บรรณาธิการต้นฉบับงานแปล
มิติใหม่ในแวดวงวรรณกรรม

มนสิกุล โอวาทเภสัชช์
 

คุณเคยตกหลุมรักเรื่องแปลสักเรื่องไหม แต่ว่าต้องหงุดหงิดเพราะอ่านแค่หน้าแรกก็เต็มไปด้วยคำว่า “ที่” กว่า ๕๐ แห่ง บางตอนงงเป็นไก่ตาแตก ประโยคซ้อนประโยค วกวนเป็นบันไดลิงไต่ขึ้นฟ้า แถมผูกราวตากผ้าระเกะระกะเต็มไปหมด แต่คุณก็ยังรู้สึกรักเรื่องนี้อยู่ ก็เลยพยายามทำความเข้าใจเนื้อเรื่องตามที่คนแปลบอกมา ทั้งที่ไม่รู้ว่าต้นฉบับเขาว่าอะไร เพราะอ่านไม่ออก แต่ลึกๆ ก็อยากให้น่าอ่านกว่านี้ ถ้าเพียงแต่มีคนแปลเก่งๆ สักคน และคนที่ช่วยทำให้งานแปลนั้นดีขึ้น...แต่ใครล่ะ

           เพราะไม่เช่นนั้นแล้วงานแปลก็คงไม่ต่างจากที่ วัลยา วิวัฒน์ศร นักแปลและอาจารย์สอนภาษาฝรั่งเศส จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกว่า นักประพันธ์อาจถูกฆาตกรรมถ้าเพียงแต่มาถึงมือผู้แปลที่มิได้แปลอย่างบรรจง!

หรือดังที่ มกุฏ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ เปรียบเทียบงานแปลไว้ว่า “เหมือนกับย้ายต้นไม้แล้วตัดรากแก้ว ต้นไม้ที่ถูกย้ายจึงไม่แข็งแรง บางทีประโยคเดียว ต้องเถียงกันไม่รู้จบ ดูเหมือนว่าทุกอย่างถูกหมด แต่แท้จริงแล้วผิด”
 

ขั้นตอนการแปล อย่างไรจึงจะเรียกว่า “พอดี”

สำหรับมกุฏ อรฤดี คิดว่า “การแปล” ต้องเก็บกลิ่นนมเนยให้คงอยู่ อย่างเช่นคำว่า “พระอาทิตย์” กับ “พระจันทร์” ถ้าเป็นเรื่องที่แปลมาต้องศึกษาให้ดี โดยทั่วไปจะต้องใช้คำว่า “ดวงอาทิตย์” กับ “ดวงจันทร์” เพราะต่างชาติต่างภาษาบางแห่งเขาไม่ได้นับถือเป็น “พระ” เหมือนอย่างเรา

           ปัญหาการแปลในปัจจุบันคือ คนแปลรู้ภาษาอังกฤษดี แต่ไม่รู้ภาษาไทย งานบรรณาธิการต้นฉบับเหมือนช่างเสริมสวยทำให้ลูกค้าสวยเมื่อเดินออกจากร้าน งานตรวจ-แก้ จึงต้องทำอย่างระมัดระวัง บรรณาธิการต้นฉบับจะต้องเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดไปในหนังสือก่อนที่ผู้อ่านจะพบ

           รายละเอียดในการแปลความหมายให้ได้นัยใกล้เคียงกับต้นฉบับเดิมมากที่สุดจึงเป็นสิ่งที่ สำนักพิมพ์ผีเสื้อ กับ โครงการศูนย์การล่ามและการแปลกาญจนาภิเษก ภาควิชาภาษาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล็งเห็นความสำคัญในศาสตร์ ว่าด้วย “บรรณาธิการต้นฉบับงานแปลวรรณกรรม” ซึ่งยังไม่เคยมีสอนมาก่อนในประเทศไทย และในอีกหลายประเทศ จึงได้จัดการอบรมสำหรับบุคคลภายนอกขึ้น ตั้งแต่ ๑๕ มิถุนายน – ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตบรรณาธิการต้นฉบับงานแปลวรรณกรรม ให้ความรู้และฝึกทักษะด้านการตรวจแก้ต้นฉบับแก่ผู้แปลและสร้างจิตสำนึกในการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง

           โครงการนำร่องดังกล่าวเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรการล่ามและการแปลระดับปริญญาโท ที่จะเปิดสอนในปีการศึกษา ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นหลักสูตรภาคพิเศษสำหรับผู้ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ
 

เนื้อหาฉบับย่อ

๔๐ ชั่วโมงของการศึกษา “บรรณาธิการต้นฉบับงานแปลวรรณกรรม” อาจไม่สามารถผลิตบรรณาธิการต้นฉบับงานแปลได้ดังใจนึก แต่อย่างน้อยที่สุดผู้เข้าเรียนเข้าใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีบรรณาธิการต้นฉบับงานแปลวรรณกรรมในเมืองไทย ก่อนที่งานแปลจะออกสู่สายตาของผู้อ่าน

           ผู้เรียนหลายคนกลับไปอ่านวรรณกรรมแปลที่เคยรักเคยชื่นชอบใหม่อีกครั้งแต่กลับอ่านไม่สนุก เริ่มเป็นทุกข์เพราะมองเห็นความผิดพลาดของการแปลเกิดขึ้นระหว่างตัวอักษรและความหมาย ขณะที่สายตาไล่เรียงไป มกุฏ อรฤดี วิทยากรผู้มีประสบการณ์การตรวจแก้ต้นฉบับแห่งสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ที่โบยบินช่วยผสมพันธุ์เกสรดอกไม้เทศและไทยให้กลายเป็นดอกไม้วรรณกรรม ชูช่ออยู่ในสวนอักษรไทย และ วัลยา วิวัฒน์ศร วิทยากรอีกคนหนึ่งที่มาในนามของนักแปลมานานนับสองทศวรรษ มีผลงานประกันคุณภาพเกือบ ๑๐ เล่ม ได้เพาะ “เชื้อตาผี” ไว้ในเส้นเลือดให้แก่ผู้เรียนทั้ง ๒๒ คน ตั้งแต่ชั่วโมงแรกจวบจนชั่วโมงสุดท้าย ล่วงเลยมาจนกระทั่งปัจจุบัน แต่จะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับประสบการณ์และการทำงานหนักของแต่ละคน

           “นักแปลและบรรณาธิการต้นฉบับ ไม่สามารถมีสำนวนแปลเป็นของตนเอง แต่จะต้องถ่ายทอดนัยและสำนวนของผู้เขียนมาให้ได้” มกุฏ อรฤดี ย้ำเสมอในระหว่างการอบรม และเป็นสิ่งที่เราจะได้ทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน

           เอกสารแผ่นแรกของการอบรมเริ่มตั้งแต่กระบวนการก่อนจะมาถึงบรรณาธิการต้นฉบับ มีองค์ประกอบสำคัญเกิดขึ้นและดำเนินเกี่ยวพันต่อเนื่องมาตามลำดับและเชื่อมโยงผูกพัน คือ ผู้เขียน ต้นฉบับเดิม สำนักพิมพ์ฉบับเดิม สำนักพิมพ์ฉบับแปล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ฉบับแปล ผู้แปล ต้นฉบับแปล ข่าวสารเกี่ยวข้องกับต้นฉบับ และบรรณาธิการต้นฉบับ ก่อนที่จะไปถึงบรรณาธิการสำนักพิมพ์ และเข้าสู่กระบวนการตีพิมพ์ อันเป็นลำดับสุดท้าย

           ทั้งหมดนี้มีสองขั้นตอนสำคัญ คือ “ผู้แปล” และ “บรรณาธิการต้นฉบับ” ต้องทำงานร่วมกันอย่างเอาจริงเอาจัง วัลยา วิวัฒน์ศร วิทยากรในฐานะผู้แปลเปิดเผยขั้นตอนการแปลว่า ผู้แปล ต้องทำความเข้าใจต้นฉบับวรรณกรรมอย่างทะลุปรุโปร่ง เข้าใจโลกทัศน์ กลวิธีการแต่ง โทนน้ำเสียง ลีลาการประพันธ์ รวมทั้งบริบททางวัฒนธรรม สังคมที่เป็นฉากและยุคสมัยของงานวรรณกรรมที่ปรากฏ จากนั้นจึงเริ่มแปล ตรวจสอบและแก้ไขอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วค่อยส่งไปยังบรรณาธิการต้นฉบับ

           มกุฏ อรฤดี อธิบายต่อมาว่า ผู้ตรวจ-แก้ ต้องเห็นรายละเอียดมากกว่าต้นฉบับ รู้ภาษาที่ถ่ายทอดดี (ภาษาที่ ๒) รู้จักรสนิยมของผู้เขียนเพระมีเส้นบางๆ ที่ทำให้ราชาศัพท์กลายเป็นลิเก และลิเกเป็นเรื่องข้างถนน นั่นหมายความว่า สามารถแยกชิ้นส่วน เหมือนช่างทองที่กล้าหาญพอที่จะตัดชิ้นส่วนที่เกินออกไป

           หน้าที่ของบรรณาธิการต้นฉบับ จึงไม่เพียงแต่การตรวจ-แก้ต้นฉบับให้ถูกต้องใกล้เคียงกับต้นฉบับเดิมมากที่สุด หากยังต้องทำต้นฉบับให้ดีขึ้นในด้านการใช้ภาษา การสื่อความหมาย รายละเอียดในเรื่อง ค้นคว้าเพิ่มเติมส่วนที่ผู้แปลทำตกหล่นขาดหมายไป ทำให้ผู้อ่านโดยไม่สะดุด ทำให้ผู้อ่านรู้สึก “ดี” ต่อเรื่องที่อ่านและผู้เขียน และทำให้ผู้อ่านรู้สึก “ดี” ต่อผู้แปลอีกด้วย

           การตรวจ-แก้ต้นฉบับ มีทั้ง “ต้นฉบับเขียน” และ “ต้นฉบับแปล” ทั้งสองประเภทมีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกัน แต่การตรวจแก้ต้นฉบับแปลนั้น บรรณาธิการต้นฉบับจะต้องเทียบเคียงกับต้นฉบับภาษาเดิมด้วย ในกรณีการตรวจ-แก้ต้นฉบับแปลซึ่งไม่รู้จักภาษาเดิม ต้องใช้ประสบการณ์ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลาเพื่ออ่านนิสัยใจคอ น้ำเสียง ลีลาของผู้ประพันธ์

           “เคล็ดอย่างหนึ่งในการ “อ่านผู้เขียน” ให้ออกก็คือ ให้ผู้แปลอ่านออกเสียงเรื่องที่แปลให้ฟัง หลับตาฟังให้ดี แล้วสวมวิญญาณผู้เขียน แต่ก็มีโอกาสที่จับลีลาผิดเหมือนกัน วิธีที่ช่วยได้คือการอ่านเรื่องนั้นหลายๆ รอบ “ลีลา” คือกรุ๊ปเลือดของผู้เขียนที่ต้องจับให้ได้ เมื่อจับได้แล้วจะรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนสนิท เพราะนักเขียนซ่อนกลิ่นลมหายใจของตัวเองไม่ได้ นั่นหมายความว่า เมื่ออ่านจนแตกจะรู้ว่านักเขียนแต่ละคนมีคำของตัวเอง” มกุฏ อรฤดี ขยายความจากประสบการณ์ส่วนตัวในการทำงาน

           ในกระบวนการแปลและการตรวจ-แก้ต้นฉบับนั้น ยังมีรายละเอียดแยกย่อยลงไปอีกว่า ชื่อเรื่องควรแปลอย่างไร ให้น่าอ่าน การเขียนคำนำต้องระวังอะไรบ้าง เช่น อย่างเขียนคำนำยกย่องตัวบรรณาธิการต้นฉบับเองหรือกล่าวชมผู้แปลดีเกินเหตุ
 

"นักแปลและบรรณาธิการต้นฉบับ ไม่สามารถมีสำนวนแปลเป็นของตนเอง แต่จะต้องถ่ายทอดนัยและสำนวนของผู้เขียนมาให้ได้"

           ยังมีกลวิธีพิเศษเฉพาะเจาะจงลงไปในการตรวจ-แก้ต้นฉบับแต่ละประเภท เช่น “วรรณกรรมสำหรับเด็ก” ผู้ตรวจ-แก้ต้องมีจินตนาการ มองโลกด้วยสายตาเด็กๆ สวมวิญญาณเด็กได้จะยิ่งดี เพราะถ้าไม่คิดแบบเด็ก อาจทำให้ตรวจ-แก้ผิดพลาดได้ง่าย เพราะผู้ใหญ่คิดและรู้สึกไม่เหมือนเด็ก

           ถ้าเป็นการตรวจ-แก้ต้นฉบับ “เรื่องจินตนาการเหนือจริง หรือแฟนตาซี” ต้องเข้าใจว่ามีเรื่องประเภทนี้อยู่บนโลก “แฟนตาซี” คือสิ่งที่ผิดปกติธรรมดา ต้องรู้ให้ได้ว่าในเรื่องที่ผู้เขียนสื่อสารนั้นตรงไหนต้องการให้เหมือนจริง ตรงไหนเหนือจริง และจะใช้ภาษาอย่างไร

           งานแปลประเภท “ประวัติศาสตร์” ต้องคำนึงถึงยุคสมัยของภาษาเป็นสำคัญ ส่วนงานแปลประเภท “ความเรียง” และ “ปรัชญา” ต้องทำความเข้าใจเรื่อง “คำ” เป็นพิเศษ พยายามหาคำที่อธิบายนัยให้ชัดเจน นอกจากนี้ ต้นฉบับ “กวีนิพนธ์” มีลักษณะพิเศษซึ่งผู้ตรวจ-แก้จะต้องทำความรู้จักให้ลึกซึ้ง บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้ออธิบายว่า เสียงทอดแต่ละคำมีความสำคัญด้วยโครงสร้างของกวีนิพนธ์คือฉันทลักษณ์ จึงไม่สามารถตัดสินได้ด้วยการอ่านในใจ ต้องอ่านออกเสียงจึงจะมองเห็นความผิดพลาด

           ถึงที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเภทใด บรรณาธิการต้นฉบับต้องรับผิดชอบต่อต้นฉบับ ต่องานแปล ต่อผู้อ่าน โดยมี “จรรยาบรรณ” เป็นตัวกำหนด เช่น ไม่เปิดเผยการตรวจ-แก้ต้นฉบับต่อสาธารณะ ไม่อ้างความดีใส่ตนในการทำงาน ระวังหลีกเลี่ยงการถ่ายทอดเนื้อหาที่ทำให้ผู้อ่านทำตามแล้วเกิดผลเสียอย่างคาดไม่ถึงตามมา เช่น การฆ่าตัวตาย รายละเอียดการใช้ยาเสพติด

           สิ่งที่ มกุฏ อรฤดีให้ตระหนักไว้อีกอย่างก่อนที่ผลงานจะถูกตีพิมพ์ก็คือ “จะแก้ให้ดีหรือชั่ว ขึ้นอยู่กับการแก้ครั้งสุดท้ายในคอมพิวเตอร์ เพราะเครื่องคอมฯอาจทำให้ความหล่น ความร่วง ความสลับ ความขาดหายไปได้ หากไม่ตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้ง”

           สิ่งสำคัญซึ่งอาจเป็นปัญหายาวนานกันหลายสิบปี นั่นคือ เรื่องลิขสิทธิ์ทางปัญญา หากไม่มีการตกลงกันตั้งแต่เบื้องต้นระหว่างผู้เขียน-ผู้แปล-สำนักพิมพ์ (กรณีของบรรณาธิการต้นฉบับที่กล่าวถึงอยู่ในส่วนของสำนักพิมพ์) ต้องได้รับความยุติธรรมและโปร่งใส นี่เป็นสิ่งที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

           มกุฏ อรฤดี อธิบายถึงข้อตกลงบางประการ อันเป็นหลักสากลตามกฎหมาย ซึ่งยึดถือปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบันโดยสรุป หลังจากตกลงกับเอเจนซี่ต้นฉบับในต่างประเทศแล้ว ก็กำหนดเวลาแปลและการทำงานของสำนักพิมพ์ไม่ให้เกิน ๒ ปี ต้องมีการจ่ายเงินล่วงหน้าให้เอเจนซี่ (ประเทศไทย) ในวันทำสัญญา (แล้วแต่จะตกลงกันว่าจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์) หลังจากนั้นเริ่มทำงานได้ โดยที่สำนักพิมพ์เป็นผู้ถือสัญญา ส่งงานให้ผู้แปล หลังจากแปลเสร็จ ผู้แปลเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ฉบับ (ก) ส่งให้สำนักพิมพ์เพื่อให้บรรณาธิการต้นฉบับตรวจ-แก้เป็นต้นฉบับ(ข) ผู้ถือลิขสิทธิ์คือสำนักพิมพ์ โดยมีเวลาการทำงาน ๒ ปี ถ้าพ้นสองปีไปแล้วยังทำงานไม่เสร็จ ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้เอเจนซี่หรือแล้วแต่จะตกลงกัน

           หลังจากงานแปลได้รับการตีพิมพ์จนครบกำหนดสัญญา ๗ ปี ผู้แปลจึงสามารถนำต้นฉบับ (ก) ไปตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์อื่นได้ สำหรับต้นฉบับ (ข) ยังคงเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์ เพราะผ่านการทำงานตรวจ-แก้ไปแล้ว นี่คือความแตกต่างระหว่างงานที่มีบรรณาธิการต้นฉบับกับไม่มีบรรณาธิการต้นฉบับ
 

บทสรุปเพื่อเริ่มต้น...

ชั่วโมงสุดท้ายของการเรียนการสอน วัลยา วิวัฒน์ศร มีบทสรุปที่น่าสนใจไว้เป็นข้อคิดสำหรับคนทำงานแปล “...ผู้แปลคือผู้ทำงานที่แทนนักประพันธ์ เนื้อหาสาระ วรรณศิลป์ของผู้ประพันธ์ตกอยู่ในกำมือของผู้แปล การสื่อสารระหว่างผู้ประพันธ์ (ซึ่งถูกแทนที่โดยผู้แปล) กับผู้อ่าน จะบิดเบี้ยวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ของผู้แปล ซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับในทุกองค์ประกอบ ทุกแง่ทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นคำ ลีลา น้ำเสียง หรือระดับภาษา... ในส่วนตัวของดิฉันเอง แม้จะมีประสบการณ์ตรวจแก้ต้นฉบับมาบ้าง แต่ยังต้องการให้งานแปลของดิฉันผ่านสายตาบรรณาธิการต้นฉบับแปลอยู่ดี เพราะความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ บรรณาธิการต้นฉบับแปลที่ดีถือเป็นเกียรติยศแก่ผู้แปลและงานแปลอีกทั้งเป็นมิตรแท้ของผู้ประพันธ์ ดังนี้ ผู้แปลจึงมิได้ชื่อว่าเป็นฆาตกร และ นักประพันธ์ก็จะมิได้ถูกฆาตกรรม”

           มกุฏ อรฤดี ปิดท้ายไว้ว่า “บรรณาธิการต้นฉบับ เป็นศาสตร์และศิลป์ เหมือนการสอนวาดรูป เราสอนเรื่ององค์ประกอบศิลป์ได้ สอนเรื่องกายวิภาคได้ สอนเรื่องทฤษฎีสีได้ แต่เมื่อลงมือวาดรูปจริงๆ กลับเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลตัวที่ต้องเรียนรู้เอง เป็นเรื่องของความรู้สึก รสนิยมของคำ ที่สอนกันไม่ได้ และบางครั้งเหมือนเส้นผมบังภูเขา ในที่สุดทฤษฎีไม่มีความหมาย วันหนึ่งเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น แก่กล้ามากขึ้น จะรู้เอง”

           ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางหน่วยความจำสั้นๆ ของผู้เรียนคนหนึ่งระหว่างการอบรมเท่านั้น งานบรรณาธิการต้นฉบับที่แท้จริง ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายคนรักงานหนังสือได้เรียนรู้ไม่มีวันจบ และหากอาชีพนี้สามารถเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในแวดวงวรรณกรรมบ้านเรา ประโยชน์ทั้งมวลตกแก่ผู้อ่านโดยแท้...และคุณจะสามารถตกหลุมรักเรื่องแปลสักเรื่องอย่างไม่สะดุด?

“ควรมีมาตั้งนานแล้ว” เรืองเดช จันทรคีรี
บรรณาธิการผู้ช่วยและผู้จัดการนิตยสาร “ช่อการะเกด”

“ที่ผ่านมามักเป็นการไว้ใจคนแปล เพราะคนแปลรุ่นเก่ามีที่เชื่อถือได้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสันตสิริ ประมูล อุณหธูป เวลาแปลเขาตรวจสอบมาอย่างดี มีอยู่ช่วงหนึ่งงานแปลประเภทนักสืบ ตื่นเต้นเขย่าขวัญ รักๆ ใคร่ๆ ขายดีมาก จึงมีการฉีกกันแปล ช่วงนั้นเร่งกันทำเพื่อการค้า ทำให้นักแปลรุ่นใหม่เกิดขึ้นเยอะแต่ไม่พิถีพิถัน ถ้านักแปลเชี่ยวชาญภาษาที่ตนแปล และเข้าถึงในภาษาไทย ก็ไม่จำเป็นต้องมีบรรณาธิการต้นฉบับด้วยซ้ำ แต่ถ้ามีบรรณาธิการต้นฉบับจะช่วยได้มากตอนที่มาเป็นภาษาไทย ขัดเกลาภาษาไทย

           อย่างของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ผมว่ามีมาตรฐานดี เขาเป็นสำนักพิมพ์ผู้สร้างมาตรฐานขึ้นมาหลายอย่าง รวมทั้งการแปลด้วย เป็นสำนักพิมพ์แรกที่มีเจตนาแปลโดยไม่ผ่านภาษาที่สาม เพื่อให้ได้อรรถรสจริงๆ ซึ่งก็ยากเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะจะหาผู้เชี่ยวชาญภาษานั้นๆ ก็ไม่มาก โดยสรุป ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนหรืองานแปล ต้องมีบรรณาธิการต้นฉบับทั้งนั้น แต่เมืองไทยเราไม่ค่อยเห็นความสำคัญของบรรณาธิการต้นฉบับ ผมว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องการทำงานอย่างมืออาชีพ

           ในปัจจุบัน เรามีบรรณาธิการสำนักพิมพ์เป็นอาชีพอยู่แล้ว แต่ที่เราพูดถึงคือบรรณาธิการต้นฉบับงานเขียนและงานแปล ก่อนที่จะไปถึงมือบรรณาธิการ ผมว่าคงอีกนานถ้าจะทำในเชิงธุรกิจ เพราะตลาดหนังสือบ้านเรายังแคบ เช่น ถ้าผมอยากจะเป็นบรรณาธิการให้นักเขียนใหม่ๆ หลายคน แล้วขอกินสิบเปอร์เซ็นต์จากนักเขียน จะมีนักเขียนคนไหนไว้วางใจ ว่าผมสามารถจะอยู่เบื้องหลังเขาแล้วทำให้งานเขาโดดเด่น เขาจะยอมไหม ถ้ามีนักเขียนนักแปลยอมตรงนี้ ก็อยู่ได้ แต่ความจริงล่ะ”

“ถ้ามีได้จะเป็นเรื่องวิเศษ” เวียง-วชิระ บัวสนธ์
บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน

“การทำงานบรรณาธิการต้นฉบับ ถ้าได้คนรู้จริงจะได้งานที่มีคุณภาพออกมา สำหรับตัวเองไม่ใช่บรรณาธิการ เป็นเพียงคนที่ใจอยากทำหนังสือเท่านั้นเอง คนที่เป็นบรรณาธิการต้นฉบับจริงๆ คงต้องทำมากกว่านี้ ในแง่ของความละเอียดถี่ถ้วน ไม่ใช่ว่าไม่มีคนมีความสามารถ ความจริงมี แต่ว่าอาชีพนี้ยังไม่ได้สตางค์ เลยทำให้หายไป ส่วนบรรณาธิการเรื่องเขียน ผมอยากให้มีอย่างคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรีเยอะๆ

           คนที่จะเป็นบรรณาธิการต้นฉบับต้องรู้ภาษาไทยดี ไม่ใช่ภาษาของบรรณาธิการนะ หมายถึงว่าต้องอ่านหนังสือเป็น ต้องเข้าใจวรรณกรรม ถ้าไม่มีความรู้เรื่องวรรณกรรม จะทำให้งานของนักเขียนเสีย ยิ่งเป็นบทกวี ต้องรู้เรื่องฉันทลักษณ์

           สิ่งเหล่านี้ว่าไปแล้วไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ว่าต้องมีความใส่ใจและรักที่จะอ่านหนังสือ แล้วมันจะซึมเพราะประสบการณ์ อย่างผมเองก็แอบดูคนโน้นคนนี้

           งานที่ผมทำอยู่ เมื่อได้ต้นฉบับแปลมา ผมจะขอต้นฉบับมาดูควบคู่กัน เมื่อมีปัญหาปุ๊บ ก็ตรวจสอบดูว่ามายังไง ถ้ามันผิดก็ต้องแก้ แก้เสร็จทำเครื่องหมายไว้ แล้วหารือกับนักแปลอีกทีหนึ่ง ว่าตรงนี้มันน่าจะผิดอย่างไร บางทีเราอาจจะเข้าใจผิดก็ได้

           ถ้าผมต้องดูงานแปลจากภาษาฝรั่งเศส ก็ไปเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มเติม พอให้เปิดพจนานุกรมได้ โดยเฉพาะชื่อตัวละคร จะปรับให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด

           ผมอยากให้มีบรรณาธิการต้นฉบับเฉพาะภาษาต่างประเทศมาเลย คือว่า ถ้าเป็นงานแปลภาษาสเปน ต้องเป็นคนนี้มาช่วยดู ถ้าเป็นภาษาอิตาลี ก็ต้องเป็นคนนั้น คือว่าบ้านเรายังไม่มี ชั่วชีวิตอาจจะไม่ได้เห็น

           ถ้ามี ก็เยี่ยมเลย ทั้งคนแปล และบรรณาธิการต้นฉบับที่รู้ทั้งสองภาษา เพราะมีงานดีๆ เยอะบนโลก เราเพียงแค่ได้รู้ข่าวคราวแค่นั้น ว่างานเล่มนั้นดี เล่มนี้ดี แต่ไม่มีโอกาสอ่าน งานแปลที่เราได้อ่านกัน เป็นเพียงธุลีดินเท่านั้น ผมอยากเรียกร้องให้มีคนเห็นงานเหล่านี้ว่ามีความสำคัญ ถ้ามีได้จะเป็นเรื่องวิเศษ”
 


* เนชั่นสุดสุปดาห์ วันที่ ๒๔-๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑

   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > กลับไปสารบัญตรวจแก้ต้นฉบับ > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >