึกษาสิงคโปร์ฅนส่วนใหญ่ก็บอกว่าไปดูห้องสมุดสิงคโปร์ พอไปดูแล้วก็เห็นว่า เออ เก้าอี้มันสวยดี ชั้นวางหนังสือมันสวยดี ก็กลับมาทำชั้นทำเก้าอี้ แต่ไม่ได้ศึกษาถึงว่า ก่อนจะมาเป็นห้องสมุดทันสมัยใหญ่และดึงฅนมาได้---ฅนสิงคโปร์มีแค่ ๔-๕ ล้านฅน แต่ตัวเลขที่มาอ่านหนังสือปีหนึ่ง ๓๐ ล้าน---นั้นหมายความว่าอะไร นั่นหมายความว่ามาแล้วมาอีก มาเป็นบ้าไปเลย เป็นเหมือนลมหายใจนะ คุณหายใจไม่ออกตอนอยู่บ้าน พอมาห้องสมุดปั๊บ โอ้ย มีความสุขกลับไป เพราะอะไร เพราะว่าสิงคโปร์ศึกษาเฉพาะปัญหานี้นะครับ
           ด็อกเตอร์ตันศึกษาเรื่องปัญหาการอ่าน ๒ ปี วิจัย ๒ ปี เสร็จแล้วร่างกฎหมายอีกปีหนึ่ง เสนอกฎหมายเบ็ดเสร็จ ช่วงเวลา ๖ ปี เมื่อปี ๑๙๙๗ หรือ ๙๙ หกปีนะครับจากที่ด็อกเตอร์ตันเริ่มศึกษา หกปีสิงคโปร์กลายเป็นสินค้าออกเลยนะเรื่องห้องสมุด สิงคโปร์มีซอฟต์แวร์จัดการห้องสมุดเพื่อขายให้ที่ต่างๆ มีวิทยากรไปบรรยายในประเทศต่างๆ คือเสียค่า---

คงกะพัน : ถือเป็นค่าบรรณารักษ์ของเขานะครับ
มกุฏ : คือไม่ใช่บรรณารักษ์อย่างเดียว เป็นการวางระบบ แต่ระบบนี้มาจากไหน ระบบนั้นมาจากกฎหมาย คือข้อบังคับน่ะ หน่วยงานนี้ หน่วยงานหอสมุดแห่งชาติเขาเรียกว่า เอ็นแอลบี ทำอะไรบ้าง---มีอำนาจทำอะไร มีอำนาจดูแลห้องสมุด มีอำนาจเลือกหนังสือ มีอำนาจสั่งซื้อหนังสือ ผมเสนอง่ายๆ โครงสร้างหนึ่ง ว่าที่จริงๆ เราไม่ได้ไปลอกมาจากสิงคโปร์หรอก เราคิดของเรา แต่บังเอิญไปตรงกันก็คือ การรวมศูนย์ในการสั่งซื้อหนังสือของห้องสมุดในประเทศ
           ต้องมีหน่วยงานหนึ่งที่รับเรื่องนี้ เช่นเรามีโรงเรียน ขณะนี้โรงเรียนประถมทั้งหมดประมาณ ๓๐,๐๐๐โรง ถ้าเผื่อให้โรงเรียนแต่ละแห่งไปซื้อเองเขาก็จะได้ลดราคาจากร้านค้าประมาณ ๒๐-๒๕% แต่ถ้าทุกฅนแจ้งความจำนงมา แล้วรวมศูนย์ว่าหนังสือ ก.ไก่ มีโรงเรียนสั่งมา ๕,๐๐๐ เล่ม หน่วยงานนี้ก็ไปสั่งสำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือ ก. ให้พิมพ์มา ๕,๐๐๐ เล่ม ทำปกพิเศษสำหรับห้องสมุด ใครขโมยไปขายไม่ได้ เพราะว่ามีปกของมัน พิเศษเหมือนที่เราทำหนังสือ ดอนกิโฆเต้ฯ ให้ธรรมศาสตร์ ราคาหนังสือจะลดลงอีกประมาณ ๕๐% แทนที่ประเทศ รัฐบาลจะเสียเงินเต็มจำนวน หนังสือนี้ราคา ๑๐ บาท เสียแค่ ๕ บาท ได้อ่านหนังสือเหมือนกัน แล้วได้หนังสือพิเศษด้วย

คงกะพัน : เด็กๆ เข้าถึงหนังสือได้มากขึ้น
มกุฏ : เราคิดอีกระบบหนึ่ง คือระบบหมุนเวียนหนังสือ ห้องสมุดที่อยู่ใกล้กัน ๔ แห่ง หมุนเวียนกัน ไม่จำเป็นจะต้องซื้อหนังสือเหมือนกัน ซื้อหนังสือต่างกันใน ๔ หน่วย แล้วก็หมุนกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ ยกตัวอย่างเสมอ ตัวอย่างนี้ก็คือ คุณมีเพื่อนรวมทั้งหมด ๔ ฅน ซื้อหนังสือพิมพ์ฅนละฉบับในต้อนเช้า คุณซื้อไทยรัฐ เดลินิวส์ เนชั่น มติชน คุณอ่านตอนเช้าเสร็จไปแลกกับอีกฅนหนึ่ง ตอนกลางวันไปแลกกับอีกฅนหนึ่ง ตอนเย็นไปแลกกับอีกฅนหนึ่ง พอตกเย็นคุณได้อ่านหนังสือพิมพ์ ๔ ฉบับ แต่คุณซื้อฉบับเดียว นี่คือระบบที่จะเอาไปใช้ได้---ประเทศเราจน เราไม่มีเงินพอจะซื้อหนังสือทุกเล่มแจกห้องสมุดทุกแห่ง แต่ด้วยระบบนี้เอามาใช้ได้

คงกะพัน : บ้านใกล้ไปด้วยกัน
มกุฏ : ใช่แล้ว อะไรมันเกิดขึ้นอีกนอกจากการแลกหนังสือ ไม่ใช่ว่าพอถึงเวลามายื่นหนังสือ ไม่มองหน้ากัน พูดคุยกัน---เสวนากัน มีกิจกรรมอะไรทำร่วมกัน กินกาแฟกัน กินเหล้ากัน เอ๊ะไม่เอากินเหล้าไม่ดีนะ เห็นไหม มันทำอะไรได้เยอะแยะ---ระบบหนังสือนี่ ทำอะไรได้เยอะแยะมาก อย่าไปคิดแค่ เอ้ย พิมพ์ ขาย รีบๆๆ ขาย---คิดมากกว่านั้นหน่อย

"ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ผลิตหนังสือตามภาวะของรางวัลหนึ่งรางวัล คือว่า ปีไหนมีรางวัลกวีนิพนธ์ซีไรต์ ก็มีหนังสือกวีนิพนธ์ออกมาเต็ม นวนิยายไม่พิมพ์เลยไม่ขายเลย"

 
คงกะพัน : เท่าที่เห็นสิ่งที่คุณมกุฏทำ สิ่งที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อทำนี่ ไม่ว่าจะออกแคมเปญนี้ขึ้นมา หรือว่ามีส่วนในการเขียนโครงสร้างส่งหรือทำเป็นกฎหมายให้กับรัฐบาล ยังมีอะไรอย่างอื่นอีกไหมที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อจะทำต่อไป
มกุฏ : เราก็พยายามศึกษาโน่นนี่นั่นนะครับ อย่างเช่น เราเคยศึกษาเรื่องกระดาษถนอม สายตา จนกระทั่งบัดนี้เราก็ดีใจที่ทุกฅนรู้จักถนอมสายตา แต่มีไม่กี่ฅนหรอกรู้ว่ามันมาอย่างไร เริ่มอย่างไร เริ่มก็คือ เราศึกษาว่ากระดาษขาวกับกระดาษสีนวลๆ มีผลต่อสายตาอย่างไร ก็โดยการทำวิจัยเล็กๆ ในห้องมืด เอากระดาษแต่ละชนิดมาส่องด้วยกล้องถ่ายรูปและหาค่าสะท้อนแสง ในที่สุดก็ได้ความแตกต่างออกมา แล้วก็มีโรงงานกระดาษที่เขาเอาคำไปใช้ คือ ‘กระดาษถนอมสายตา’ ซึ่งเราก็ดีใจนะครับ วิธีคิดเรื่องการทำมุมมนของหนังสือ คิดว่าจะเป็นอันตรายต่อฅนอ่านน้อยลง แล้วรูปแบบอะไรมันก็ดี
           แต่วิธีของเราโดยมากมักจะไปสวนทางกับฅนอื่น คือบางทีเขาก็ไม่เข้าใจ เช่นการเย็บกี่หนังสือ เขาบอกว่าไปเย็บกี่ทำไมราคาแพง ใช้กระดาษดีทำไมราคาแพง ผมบอกว่าเราเป็นประเทศจน ประเทศจนต้องพิมพ์หนังสือเพื่อจะให้อยู่ถึงลูกหลาน เมื่อรูปแบบให้อยู่ถึงลูกหลาน เนื้อหาก็ควรให้อยู่ถึงลูกหลานด้วย จึงไม่ใช่หนังสือฉาบฉวย---เราต้องคิดต่อไปอีกว่า จะทำอย่างไรหนังสือจึงอยู่ไปถึงลูกหลานทั้งรูปแบบและเนื้อหา และไม่ใช่เนื้อหาฉาบฉวย ไม่ใช่หนังสือที่อ่านแล้วอยากทิ้ง หรืออ่านหนเดียวก็พอแล้ว ไม่เอาละ
           อีกอย่างที่เราพยายามคิดก็คือ เรื่องการบริจาคหนังสือ ก็เป็นที่กล่าวถึงกันตลอดมาว่า หนังสืออ่านแล้วก็เอาไปบริจาคสิ ผมบอกว่าผมสงสารฅนชนบทนะ เสื้อผ้าก็ได้ของบริจาค หนังสือก็ได้ของบริจาค อาหารก็ได้ของบริจาค ทำไมไม่คิดจะซื้อหนังสือใหม่ไปบริจาคเขา อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ขณะนี้เราก็ถือเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องทำก็คือ---ทุกครั้งที่เราพิมพ์หนังสือ เราจะส่งไปให้ห้องสมุดเรือนจำ ทั้งหมดมีประมาณ ๑๓๕ แห่ง เพราะผมคิดว่าฅนเหล่านั้นต้องการนะครับ ต้องการมาก แล้วก็อยากเชิญชวน ถ้าเผื่อมีใคร---แต่ขออย่าส่งหนังสือเก่าไปให้เขา หนังสือเก่าก็เก็บไว้เองเถอะนะ อะไรเก่าๆ โทรมๆ ไม่ใช้แล้วนี่ อย่าไปให้เขา คือผมว่ามันเป็นวิธีคิดที่แปลกนะ อะไรที่เราไม่ใช้แล้วส่งไปให้ฅนอื่น ทำไมไม่เอาของที่ดี สวย พิเศษ ส่งไปให้เขา เขาคงจะมีความสุขมากกว่าได้ของใช้แล้วนะ ผมว่า เขาคงจะขอบคุณมากกว่า

คงกะพัน : คำถามสุดท้าย อาจจะไม่เกี่ยวกับทั้งหมดทั้งปวงที่เราได้พูดคุยกันมาก่อนหน้านี้ แต่ด้วยความที่หนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อนี่นะครับ หรือแม้กระทั่งจะมีบางหน้าของหนังสือที่บอกว่าเป็นสำนักพิมพ์ที่ไม่หวังหาผลกำไร ถูกไหมครับ
มกุฏ : ไม่ใช่---ไม่ใช่ไม่แสวงหาผลกำไร ต้องอ่านให้ดี คือไม่ได้หวังความร่ำรวยจากการทำ หนังสือขาย กำไรนี่อยากได้ แต่ไม่ได้หวังว่าร่ำรวย

คงกะพัน : แล้ววิธีคิดต่างๆ นานาที่ผ่านมา ทำเพื่อส่วนรวม มองภาพให้กว้าง มองภาพให้ไกล ในขณะที่สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่บริหารงานโดยนักธุรกิจ เขาต้องการผลกำไร ต้องการเงิน ดูเหมือนว่าตอนนี้เราโดดเดี่ยวอยู่ในระบบทุนนิยมหรือเปล่า แล้วเราจะอยู่อย่างไร สำหรับสำนักพิมพ์ผีเสื้อ อย่างนี้นะครับ
มกุฏ : ผมไม่รู้สึกอะไร ไม่รู้สึกเปรียบเทียบนะครับ เพราะธุรกิจก็ต้องทำธุรกิจไปนะครับ ผมเชื่อว่าฅนทำหนังสือนี่มีจิตใจบางอย่างที่ผิดปกติไปจากฅนทำวิชาชีพอื่น ฅนทำหนังสือนี่ต้องมีอะไรบางอย่างที่ดี ไม่งั้นเขาคงไม่มาทำหนังสือหรอก แต่ถึงแม้ว่าเขาจะคิดเรื่องธุรกิจมาก่อน ก็หวังว่าเมื่อเขารวย เขาคงคิดถึงอะไรที่ ---

คงกะพัน : ได้แต่หวัง---
มกุฏ : หวังครับ ไม่ใช่ได้แต่หวัง---หวัง ส่วนเรานั้น ถามว่ารู้สึกโดดเดี่ยวไหม ผมไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเราก็ทำฅนเดียวมา อะไรที่เคยคิดเคยทำมาลำพังฅนเดียว ขณะนี้มีฅนอื่นร่วมทำด้วยเราก็ยินดี อย่างเช่นเมื่อกี้ผมบอกคุณว่าเราเคยคิดเรื่องกระดาษถนอมสายตา แล้วฅนก็หัวเราะว่า เอ๊ะ เอากระดาษสีน้ำตาลมาพิมพ์ทำไม แล้วเราก็ประกาศด้วย บอกว่ากระดาษถนอมสายตานี่ ในระยะแรกก็มีฅนหัวเราะเยาะ หรือเรื่องเย็บกี่ เรื่องลิขสิทธิ์ก็เช่นกัน ทำไมถึงขอลิขสิทธิ์มาตั้ง ๒๐ กว่าปีแล้ว
           ตอนเริ่มลิขสิทธิ์นี่มีฅนหัวเราะเยาะมากนะ ขณะนี้ทุกฅนก็ยอมรับว่าลิขสิทธิ์นี่เป็นเรื่องจำเป็น เพราะไม่เช่นนั้นแล้วทุกฅนก็จะมาชนกัน คือถ้าไม่มีลิขสิทธิ์ ไม่มีตัวกลางเรื่องลิขสิทธิ์นี่ ต่างฅนต่างไม่ขอลิขสิทธิ์ แล้วก็แปลหนังสือออกมา ปรากฏว่า สำนักพิมพ์สามสี่แห่งทำเรื่องเดียวกัน ชนกัน ในที่สุดทุกฅนก็ขาดทุน ทุกฅนก็รู้แล้ว
           เพราะฉะนั้นไม่รู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกมีความสุขดีที่จะคิด จะเดินไปลำพัง

"เราเป็นประเทศจน ประเทศจนต้องพิมพ์หนังสือเพื่อจะให้อยู่ถึงลูกหลาน เมื่อรูปแบบให้อยู่ถึงลูกหลาน เนื้อหาก็ควรให้อยู่ถึงลูกหลานด้วย จึงไม่ใช่หนังสือฉาบฉวย"

 
   
   
กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญสัมภาษณ์ > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >