ปัญหาการแปลวรรณกรรมผ่านภาษาที่สอง
กรณีศึกษา: การแปลวรรณกรรมเรื่อง Pedro Páramo
เพ็ญพิสาข์ ศรีวรนารถ*
*อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาสเปน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
(บทความนี้ผู้วิจัยนำเสนอในการบรรยายทางวิชาการเรื่อง 'ข้ามพรมแดนความรู้ ไทย-เทศ'
ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๐)
ที่มา
การแปลวรรณกรรมช่วยให้คนที่อยู่ในแต่ละส่วนของโลกได้รับรู้เรื่องราว สภาพแวดล้อม ความคิด ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของถิ่นอื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆซึมซับจนเกิดเป็นความเข้าใจคนเชื้อชาตินั้นๆได้ อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมชิ้นเอกของโลกจำนวนไม่น้อยเขียนด้วยภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษอันถือเป็นภาษาสากลของโลก ดังนั้น การเลือกวรรณกรรมเพื่อแปลเป็นภาษาไทยยังต้องสรรหาบุคคลที่รู้ภาษาต่างประเทศนั้นๆดีพอที่จะแปลหนังสืออันทรง คุณค่าทางวรรณกรรมได้ด้วย บางครั้งการหาผู้แปลจากภาษาที่หนึ่งเป็นเรื่องยากลำบาก สำนักพิมพ์จึงมักแก้ปัญหาโดยหาผู้แปลจากภาษาที่สองแทนซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ การตัดสินใจดังกล่าวแม้จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนผู้แปลได้ แต่อาจนำมาซึ่งปัญหาต่างๆตามมามากมาย เนื่องจากทั้งสำนักพิมพ์และผู้แปลไม่อาจรู้ได้ว่าฉบับแปลภาษาอังกฤษนั้นเก็บใจความทุกอย่างและความรู้สึกทุกประการของตัวละครไว้ได้หรือไม่ อีกทั้งยังคงบริบททางวัฒนธรรมไว้ได้ครบถ้วนเพียงใด
โครงการวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาปัญหาและข้อผิดพลาดซึ่งอาจเกิดจากการแปลวรรณกรรมผ่านภาษาที่สอง และเพื่อให้เห็นตัวอย่างเป็นรูปธรรม จึงเลือกวรรณกรรมภาษาสเปนหนึ่งเรื่องมาเป็นกรณีศึกษา ทั้งนี้เนื่องจากมีนักเขียนสำคัญๆของแวดวงวรรณกรรมโลกหลายคนซึ่งมาจากกลุ่มประเทศที่พูดภาษาสเปน แต่น่าเสียดายที่ผลงานของบุคคลเหล่านั้นยังไม่ได้เผยแพร่ในประเทศไทยมากนัก เหตุเนื่องจากอุปสรรคทางด้านภาษา อีกทั้งตลาดของผู้อ่านวรรณกรรมประเภทดังกล่าวยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากคนไทยมักคิดว่าวรรณกรรมภาษาสเปนเป็นเรื่องไกลตัวและเข้าใจยาก บรรดาวรรณกรรมภาษาสเปนเพียงไม่กี่เรื่องที่แปลเป็นภาษาไทยนั้น จำนวนไม่น้อยเป็นผลงานแปลผ่านภาษาที่สอง ดังนั้น ผู้จัดทำบทความวิจัยจึงขอยกการแปลวรรณกรรมเรื่อง เปโดร ปาราโม (Pedro Páramo) ผลงานของ ฆวน รุลโฟ (Juan Rulfo) นักเขียนชาวเม็กซิกันขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา วรรณกรรมเรื่องดังกล่าวได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นวรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์เรื่องเยี่ยม อีกทั้งยังสะท้อนสภาพบ้านเมืองของประเทศเม็กซิโกในช่วงก่อนและหลังการปฏิวัติอีกด้วย สาเหตุที่เลือกการแปลวรรณกรรมเรื่องดังกล่าวเป็นกรณีศึกษานั้นก็ด้วยเหตุที่เมื่อได้อ่านฉบับแปลภาษาไทยซึ่งแปลจากฉบับแปลภาษาอังกฤษและนำมาเปรียบเทียบกับต้นฉบับภาษาสเปนแล้ว ปรากฏว่ามีข้อผิดพลาดหลายประการอันส่งผลให้ผู้อ่านรับรู้เรื่องราวที่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิม ทั้งยังมีส่วนทำให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อเรื่องได้ยากลำบากยิ่งขึ้น นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่งสำหรับผู้อ่านคนไทยที่ไม่อาจสัมผัสกับวรรณกรรมระดับโลกเรื่องนี้ได้แท้จริง งานวิจัยนี้จึงพยายามจำแนกปัญหาที่พบเป็นประเด็นต่างๆทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม พร้อมยกตัวอย่างประกอบ นอกจากนี้จะวิเคราะห์ถึงที่มาของปัญหาและข้อผิดพลาดเหล่านั้นด้วย
ความสำคัญของการแปลจากต้นฉบับภาษาเดิม
ในความเป็นจริง การแปลมิได้เป็นเพียงการแปลงรหัสระหว่างภาษาเท่านั้น แต่เป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่ง การแปลแต่ละครั้ง ผู้แปลต้องคำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรมของต้นฉบับและวัฒนธรรมของงานแปลซึ่งเป็นวัฒนธรรมปลายทาง การแปลจึงถือเป็นการจัดเรียบเรียงตัวบทเสียใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำหนดไว้และจัดเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมปลายทาง(๑) ดังนั้นการแปลผ่านภาษาที่สองจึงเป็นการแปลตัวบทที่ผ่านการเรียบเรียงให้เข้ากับวัฒนธรรมของภาษาที่สอง มิใช่การแปลจากวัฒนธรรมต้นฉบับโดยตรง สิ่งที่ผู้แปลชาวไทยรู้ ไม่รู้ หรือเข้าใจนี้ ก็จะเป็นเครื่องกำหนดการรับรู้ของผู้อ่านฉบับแปลภาษาไทยตามผู้แปลไปด้วย(๒) ผลลัพธ์คือผู้อ่านคนไทยจะได้รับรู้เนื้อความที่ผ่านการดัดแปลงให้เข้ากับวัฒนธรรมภาษาอังกฤษซึ่งผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับภาษาสเปนในบางประการ ผู้อ่านคนไทยจึงไม่ได้สัมผัสบรรยากาศตามท้องเรื่องที่ตรงตามเจตนาของผู้ประพันธ์ ส่งผลให้อรรถรสในการอ่านลดลงตามไปด้วย
ปัญหาอีกประการหนึ่งที่อาจพบในการแปลผ่านภาษาที่สองคือ ผู้แปลบางคนไม่ได้ตรวจสอบฉบับแปลภาษาที่สองซึ่งตนเลือกมาแปลว่าเชื่อถือได้เพียงใด จึงเป็นไปได้ที่ต้นฉบับแปลภาษาที่สองจะมีเนื้อหาและการตีความผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับภาษาเดิม ถ้าเป็นเช่นนั้น การแปลผ่านภาษาที่สองจะก่อให้เกิดกระบวนการแปลที่ผิดต่อเนื่องกันเป็นทอดๆ เนื้อความหลายประการต้องตกหล่นระหว่างทาง จึงอาจกล่าวได้ว่างานแปลผ่านภาษาที่สองยากนักที่จะเป็นงานแปลที่สมบูรณ์
แนะนำผู้ประพันธ์
ฆวน รุลโฟ เป็นนักเขียนชาวเม็กซิกัน เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ค.ศ.๑๙๑๗ ณ เมืองอา-ปุลโก แคว้นฆาลิสโก อยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศ ช่วงเวลาดังกล่าว การปฏิวัติยังคงดำเนินอยู่และสิ้นสุดลง ๒ ปีต่อมา หลังจากเขาเกิดไม่นาน ครอบครัวได้ย้ายไปอยู่เมืองซาน กาเบรียล
ฆวน รุลโฟจึงใช้ชีวิตวัยเด็กส่วนใหญ่ที่นั่น ในความเป็นจริงแล้วเมืองซาน กาเบรียลเคยรุ่งเรืองและเป็นศูนย์กลางการค้า แต่ผลจากการปฏิวัติ เมืองนี้จึงต้องกลายสภาพเป็นเมืองยากจนข้นแค้น ตัวของผู้ประพันธ์เองก็ได้เจริญเติบโตขึ้นมาภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว แม้เขาจะมาจากครอบครัวที่ดี แต่ในยุคปฏิวัติของพวกที่เรียกตนเองว่า กริสเตโรส ในช่วง ค.ศ.๑๙๒๖ ถึง ค.ศ. ๑๙๒๙ บริเวณแคว้นฆาลิสโก ซึ่งเป็นการต่อสู้กันระหว่างรัฐและคริสตศาสนจักร ทรัพย์สมบัติต่างๆนานาของครอบครัวก็สูญหายและถูกทำลาย ญาติพี่น้องต่างเดือดร้อน ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือบิดาของฆวน รุลโฟถูกสังหารระหว่างพยายามหลบหนี จากเหตุการณ์ดังกล่าว เขาจึงย้ายไปอยู่เมืองกวาดาลาฆารา และเปลี่ยนโรงเรียนบ่อยครั้งจนอายุ ๙ ปี มารดาของเขาก็เสียชีวิตลง เขาจึงต้องเข้าไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ในค.ศ. ๑๙๓๕ ฆวน รุลโฟย้ายไปอยู่เมืองเม็กซิโกซิตีเพื่อศึกษาต่อ ที่นั่นเองเขาได้เริ่มทำงานหลากหลายประเภท รวมทั้งการเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย นอกจากนี้เขายังได้มีโอกาสทำงานในสถาบันชนพื้นเมือง (Instituto Indigenista) ซึ่งมุ่งให้ชาวพื้นเมืองปรับตัวและใช้ชีวิตร่วมกับคนเม็กซิกันทั่วไปได้ งานดังกล่าวทำให้เขามีโอกาสเดินทางไปยังชนบทห่างไกลหลายแห่ง ได้พบชาวนาที่ยากจนและมีชีวิตทุกข์ยาก
ดังนั้นหากศึกษาผลงานของผู้ประพันธ์คนนี้ เราจะเห็นได้ว่าเนื้อหาและบรรยากาศของ นวนิยายของเขาได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ชีวิตของตนค่อนข้างมาก กล่าวคือ เขามักใช้ภาพชนบทแถบแคว้นฆาลิสโกหรือบ้านเกิดเป็นฉากหลังของนวนิยาย มักกล่าวถึงสภาพหมู่บ้านในชนบทภายหลังการปฏิวัติ และสภาพความเป็นอยู่ของชาวนาในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญ นอกจากนี้ตัวละครหลักหลายตัวมักจะตกอยู่ในสภาพเด็กกำพร้าเช่นเดียวกับเขา หรือเป็นตัวละครที่ใช้ชีวิตอยู่ในชนบท ประสบภาวะยากจนและโดนกดขี่
เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตลอดช่วงชีวิตของเขาโดยเฉพาะวัยเด็ก ส่งผลให้มุมมองแง่ลบที่เขามีต่อสังคมสะท้อนออกมาชัดเจนในผลงาน โดยเนื้อหาหลักจะมุ่งไปที่การนำเสนอสภาพความเป็นจริงที่โหดร้าย ความตาย ความโดดเดี่ยว ความสิ้นหวัง ความรุนแรง ผลพวงของการปฏิวัติ ผืนดินอันแห้งแล้ง ความยากจนของชาวนา ศาสนาซึ่งไม่อาจช่วยให้คนพ้นบาปได้ เป็นต้น
ในช่วงค.ศ.๑๙๕๐ งานเขียนในลาตินอเมริกาได้พัฒนาจากการเขียนแนวสัจจนิยมสังคมที่แพร่หลายในช่วงนั้นไปสู่การเขียนนวนิยายแนวใหม่อย่างเห็นได้ชัด รุลโฟก็เป็นคนหนึ่งในบรรดานักเขียนนวนิยายแนวใหม่นี้ ซึ่งนวนิยายแบบดังกล่าวมุ่งนำเสนอความแปลกใหม่ให้วงการวรรณกรรมสองประการคือ มุ่งนำเสนอปัญหาของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง กล่าวคือพยายามเข้าถึงภาวะจิตใจของมนุษย์ และมุ่งเสนอกลวิธีการเล่าเรื่องใหม่ๆ โดยเฉพาะแนวการเขียนที่ปรากฏในนวนิยายยุโรปและสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น(๓) จึงอาจกล่าวได้ว่ารุลโฟเป็นผู้บุกเบิกการเขียนนวนิยายแนวใหม่ให้ลาตินอเมริกาและแพร่หลายสู่ระดับโลกในเวลาต่อมา
ฆวน รุลโฟได้รับรางวัลแห่งชาติเม็กซิโกในสาขาวรรณคดี (Premio Nacional de Letras) ในค.ศ. ๑๙๗๐ และรางวัล Príncipe de Asturias สาขาวรรณคดีในค.ศ. ๑๙๘๓ เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ค.ศ. ๑๙๘๖
นวนิยายเรื่อง เปโดร ปาราโม
เรื่องย่อ
ฆวน เปรเซียโด ได้ให้สัญญากับมารดาที่กำลังจะสิ้นใจว่าจะออกเดินทางมายังเมืองโกมาลาเพื่อตามหาบิดาชื่อ เปโดร ปาราโม ระหว่างทางเขาพบกับอาบุนดิโอที่อ้างว่าเป็นลูกของเปโดร ปาราโมเช่นกัน และทราบข่าวว่าบิดาของเขาได้จากโลกนี้ไปแล้ว เมื่อเดินทางมาถึงโกมาลา เขากลับพบว่าเมืองดังกล่าวไม่มีอะไรเหมือนสิ่งที่มารดาได้บอกไว้เลย เขาพบเพียงเมืองร้าง สัมผัสได้แต่อากาศที่ร้อนอบอ้าวหายใจไม่ออกราวกับอยู่ในนรก ได้ยินเพียงเสียงกระซิบกระซาบจากเหล่าวิญญาณเร่ร่อน และจากคำบอกเล่าของตัวละครเหล่านี้เองที่ทำให้เขาได้รู้จักตัวตนแท้จริงและสิ่งเลวร้ายต่างๆซึ่งคนที่ชื่อ เปโดร ปาราโม เคยทำไว้ในอดีต อย่างไรก็ตาม อิทธิพลที่เปโดร ปาราโมมีอย่างเหลือล้นกลับไม่อาจช่วยให้เขาครอบครองหัวใจของซูซานา ซานฆวน หญิงเดียวที่เขารักตลอดชีวิตได้ และเมื่อนางสิ้นใจ เขาก็ตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็นนับแต่นั้นมา เรื่องนี้จบลงด้วยการที่เปโดร ปาราโม ถูกฆ่าตายโดยอาบุนดิโอ ลูกคนหนึ่งในบรรดาลูกๆที่เขาไม่เคยยอมรับ
บทวิเคราะห์
ฆวน รุลโฟ เขียนนวนิยายเล่มนี้ขึ้นใน ค.ศ. ๑๙๕๕ ถือเป็นนวนิยายแนวสัจนิยมมหัศจรรย์(๔) (magical realism) เรื่องยอดที่สะท้อนสภาพสังคมเม็กซิกันช่วงปลายทศวรรษ ๑๙๑๐ - ต้นทศวรรษ ๑๙๒๐ กล่าวคือช่วงเวลาทั้งก่อนและหลังการปฏิวัติเม็กซิโก(๕) นวนิยายเรื่องนี้แสดงให้เห็นสภาพสังคมก่อนปฏิวัติผ่านความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร เปโดร ปาราโม กับตัวละครอื่นๆ เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในระบบศักดินา เปโดร ปาราโมเป็นตัวแทนเจ้าของที่ดินผู้ร่ำรวยซึ่งใช้อำนาจกดขี่ชาวนาและชาวบ้าน เป็นผู้มีอิทธิพลที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ตนต้องการ ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีผิดกฎหมายหรือต้องฆ่าใครที่ขวางทางก็ตาม ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาหลักประการหนึ่งที่ชาวไร่ชาวนาของเม็กซิโกต้องเผชิญ เพราะส่วนใหญ่เจ้าของที่ดินจะสืบเชื้อสายมาจากชาวสเปน คนเหล่านี้มักคิดว่าตนเหนือกว่าชาวบ้านทั่วไปและถือว่าตนมีสิทธิในผืนดินต่างๆ
เมืองโกมาลาที่ฆวน เปรเซียโดรู้จักสะท้อนสภาพชนบทหลังการปฏิวัติ เพราะในช่วงการปฏิวัติ คนจำนวนไม่น้อยที่สูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ผู้คนหิวโหยและอดอยาก ภายหลังการปฏิวัติเอง ประเทศได้ก้าวสู่ความทันสมัย ผู้คนพากันละถิ่นฐานเดิมเพื่อหางานทำในเมือง หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลก็ตกอยู่ในสภาพถูกทิ้งร้าง ส่วนชาวไร่ชาวนายังยากจนเช่นเดิม โกมาลาเป็นตัวอย่างหนึ่งของเมืองในเม็กซิโกซึ่งถูกทิ้งร้างหลังการปฏิวัติสิ้นสุดลง ปัญหาดังกล่าวเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน เพราะคนชนบทจำนวนมากที่อพยพเข้ามาหางานทำในเมืองต้องอาศัยในชุมชนแออัด และเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมต่างๆตามมา
เสน่ห์สำคัญของนวนิยายเรื่องนี้คือกลวิธีการเล่าเรื่อง ผู้ประพันธ์ไม่ใช้โครงสร้างเรียงลำดับ
เหตุการณ์เช่นที่เรามักพบเห็นในนวนิยายทั่วไป แต่เป็นการเล่าเรื่องแบบกลับไปกลับมา กล่าวคือ ในครึ่งแรกของเล่ม ผู้ประพันธ์ใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งในการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่ฆวน เปรเซียโด ซึ่งแม้จะเรียงลำดับเหตุการณ์ แต่มักมีตัวละครอื่นๆที่เล่าเรื่องราวในอดีตอันเกี่ยวข้องกับเปโดร ปาราโมแทรกอยู่เรื่อยๆ ช่วงตอนที่ ๓๗ และ ๓๙ ผู้อ่านจึงเข้าใจว่าฆวน เปรเซียโดไม่ได้สื่อสารกับผู้อ่านโดยตรง แต่กำลังพูดกับโดโรเตอาในหลุมศพ ส่วนครึ่งหลังของนวนิยายนั้นใช้สรรพนามบุรุษที่สามในการเล่าเหตุการณ์เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับผู้ชายที่ชื่อเปโดร ปาราโมและคนที่แวดล้อมเขา แม้จะกล่าวถึงหัวข้อเดียวกัน แต่เนื้อหากลับปรากฏอยู่ในตอนต่างๆที่ไม่เรียงลำดับกัน เช่น ถ้าเรียงตามลำดับเหตุการณ์ เรื่องของมิเกล ปาราโมและการตายของเขาปรากฏอยู่ในตอนที่ ๓๘ ๔๐ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ และ ๔ ทั้งนี้เพราะเป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครหลายๆตัว บางฉากฆวน เปรเซียโดทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ฟังเสียงพึมพำจากหลุมศพอื่นๆซึ่งถือเป็นการเล่าเรื่องวิธีหนึ่งเช่นกัน
รุลโฟเลือกใช้กลวิธีการเขียนเช่นนี้เนื่องจากต้องการให้ผู้อ่านรู้สึกสับสนงงงวยเช่นเดียวกับ
ตัวละครเอกของเรื่อง หรือฆวน เปรเซียโด ผู้อ่านไม่อาจเห็นภาพความเป็นจริงได้ชัดเจน โครงสร้างอันซับซ้อนนี้จะช่วยให้ผู้อ่านค่อยๆละทิ้งหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความจริงและความไม่จริงทิ้งไป อันจะนำไปสู่การเข้าใจนวนิยายเล่มนี้ได้ลึกซึ้งขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือผู้อ่านได้เข้าถึงความเป็นสัจจนิยม มหัศจรรย์ของนวนิยายเล่มนี้แล้วนั่นเอง
ถ้ากล่าวในแง่การแปล โครงสร้างดังกล่าวอาจเป็นปัญหาต่อผู้แปลเช่นกันหากผู้แปลไม่เข้าใจว่าผู้ประพันธ์ต้องการสื่ออะไร เรื่องราวปะติดปะต่อกันอย่างไร และลงมือแปลทันทีโดยไม่อ่านทบทวนหลายๆรอบเพื่อทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความหมายในเชิงตัวละคร และลำดับเหตุการณ์ของเรื่องผิดได้
ส่วนภาษาที่ใช้ในต้นฉบับภาษาสเปนเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย อย่างไรก็ตาม รุลโฟใช้คำศัพท์
และสำนวนท้องถิ่นของเม็กซิโกมาก เพราะเขาคิดว่าเป็นหนทางที่จะทำให้ผู้อ่านเข้าถึงโลกและตัวละครชนบทเหล่านั้นได้ ดังนั้นเขาจึงหยิบยกภาษาและสำนวนซึ่งเคยได้ยินตั้งแต่สมัยที่ใช้ชีวิตในชนบทของแคว้นฆาลิสโกมาเป็นส่วนประกอบหลักของเรื่อง นอกจากนี้ภาษาที่ใช้ยังเป็นตัวบ่งบอกสถานภาพทางสังคมและระดับการศึกษาของตัวละครต่างๆด้วย เช่น ภาษาของกลุ่มชาวนาซึ่งลุกฮือขึ้นจับอาวุธเพื่อปฏิวัตินั้นจะผิดเพี้ยนไปจากภาษาบรรทัดฐาน ทั้งในแง่การออกเสียงและไวยากรณ์ ขณะที่ตัวละครบางตัวเช่น ซูซานา ซานฆวน ซึ่งถือเป็นตัวละครแปลกสำหรับที่นั่น เพราะเป็นชอบอ่านหนังสือพิมพ์และมีความรู้ หรือบาทหลวงเรนเตเรียก็ไม่ได้ใช้ภาษาท้องถิ่นเช่นกัน ข้อแตกต่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นระดับวัฒนธรรมที่ต่างกัน(๖) นอกจากนี้ผู้ประพันธ์ยังใช้ภาษากวีในการบรรยายฉากอันสวยงามเมื่อครั้งอดีต ทำให้เห็นความขัดแย้งระหว่างโลกที่โหยหา (แง่บวก) กับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (แง่ลบ) ประเด็นเรื่องสำนวนและภาษาท้องถิ่นจะกล่าวถึงอีกครั้งในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาการแปลผ่านภาษาที่สอง
หากวิเคราะห์วรรณกรรมเรื่องนี้ คงพอสรุปได้ว่าใจความหลักของเรื่องคือ ความตาย
ตัวละครแต่ละตัวเผชิญหน้ากับความตายด้วยท่าทีสงบ ไม่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอดแต่อย่างใด ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนสภาพสังคมเม็กซิกันได้เช่นกัน กล่าวคือ คนเม็กซิกันโดยเฉพาะชาวนา มีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน ความหวังที่มีอยู่ค่อยๆเลือนหายไป พวกเขาต่างคิดว่าบางทีความตายอาจเป็นทางออกที่ช่วยปลดเปลื้องจากความทุกข์ทั้งปวง
จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น คงไม่ผิดที่จะกล่าวว่านวนิยายเรื่อง เปโดร ปาราโม ของฆวน รุลโฟเป็นนวนิยายที่สะท้อนความเป็นเม็กซิกันได้อย่างถึงแก่น ถือเป็นตัวแทนสังคมชนบทเม็กซิกันที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งในศตวรรษที่ ๒๐ ดังนั้นการแปลผลงานอันทรงคุณค่านี้จะช่วยให้ผู้อ่านจากวัฒนธรรมที่แตกต่างเข้าใจจิตวิญญาณของคนเม็กซิกันมากยิ่งขึ้น
ปัญหาที่เกิดจากการแปลผ่านภาษาที่สองของเรื่อง Pedro Páramo
เมื่อเทียบต้นฉบับภาษาสเปนกับฉบับแปลภาษาไทยของนวนิยายเรื่องนี้แล้วจะเห็นว่าเนื้อเรื่องหลายอย่างคลาดเคลื่อน โครงสร้างประโยคสับสน ส่งผลให้ผู้อ่านฉบับแปลภาษาไทยรับข้อมูลผิดพลาดและนำไปสู่การประเมินค่าวรรณกรรมเรื่องนี้ต่ำกว่าคุณค่าแท้จริง เพื่อจะวิเคราะห์หาที่มาของปัญหาการแปลที่เกิดขึ้น จึงต้องนำต้นฉบับภาษาสเปน ฉบับแปลภาษาอังกฤษ และฉบับแปลภาษาไทยมาเปรียบเทียบเชิงวิเคราะห์ประโยคต่อประโยค ปัญหาแรกที่เห็นได้ชัดเจนคือผู้แปลตีความโครงสร้างบางอย่างผิดหรือเลือกใช้คำที่ไม่เหมาะสมแก่บริบทในบางครั้ง นอกจากนี้สำนวนแปลยังยึดโครงสร้างภาษาอังกฤษอยู่มาก และพยายามแปลให้ตรงตามภาษาอังกฤษคำต่อคำ ทำให้บางครั้งผู้อ่านไม่เข้าใจบทแปลอย่างถ่องแท้ เพราะแม้เพียงเข้าใจโครงสร้างของนวนิยายเล่มนี้ก็ยากพอสมควรแล้ว สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้หมายความว่าผู้แปลไม่มีศักยภาพเพียงพอ แต่อาจเกิดจากการขาดซึ่งประสบการณ์และการตีความผิดไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บทความนี้มุ่งศึกษาคือปัญหาที่เกิดจากการแปลผ่านภาษาที่สอง กล่าวคือ ศึกษาว่าการแปลผ่านภาษาที่สองส่งผลต่อความเข้าใจและการตีความมากน้อยเพียงใดในการแปลเป็นภาษาที่สามและวิเคราะห์ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดจากเหตุใด จากการเปรียบเทียบต้นฉบับภาษาสเปน และฉบับแปล นอกจากพบปัญหาด้านภาษาของผู้แปลฉบับภาษาไทยแล้ว ยังพบตัวอย่างปัญหาการแปลผ่านภาษาที่สองหลายประการที่ส่งผลโดยตรงต่อความถูกต้องของเนื้อเรื่องและอรรถรสในการอ่าน ปัญหาเหล่านั้นแยกออกเป็นประเภทต่างๆได้ดังนี้
การเข้าใจภาษา และการตีความ
๑. การถอดเสียง
ฉบับแปลภาษาอังกฤษไม่มีปัญหาด้านการถอดเสียงภาษาสเปน เพราะใช้อักษรโรมันเหมือนกัน จึงคงคำศัพท์ภาษาสเปน เช่น ชื่อคน ชื่อเมือง ชื่อสถานที่ ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ภาระจึงตกอยู่ที่ผู้แปลภาษาไทยที่จะต้องค้นคว้าหลักการทับศัพท์ภาษาสเปนให้ถูกต้องหรือใกล้เคียงที่สุด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้แปลไม่รู้ภาษาสเปน ทำให้พบข้อผิดพลาดเรื่องนี้อยู่
ตัวอย่างหนึ่งที่พบบ่อยในฉบับแปลภาษาไทยคือการถอดเสียงสระ e เป็นเสียงสระอี ซึ่งตามหลักภาษาสเปนแล้วต้องออกเสียงเป็นสระเอ เช่น ชื่อตัวละครหลัก Juan Preciado ผู้แปลถอดเป็น ฮวน ปรีเซียโด (ฆวน เปรเซียโด) หรือ Media Luna ผู้แปลถอดเป็น มีเดียลูนา (เมเดีย ลูนา)
ตัวอย่างการถอดเสียงที่ไม่ตรงตามหลักการออกเสียงภาษาสเปน
Patrón - ผู้แปลถอดเป็น เปตรอง ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วสระ a ในภาษาสเปนออกเสียงเป็นสระอา และตัวอักษร n ควรถอดเป็น น เพราะเราจะถอด n เป็น ง ก็ต่อเมื่อตัวอักษรดังกล่าวปรากฏกับเสียงเพดานแข็ง /k/, /g/ และ /x/ ดังนั้นคำนี้ควรถอดว่า ปาตรอน
Ángeles - ผู้แปลถอดชื่อภาษาสเปนนี้ว่า อันเจเลส ในภาษาสเปนไม่ปรากฏเสียงที่สามารถเทียบกับเสียง จ ของภาษาไทยได้ ผู้แปลอาจสับสนกับการออกเสียงภาษาอังกฤษ จริงๆแล้วตัวอักษร g ควรถอดเป็น ฆ เพราะในอดีต ฆ เคยออกเสียงเป็น /x/ เหมือนในภาษาสเปน(๗)
นอกจากนี้ ผู้แปลยังถอดเสียงตัวอักษร j ทุกตัวเป็น ฮ แต่เนื่องจากนวนิยายเรื่องนี้มีฉาก
หลังเป็นชนบทแถบแคว้นฆาลิสโก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตะวันตกของประเทศเม็กซิโก และคนในพื้นที่ดังกล่าวออกเสียง j เทียบเท่ากับหน่วยเสียง /x/ ไม่ใช่ /h/ ดังนั้นจึงควรถอดเสียงด้วยตัวอักษร ฆ จึงจะถูกต้อง(๘)
๒. การเลือกใช้สรรพนาม
บทความวิจัยนี้จะไม่กล่าวถึงการเลือกใช้สรรพนามของผู้แปลภาษาไทยว่าถูกต้องตามยุค
สมัยหรือไม่ เพราะมิใช่ปัญหาที่เกิดจากการแปลผ่านฉบับภาษาอังกฤษ หากแต่ขึ้นอยู่กับการศึกษาค้นคว้าของผู้แปลภาษาไทยเอง
ในภาษาสเปนมีคำสรรพนามบุรุษที่สองทั้งเอกพจน์และพหูพจน์อย่างละสองตัว คือ tú, usted สำหรับเอกพจน์ และ vosotros, ustedes สำหรับพหูพจน์ การเลือกใช้คำใดคำหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง คือ tú และ vosotros นั้นจะใช้ในบริบทที่คู่สนทนามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมหรือไว้วางใจซึ่งกันและกันพอสมควร และในบทสนทนาที่ไม่เป็นทางการ ส่วนสรรพนาม usted และ ustedes นั้นใช้ในกรณีที่คู่สนทนาต้องการรักษาระยะห่างระหว่างกัน ทั้งคู่อาจจะมีความแตกต่างกันในแง่วัย ลำดับชั้นในสังคม หรือตำแหน่งหน้าที่การงาน นอกจากนี้ยังใช้ในการสนทนาที่เป็นทางการอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในประเทศแถบลาตินอเมริกานั้นจะไม่ปรากฏการใช้สรรพนาม vosotros แต่จะใช้ ustedes เป็นสรรพนามบุรุษที่สองพหูพจน์คำเดียวเท่านั้น
ประเด็นปัญหาของการเลือกใช้สรรพนามในการแปลผ่านภาษาที่สองนั้นเกิดขึ้นเพราะใน
ภาษาอังกฤษไม่มีการใช้สรรพนามบุรุษที่สองที่แตกต่างกันเพื่อระบุความสัมพันธ์ของคู่สนทนา เพราะฉะนั้นจะปรากฏแต่เพียงสรรพนามบุรุษที่สอง you เท่านั้น ทำให้ผู้แปลฉบับภาษาไทยต้องคิดวิเคราะห์เองว่าควรใช้สรรพนามไทยว่าอย่างไรดี
เช่น Él sólo piensa en usted, Dolores. De ahí en más, en nadie.
(Pedro Páramo, 2005: 99)
He thinks of no one but you, Dolores. Nobody but you.
(Pedro Páramo, 1994: 38)
เขาไม่คิดถึงใครเลยเว้นก็แต่เพียงเจ้า โดโลเรส ไม่มีใครเลยยกเว้นเจ้า
(เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๕๑)
จะเห็นว่าในต้นฉบับภาษาสเปน ตัวละครใช้สรรพนาม usted เมื่อพูดกับโดโลเรส เจ้าของไร่ที่เปโดร ปาราโมเป็นหนี้ค้างอยู่จำนวนมาก การใช้สรรพนามดังกล่าวทำให้เราพอจะเข้าใจระดับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครทั้งสองได้ กล่าวคือ ฟุลกอร์เป็นเพียงเสมียนของเปโดร ปาราโม แต่โดโลเรสเป็นถึงเจ้าของที่ดินหลายไร่ ประกอบกับทั้งคู่ต่างไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันแต่อย่างใด แต่เมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษ สรรพนามที่ใช้คือ you ซึ่งทำให้ผู้แปลเป็นภาษาไทยจบลงด้วยการแปลว่า เจ้า ซึ่งไม่เหมาะสม หากพิจารณาความสัมพันธ์ของตัวละครแล้ว ฟุลกอร์ควรใช้สรรพ-นามว่า ท่าน แทนคำว่า เจ้า ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นถ้าเป็นการแปลจากภาษาสเปนโดยตรง เพราะผู้แปลรู้ดีว่าสรรพนาม usted จะใช้ในกรณีใดได้บ้าง
๓. การเลือกใช้โครงสร้างประโยค
ปัญหานี้มักเกิดจากการที่ผู้แปลภาษาอังกฤษปรับโครงสร้างประโยครวมถึงศัพท์และสำนวน
บางอย่างให้สอดคล้องกับบริบทที่คนในวัฒนธรรมของตนเข้าใจ ดังนั้นเมื่อผู้แปลภาษาไทยแปลจากฉบับภาษาอังกฤษถือเป็นการแปลข้อความที่ผ่านการดัดแปลงแล้ว และหากผู้แปลภาษาไทยตีความโครงสร้างผิดไป ผลลัพธ์ก็คือฉบับแปลภาษาไทยที่บิดเบือนไปจากต้นฉบับภาษาสเปนอย่างมาก
ตัวอย่าง
Ese sujeto de que estoy hablando trabajaba como <<amansador>> en la Media Luna. (Pedro Páramo, 2005: 79)
This man Im telling you about broke horses over at the Media Luna ranch. (Pedro Páramo, 1994: 16)
ชายคนที่ข้ากำลังเล่าให้เจ้าฟังชอบฟาดม้าเวลาเอามันไปเลี้ยงแถวทุ่งมีเดียลูนา (เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๒๕)
คำว่า amansador ในต้นฉบับภาษาสเปนหมายถึง คนฝึกม้า แต่ฉบับภาษาอังกฤษเลือกใช้ broke horses เพราะในภาษาอังกฤษไม่มีคำศัพท์ที่แปลว่าคนฝึกม้า ฉบับแปลภาษาไทยจึงออกมาเป็น ชอบฟาดม้า เพราะผู้แปลภาษาไทยไม่ทราบว่าผู้แต่งกำลังพูดถึงอาชีพๆหนึ่งอยู่ จึงเลือกแปลตรงตัวมากกว่าจะตีความเป็นอย่างอื่น
pero cuando a una le cierran una puerta y la que queda abierta es nomás la del Infierno, más vale no haber nacido. (Pedro Páramo, 2005: 124)
but when they close one door to you and the only one left open is the door
to Hell, youre better off not being born
(Pedro Páramo, 1994: 65)
แต่เมื่อพวกเขาปิดประตูบานหนึ่งใส่เจ้าและเหลือเพียงบานเดียวที่เปิดค้างไว้คือประตูสู่นรกอาจดีกว่าสำหรับเจ้าหากไม่ต้องถือกำเนิดอีกเลย (เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๘๔)
ถ้าเทียบประโยคที่ขีดเส้นใต้ในฉบับแปลภาษาไทยและต้นฉบับภาษาสเปนแล้ว พบว่ามีนัยยะต่างกันคือ ภาษาสเปนใช้ present perfect (no haber nacido) แต่ภาษาไทยกลับมีคำว่า อีกเลย เติมเข้ามาซึ่งมีนัยยะของอนาคตกาลอยู่ ทำให้ผิดพลาดคลาดเคลื่อน หากแปลให้ถูกต้องจะได้ประโยคความว่า ไม่ต้องเกิดมาจะดีเสียกว่า ทั้งนี้ผู้แปลไทยอาจลืมสังเกตโครงสร้าง verb to be + กริยาช่องสาม (being born) ว่ามีนัยยะของอดีตกาลเช่นเดียวกับต้นฉบับภาษาสเปน
Luego, enderezaron hacia Apango, de donde habían venido. <<Ahí será otro día>>, dijeron. (Pedro Páramo, 2005: 144)
Then they set off toward Apango, on their way home. Another day, they said. (Pedro Páramo, 1994: 86)
หลังจากนั้นจึงออกเดินทางตรงกลับไปที่อาปันโก ตรงกลับบ้าน อีกวันหนึ่งแล้ว พวกเขาว่า (เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๑๑๐)
การที่ฉบับแปลภาษาอังกฤษตัดคำว่า Ahí ซึ่งแปลว่าที่นั่น และกริยา ser ที่ผันในรูปอนาคตกาลออกส่งผลให้การแปลภาษาไทยคลาดเคลื่อนไปด้วยเพราะผู้แปลตีความได้ไม่ชัดเจนว่าการที่ตัวละครพูดขึ้นมาว่า Another day ในที่นี้บ่งบอกอะไร แต่ถ้าฉบับแปลภาษาอังกฤษคงความไว้ครบถ้วนเท่าภาษาสเปน ผู้แปลภาษาไทยจะไม่เกิดความสับสนเช่นนี้ และจะสามารถแปลได้โดยไม่ยากกว่า พอถึงที่นั่นก็จะเป็นวันใหม่
๔. การเลือกใช้คำศัพท์
ตัวอย่างชัดที่สุดในเรื่องปัญหาการเลือกใช้คำคือ คำว่า patrón ซึ่งแปลว่าเจ้านาย
หัวหน้าหรือผู้อุปถัมภ์ ในฉบับแปลภาษาอังกฤษใช้ทับศัพท์คำนี้ ดังนั้นในฉบับแปลภาษาไทยจึงเลือกที่จะถอดเสียงมากกว่าไปหาความหมายจากภาษาสเปน โดยผู้แปลใช้คำว่า เปตรอง โดยไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำๆนี้ หากผู้แปลไม่ยึดติดกับต้นฉบับภาษาอังกฤษ แล้วทำการค้นหาความหมายของคำนี้สักนิด ก็จะแปลได้เข้าบริบทมากกว่า คืออาจจะใช้คำว่านายก็เป็นได้ นอกจากนี้ในภาษาอังกฤษเองก็มีคำว่า patron ซึ่งแปลออกมาได้ความหมายไปในแนวทางเดียวกัน แต่อาจเป็นไปได้ที่ผู้แปลฉบับภาษาอังกฤษเลือกทับศัพท์เพราะต้องการคงบรรยากาศความเป็นเม็กซิกันไว้ และผู้อ่านภาษาอังกฤษก็เข้าใจความหมายนี้โดยง่าย เพราะเขียนเหมือนคำในภาษาอังกฤษ แต่ผู้อ่านไทยเมื่อเห็นคำว่าเปตรองอาจจะไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร และต้องใช้บริบทหลายๆอย่างมาช่วยเหลือ
นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างอื่นๆอีกที่แสดงให้เห็นว่าการเลือกใช้คำในฉบับแปลภาษาที่สองบางครั้งส่งผลให้เกิดความหมายผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับภาษาเดิม
-...Mañana, en amaneciendo, te irás conmigo, Chona. Ya tengo aparejadas las bestias. (Pedro Páramo, 2005: 105)
Tomorrow morning at dawn youre coming with me, Chona. I have the team hitched up (Pedro Páramo, 1994: 44)
พรุ่งนี้ตอนฟ้าสางเจ้าไปกับข้า โชนา ข้ามีกลุ่มคนที่จะปีนขึ้นไปด้วย (เปโดร ปาราโม,
๒๕๔๖: ๕๙)
ความผิดพลาดของบทแปลนี้เกิดจากการตีความคำว่า the team ผิด โดยผู้แปลภาษาไทยเข้าใจว่าหมายถึงกลุ่มคน แต่ในต้นฉบับภาษาสเปนเขียนไว้ชัดเจนว่า las bestias ซึ่งแปลว่าสัตว์ โดยในที่นี้น่าจะหมายถึงม้า
- Mejor no hubieras salido de tu tierra. ¿Qué viniste a hacer aquí? (Pedro Páramo, 2005: 119)
Youd have done better to stay home. Why did you come here? (Pedro Páramo, 1994: 58)
จะดีกว่านี้เป็นแน่หากว่าเจ้าอยู่แต่ในบ้าน เหตุใดจึงออกมาที่นี่ล่ะ (เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๗๗)
การที่ภาษาอังกฤษเลือกใช้คำว่า home ทำให้ผู้แปลภาษาไทยเข้าใจว่าเป็นบ้านของโดนิสซึ่งฆวน เปรเซียโดเดินออกมาและสิ้นใจตาย ณ บริเวณจัตุรัสหนึ่งของหมู่บ้าน ทั้งๆที่ต้นฉบับภาษาสเปนใช้คำว่า tierra ซึ่งแปลได้ว่า บ้านเกิด หรือ แผ่นเดินเกิด
el padre Rentería me aseguró que jamás conocería la Gloria. (Pedro Páramo, 2005: 124)
ภาษาอังกฤษแปลคำว่า Gloria ว่า glory ภาษาไทยจึงแปลว่าความสง่างาม แต่ในความเป็นจริงแล้วคำว่า Gloria นั้นมีความหมายทางศาสนาว่าสวรรค์ หรือการได้พบพระเจ้าหลังความตาย
นอกจากนี้ การเลือกใช้คำศัพท์บางครั้งไม่เพียงส่งผลให้เนื้อหาคลาดเคลื่อนเท่านั้นแต่ยังทำ
ให้ผู้อ่านงานแปลเห็นภาพผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับอีกด้วย เช่น
Los ojos reventados por el sopor del sueño, en la canícula de agosto (Pedro Páramo, 2005: 66)
Their sleepy eyes were bulging from the August heat. (Pedro Páramo, 1994: 4)
ดวงตามันที่ปรือหรี่ลงเหมือนง่วงนอนกำลังถลนออกมาเพราะเหตุจากความร้อนของเดือนสิงหาคม (เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๑๑)
หากเปิดพจนานุกรมภาษาสเปน จะพบว่าคำว่า reventado แปลว่าเหน็ดเหนื่อย หมดแรง แต่เมื่อภาษาอังกฤษใช้คำว่า bulging ซึ่งแปลตรงตัวว่า นูน หรือ โปน ทำให้ผู้แปลไทยคงความหมายตรงตัวของคำดังกล่าวไว้ว่าตาถลนออกมา ซึ่งในความจริงแล้วผู้แต่งคงไม่ได้ตั้งใจให้เกิดภาพที่ดูน่ากลัวเช่นนั้น น่าจะหมายความเพียงว่าแววตาอ่อนล้าหมดแรงมากกว่า
la almohada era una jerga que envolvía pochote o una lana tan dura o tan sudada que se había endurecido como leño. (Pedro Páramo, 2005: 114)
The pillow was a saddle pad wrapped around a log or a roll of wool so hard and sweaty it felt as solid as a rock. (Pedro Páramo, 1994: 54)
หมอนนั้นเล่าเป็นอานม้าที่มัดไว้กับท่อนไม้หรือไม่ก็ม้วนผ้าขนสัตว์ที่แข็งกระด้างและเปื้อนคราบเหงื่อคราบไคลจนทำให้แข็งเหมือนหนุนก้อนหินนอน (เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๗๒)
คำว่า jerga แปลว่าผ้าเนื้อหยาบและแข็งกระด้าง และ leño แปลว่าไม้ หรือ ฟืน ในฉบับแปลภาษาอังกฤษไม่ได้เลือกใช้คำแปลที่ตรงตัวตามต้นฉบับภาษาสเปน กล่าวคือเลือกใช้คำว่า saddle pad แทนที่จะใช้ floorcloth หรือ rag และคำว่า rock หรือก้อนหิน แทนที่จะใช้คำว่า wood ที่แปลว่าไม้ กรณีของการใช้คำว่า saddle pad นั้นก่อให้เกิดการเห็นภาพที่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับพอสมควร เพราะผู้แปลภาษาไทยเลือกใช้ความหมายแรกของคำว่า saddle ซึ่งก็คือ อานม้า ผู้อ่านจึงเห็นภาพหมอนที่ทำจากอานม้ามัดไว้กับท่อนไม้ แทนที่จะเป็นภาพผ้าเนื้อหยาบหุ้มท่อนไม้
Mi cuerpo liviano sostenido y suelto a sus fuerzas. (Pedro Páramo, 2005: 156)
My lustful body held and released by his strength. (Pedro Páramo, 1994: 99)
กายที่เต็มด้วยราคะตัณหาของข้าถูกจับฉวยและคลายด้วยกำลังเขา (เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๑๒๗)
จากการวิเคราะห์ ผู้แปลภาษาอังกฤษน่าจะเลือกความหมายสำหรับคำว่า liviano ผิด เพราะส่วนใหญ่แล้วคำนี้จะแปลว่า ซึ่งมีน้ำหนักเบา ส่วนความหมายในเชิงที่เกี่ยวข้องกับตัณหาราคะนั้น แทบจะไม่ใช้แล้วในปัจจุบัน และเมื่อพิจารณาบริบทซึ่งคำๆนี้ปรากฏอยู่ น่าจะเป็นไปได้ที่คำนี้จะแปลว่า เบา เพราะมีการกล่าวถึงพละกำลังด้วย ประกอบกับตัวละคร(ซูซานา)รักและภักดีต่อสามีของนางเพียงผู้เดียว อีกทั้งไม่เคยมีการกล่าวถึงพฤติกรรมที่ไม่ดีของนาง การแปลว่ากายที่เต็มด้วยราคะตัณหา จึงไม่น่าจะเหมาะสมเท่าใดนัก ประโยคนี้น่าจะแปลว่า ร่างอันบางเบาของฉันถูกประคองกอดและคลายออกด้วยพละกำลังของเขา
Se quedó meditando. La cabeza caída. (Pedro Páramo, 2005: 159)
Trujillo sat thinking. With his head on his chest. (Pedro Páramo, 1994: 103)
ตรูฮีโยนั่งคิด เอาปลายคางงุ้มลงมาแตะยอดอก (เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๑๓๑)
La cabeza caída แปลตรงตัวว่าศีรษะตก หรือคอตกตามสำนวนไทย ส่วนภาษา อังกฤษเลือกใช้ลักษณะการบรรยายภาพในเชิงเปรียบเทียบว่าศีรษะตกลงมาถึงอก แต่ผู้แปลภาษาไทยอาจไม่เข้าใจว่าในภาษาอังกฤษเป็นการเปรียบเทียบเพื่อกล่าวถึงการใช้ความคิดอย่างหนัก จึงเลือกแปลให้เห็นภาพตามนั้น ซึ่งไม่เข้ากับบริบทและก่อให้เกิดภาพที่ทำให้เสียอรรถรสในการอ่าน หากแปลตรงจากภาษาสเปนแล้ว จะไม่เกิดปัญหาดังกล่าว เพราะคำที่ใช้สื่อความหมายได้ชัดเจนสำหรับวัฒนธรรมทุกแห่งอยู่แล้ว
การเข้าใจบริบททางวัฒนธรรม
นักแปลที่ดีไม่เพียงแต่ต้องรู้ภาษาทั้งสองดีเท่านั้น แต่ยังต้องศึกษาข้อมูลเชิงวัฒนธรรมที่
ปรากฏในวรรณกรรมที่ตนแปลด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ตีความและถ่ายทอดความหมายได้ตรงตามเจตนารมณ์ของผู้แต่งมากที่สุด ดังที่กล่าวไว้ในตอนต้นซึ่งว่าด้วยความสำคัญของการแปลจากต้นฉบับภาษาเดิมนั้น การแปลผ่านภาษาที่สองคือการแปลข้อความที่ผ่านการตกแต่งดัดแปลงในเชิงวัฒนธรรมแล้ว เพราะฉะนั้นหลายต่อหลายครั้งผู้อ่านที่อ่านงานซึ่งผ่านการแปลลักษณะดังกล่าวมาไม่มีโอกาสสัมผัสกับวัฒนธรรมที่แท้จริงของต้นฉบับ เช่นในกรณีของวรรณกรรมเรื่อง เปโดร ปาราโม ผู้อ่านชาวไทยจะรับรู้นวนิยายเม็กซิกันผ่านสายตาและมุมมองของคนอเมริกัน ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงให้เห็นความบกพร่องของผู้แปลภาษาไทยอันเกิดจากขาดความรู้เกี่ยวกับภาษาสเปนและวัฒนธรรมของผู้ที่ใช้ภาษานี้
- Se me murió ya, madre Villa. (Pedro Páramo, 2005: 173)
No, she died on me, madre Villa. (Pedro Páramo, 1994: 117)
เปล่า นางตายแล้ว มาเดรบิยา (เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๙)
คำว่า madre แปลว่าแม่ อย่างไรก็ตาม หลายคนใช้คำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการเรียกชื่อ
เช่นเดียวกับวัฒนธรรมไทยสมัยก่อนที่มักใส่คำว่า แม่ ไว้หน้าชื่อผู้หญิง เช่น แม่เดือน แม่ละไม เป็นต้น ดังนั้นในกรณีของประโยคนี้ จึงแปลตรงๆได้ว่าแม่บิยา ส่วนฉบับแปลภาษาอังกฤษคงคำศัพท์ภาษาสเปนดังกล่าวไว้เหมือนในต้นฉบับ ทั้งนี้อาจเพื่อสร้างบรรยากาศให้เป็นเม็กซิกันมากขึ้น แต่เป็นไปได้ที่ผู้แปลภาษาไทยอาจไม่รู้ว่าคำนี้เป็นคำสเปน จึงทับศัพท์ตามภาษาอังกฤษ โดยเขียนติดกันเป็น มาเดรบิยา ทำให้ผู้อ่านฉบับภาษาไทยซึ่งส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับภาษาสเปนอยู่แล้วเข้าใจผิดว่าตัวละคร บิยา ชื่อว่า มาเดรบิยา
๑. การดัดแปลงสำนวนให้เข้ากับวัฒนธรรมปลายทาง
จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นฉบับภาษาสเปน และฉบับแปลทั้งสองภาษาแล้ว กรณีของ
สำนวนต่างๆถือเป็นตัวอย่างปัญหาด้านวัฒนธรรมที่ชัดเจนที่สุด เนื่องจากหลายครั้งผู้แปลภาษาอังกฤษเลือกใช้สำนวนในภาษาของตนซึ่งมีความหมายเดียวกันหรือใกล้เคียงกับสำนวนภาษาสเปน ดังนั้นฉบับภาษาไทยจึงเป็นการแปลสำนวนภาษาอังกฤษมาอีกต่อหนึ่งนั่นเอง
¿No serás tú?
- ¡Cómo se pone a creer que yo!
- Yo creo hasta el bendito. Mañana comenzaremos a arreglar nuestros asuntos (Pedro Páramo, 2005: 97)
That someone wouldnt be you?
What makes you think its me?
Im suspicious of my own shadow. Tomorrow morning well begin to set our affairs
in order (Pedro Páramo, 1994: 35)
คิดว่า คนๆหนึ่ง คงไม่ใช่ท่านหรอกนะ
อะไรทำให้ท่านคิดว่าเป็นข้าล่ะขอรับ
ข้าสงสัยเงาตัวเอง เช้าพรุ่งนี้เราจะเริ่มสะสางเรื่องนี้ทีละเรื่องตามลำดับ
(เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๔๙)
คำว่า bendito ในสำนวนภาษาสเปนมีความหมายเดียวกับคำว่า Padrenuestro ซึ่งเป็นบทสวดบทหนึ่งของคริสตศาสนา จากการศึกษาหาข้อมูล ไม่พบสำนวน creer hasta el bendito โดยตรง แต่พบอีกสำนวนหนึ่งที่น่าจะมีความหมายไปในทางเดียวกันคือ no creer ni el padrenuestro หมายถึง ไม่เชื่อแต่อย่างใด ดังนั้นสำนวนที่พบในเรื่องเปโดร ปาราโมนี้จึงน่าจะหมายความว่า ข้าเชื่อได้ทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ เพราะไม่ได้อยู่ในรูปประโยคปฏิเสธ แต่ผู้แปลภาษาอังกฤษปรับสำนวนให้เข้ากับบริบทวัฒนธรรมของตน โดยเลือกใช้สำนวนที่ว่า Im suspicious of my own shadow หรือ ข้าสงสัยแม้แต่เงาตนเอง ซึ่งหมายถึงการเป็นคนระแวงทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้แปลภาษาไทยตีความสำนวนนี้ไม่ถูกต้อง และเลือกแปลตามภาษาอังกฤษทุกประการ ประโยคดังกล่าวจึงทำให้ผู้อ่านคนไทยสับสนมากเพราะเนื้อความไม่เข้ากับบริบทเลย นอกจากนี้ตอนที่ยกมา ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้เครื่องหมายวรรคตอนคลาดเคลื่อน อันส่งผลให้อารมณ์ของตัวละครผิดเพี้ยนไปด้วย กล่าวคือในภาษาสเปนใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์สำหรับประโยคที่ว่า ท่านเชื่อว่าเป็นข้าได้อย่างไรกัน! ซึ่งแสดงความประหลาดใจหรือตกใจของฟุลกอร์เมื่อทราบว่าเปโดร ปาราโมรู้เท่าทันความคิดของเขา แต่ภาษาอังกฤษกลับเลือกที่จะใช้เครื่องหมายคำถาม ทำให้อารมณ์ของตัวละครไม่อาจสื่อได้ชัดเจนเหมือนต้นฉบับ ฉบับภาษาไทยยิ่งทำให้อารมณ์ประหลาดใจนั้นหายไปเกือบสิ้นเชิงเมื่อเติมคำว่าขอรับลงไป ดังนั้นเราจะเห็นได้จากตัวอย่างนี้ว่าการแปลผ่านภาษาอังกฤษส่งผลให้บทแปลถอยห่างออกจากต้นฉบับภาษาสเปนมากขึ้น หรืออาจจะถึงขั้นไม่เหลือเค้าเดิมหากผู้แปลภาษาไทยตีความสำนวนภาษาอังกฤษผิดพลาด
Por las buenas se consiguen mejor las cosas. (Pedro Páramo, 2005: 153)
You catch more flies with sugar than with vinegar. (Pedro Páramo, 1994: 96)
เราใช้น้ำตาลจับแมลงวันได้มากกว่าที่จะใช้น้ำส้มนะ (เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๑๒๓)
ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นการแปลที่ดัดแปลงเข้าวัฒนธรรมของตนได้อย่างชัดเจน เพราะสำนวนภาษาสเปนแปลตรงตัวได้ว่า วิธีการที่นุ่มนวลจะช่วยให้ได้อะไรต่อมิอะไรง่ายกว่า ดังสำนวนไทยที่ว่า ใช้ไม้นวมดีกว่าใช้ไม้แข็ง สำนวนที่ใช้ในฉบับแปลภาษาอังกฤษสะท้อนวัฒนธรรมปลายทางที่นิยมใช้น้ำตาลจับแมลงวัน แต่หาได้สะท้อนวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตเม็กซิกันอย่างใดไม่
estaba brava la luna (Pedro Páramo, 2005: 79)
the moon was wrong (Pedro Páramo, 1994: 17)
เพราะดวงจันทร์สำแดงให้เห็นบางสิ่งที่ไม่ดี (เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๒๖)
สำนวนภาษาสเปนหมายความถึงระยะมีประจำเดือน ซึ่งเป็นสำนวนที่ใช้อยู่บ้างในบางพื้นที่ของลาตินอเมริกา ผู้แปลฉบับภาษาอังกฤษเลือกใช้อีกสำนวนหนึ่งที่ตีความไปในแนวทางเดียวกันได้ เพราะชาวตะวันตกเชื่อกันว่ารอบเดือนของสตรีนั้นสัมพันธ์กับการโคจรของดวงจันทร์ จึงเกิดสำนวนต่างๆที่กล่าวถึงดวงจันทร์ในนัยยะนี้ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมไทยของเราไม่ได้เปรียบเทียบการมีรอบเดือนกับดวงจันทร์ ดังนั้นผู้แปลไทยจะตีความถูกต้องไม่ได้หากไม่พิจารณาบริบทให้ถี่ถ้วนหรือสอบถามเจ้าของภาษา
Dile al Tilcuate que lo necesito más que de prisa. (Pedro Páramo, 2005: 150)
Tell El Tilcuate that I need him here yesterday (Pedro Páramo, 1994: 93)
บอกเอลติลกัวเตว่าข้าต้องการพบที่นี่ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว (เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๑๑๙)
Más que de prisa แปลตรงตัวได้ว่าอย่างด่วนที่สุด การที่ฉบับแปลภาษาอังกฤษเลือกใช้คำว่า yesterday แต่พิมพ์ด้วยตัวเอน คงทำให้ผู้ที่อ่านซึ่งใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ตีความได้ว่า yesterday ในที่นี้ไม่ได้หมายความตรงตัวว่าเมื่อวานนี้ อีกทั้งกริยา need ก็ไม่ได้ผันเป็นรูปอดีตกาล แต่ผู้แปลไทยอาจจะไม่เฉลียวใจตรงจุดนี้ จึงเลือกแปลตรงตัวและทำตัวเอนเหมือนฉบับภาษาอังกฤษ ส่งผลให้ผู้อ่านคนไทยเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะภาษาไทยไม่ใช้สำนวนในลักษณะดังกล่าว อีกทั้งคำกริยาของภาษาไทยไม่ผันตามกาล ผู้อ่านจึงตีความไปว่าเปโดร ปาราโมต้องการพบเอลติลกัวเตเมื่อวานนี้ ทั้งที่ต้นฉบับภาษาสเปนเขียนไว้ว่า บอกเอลติลกัวเตว่าข้าต้องการพบด่วนที่สุด
Tendrás que trabajar muy duro allá para levantar cabeza. De aquí no sacarás nada. (Pedro Páramo, 2005: 158)
Youll have to work like a dog to keep you head above water. You wont get anything from him. (Pedro Páramo, 1994: 101)
เจ้าคงต้องทำงานเหมือนสุนัขเลยทีเดียวจึงจะเอาตัวเองพ้นจากปัญหาได้ เจ้าไม่ได้อะไรจากเขาเลยสักนิดเดียว (เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๑๓๐)
ในต้นฉบับภาษาสเปน ผู้แต่งใช้คำง่ายๆว่า ที่โน่น เจ้าจะต้องทำงานหนักเพื่อจะได้โงหัวขึ้น ซึ่งฟังแล้วเป็นภาษาไทยที่รื่นหู แต่ฉบับแปลภาษาอังกฤษได้ดัดแปลงข้อความของต้นฉบับมาเป็นสำนวนของตนโดยเปรียบเทียบกับการที่สุนัขพยายามตะเกียกตะกายลอยคออยู่ในน้ำ แต่ผู้แปลไทยยึดคำว่า work จึงแปลอกมาว่าเจ้าคงต้องทำงานเหมือนสุนัข พร้อมเปลี่ยนแปลงท่อนหลังให้สอดคล้องมากขึ้นตามความคิดของผู้แปล ผลลัพธ์ที่ได้คือสำนวนที่ประดักประเดิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยจะรู้สึกแปลกๆเมื่อต้องเปรียบเทียบการทำงานของตนกับสุนัข
๒. การใช้คำศัพท์ท้องถิ่นเม็กซิกัน
ตัวละครในโกมาลาใช้ภาษาท้องถิ่นค่อนข้างมาก เพราะรุลโฟเชื่อว่าภาษาจะเป็นตัวที่ช่วย
สร้างโลกและตัวละครอันมีเอกลักษณ์ได้ เช่นคำว่า ว่า nomás (solamente = เท่านั้น) dizque (dice que = กล่าวว่า) เป็นต้น ซึ่งถือเป็นคำภาษาสเปนที่เก่าและเลิกใช้แล้ว แต่ยังใช้กันอย่างแพร่หลายในลาตินอเมริกา
บางครั้ง ผู้แปลฉบับภาษาอังกฤษเข้าใจภาษาท้องถิ่นคลาดเคลื่อน ทำให้เนื้อหาผิดเพี้ยนไป
จากต้นฉบับ เช่น
¡Date de buenas que vas a tener un hijo güerito! (Pedro Páramo, 2005: 160)
คำว่า güero เป็นภาษาท้องถิ่นของชาวเม็กซิกัน แปลว่าซึ่งมีผมทอง แต่ในฉบับแปลภาษาอังกฤษแปลว่า fair-skinned ส่งผลให้ฉบับแปลภาษาไทยต้องแปลตามว่าผิวพรรณดี
นอกจากนี้ ในวรรณกรรมเรื่องเปโดร ปาราโม ยังปรากฏคำศัพท์ท้องถิ่นหลายคำ เช่น ชื่อนก ชื่อต้นไม้ เป็นต้น ถ้าสำหรับการอ่านเพื่อเอาความแล้ว ผู้อ่านมักจะเดาได้จากบริบทว่าผู้แต่งกำลังกล่าวถึงอะไรอยู่ แต่สำหรับการแปลแล้ว เป็นงานหนักสำหรับผู้แปลที่จะต้องค้นคว้าคำศัพท์เหล่านั้น เพื่อให้ได้คำแปลที่ถูกต้องหรือใกล้เคียงที่สุด การทับศัพท์ชื่อเฉพาะบางอย่างอาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยคงบรรยากาศและกลิ่นไอของเรื่องไว้ แต่ทั้งนี้คงเหมาะสำหรับกรณีของคำแปลชื่อเฉพาะที่คนไทยไม่คุ้นเคยเท่านั้น ในกรณีการแปลวรรณกรรมเรื่องนี้ ผู้แปลฉบับภาษาอังกฤษได้แปลคำศัพท์ท้องถิ่นส่วนใหญ่มาเป็นคำศัพท์ที่ใช้ในภาษาอังกฤษ และผู้แปลไทยก็เลือกที่จะทับศัพท์คำเหล่านั้นเมื่อไม่พบคำแปลในภาษาไทย หากเป็นการแปลจากต้นฉบับภาษาสเปนโดยตรงแล้ว การทับศัพท์อาจเป็นทางออกที่ดีเมื่อไม่พบคำแปลที่เหมาะสมเพราะศัพท์เหล่านั้นช่วยสร้างบรรยากาศพื้นเมืองเม็กซิกันได้ไม่มากก็น้อย แต่สำหรับการแปลผ่านภาษาที่สอง การทับศัพท์อาจส่งผลให้บรรยากาศตามท้องเรื่องถูกดัดแปลงตามไปด้วย จนท้ายที่สุด ผู้อ่านคนไทยอาจจะไม่รู้สึกว่าตนกำลังอ่านนวนิยายเม็กซิกันเรื่องเยี่ยมอยู่
ตัวอย่างการแปลคำศัพท์ท้องถิ่น
Un zopilote --> buzzard --> นกบัซเซิร์ด
คำว่า zopilote เป็นภาษาท้องถิ่นของอเมริกากลางและเม็กซิโก สามารถแปลได้ว่า turkey buzzard หรือ turkey vulture ในภาษาอังกฤษ หรือแร้งชนิดหนึ่งนั่นเอง การทับศัพท์ว่านกบัซเซิร์ดไม่ได้ช่วยให้คนไทยรู้จักนกชนิดนี้มากขึ้น อีกทั้งไม่ได้มีกลิ่นไอความเป็นเม็กซิกันหลงเหลืออยู่แต่อย่างใด
Hojas del arrayán --> Myrtle leaves --> ใบเมอร์เทิล
Arrayán ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Myrtus Communis คือต้นน้ำมันเขียว เป็นไม้
พุ่มชนิดหนึ่งมีดอกขนาดเล็กสีขาว ในความเป็นจริง หากทับศัพท์ว่าใบอารายันจะให้ความรู้สึกว่าเป็นพืชพื้นเมืองมากกว่า เพราะคำว่าเมอร์เทิลเป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษซึ่งทำให้บรรยากาศความเป็นพื้นเมืองเม็กซิกันลดลง แม้แต่ในภาษาอังกฤษเองก็มีการใช้ทับศัพท์คำว่า arrayan อย่างแพร่หลายเช่นกัน
galápago --> reed --> กอกก
คำว่า galápago ในภาษาท้องถิ่นของแคว้นฆาลิสโก ประเทศเม็กซิโก หมายถึงแนวกำแพงเตี้ยๆหรือเนินที่กั้นแม่น้ำ การแปลคำศัพท์ท้องถิ่นนี้ผิดทำให้เนื้อเรื่องคลาดเคลื่อนแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม
ocote --> oak mulch --> โอ๊กมัลช์
Ocote เป็นต้นสนชนิดหนึ่งพบมากในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะเม็กซิโกและ
นิการากัว คำแปลที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคือ ต้นสนโอโกเต
atole --> cornmeal gruel --> กากข้าวโพดในข้าวต้ม
Atole คือน้ำข้าวโพดร้อน เป็นเครื่องดื่มพื้นเมืองของเม็กซิโก ได้จากการนำ
ข้าวโพดไปต้มในน้ำเดือดหรือนมสด
นอกจากประเด็นเรื่องคำศัพท์ท้องถิ่นแล้ว ยังพบว่าตัวละครบางตัวในเรื่องมีสมญานามของตนเอง ซึ่งฉบับแปลภาษาอังกฤษทับศัพท์สมญานามนั้นไว้ เช่น La Cuarraca คือสมญานามของตัวละครที่ชื่อ โดโรเตอา ฉบับแปลภาษาอังกฤษยกคำดังกล่าวมาทั้งคำโดยไม่ทำเชิงอรรถเพิ่มเติมว่าสมญานามนี้ใช้เรียกคนที่เดินขากะเผลกเพราะขาทั้งสองข้างไม่เท่ากัน ดังนั้นฉบับแปลภาษาไทยจึงเพียงถอดเสียงคำนี้เป็น ลา กูอาร์รากา หากมีการใส่เชิงอรรถอธิบายความหมายสักนิดจะยิ่งทำให้ผู้อ่านพอจะนึกภาพออกว่าตัวละครนี้มีรูปร่างลักษณะอย่างไร เช่นเดียวกับสมญานามของตัวละครอื่นๆที่ช่วยบ่งบอกลักษณะเฉพาะของตัวละครนั้นๆ เช่น
El Tartamudo (คนติดอ่าง) --> เอล ตาร์ตามูโด
ตัวละครนี้พูดติดอ่าง ดังจะเห็นได้จากประโยคที่เขาพูดออกมา
El Tilcuate (งูเหลือม หรืองูหลามชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในน้ำ) --> เอล ติลกัวเต
สมญานี้ช่วยอธิบายลักษณะนิสัยของตัวละครนี้ได้ดียิ่งขึ้น กล่าวคือ ตัวละครมีความ
โหดเหี้ยมและชอบการต่อสู้
๓. เกร็ดความรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
แม้ต้นฉบับภาษาสเปนที่ใช้ในการทำวิจัยนี้ตีพิมพ์ในประเทศสเปน แต่กลับทำเชิงอรรถอธิบายคำศัพท์สำนวนท้องถิ่นและเกร็ดทางด้านประวัติศาสตร์ไว้ตลอดทั้งเรื่อง เช่นการปฏิวัติเม็กซิโก กลุ่มบียิสตาส (Villistas) กลุ่มการันซิสตาส (Carrancistas) กลุ่มกริสเตโรส (Cristeros) เป็นต้น อีกทั้งยังอธิบายกลวิธีการประพันธ์อันซับซ้อนที่ฆวน รุลโฟใช้สำหรับเรื่อง เปโดร ปาราโมไว้ด้วย เชิงอรรถและคำอธิบายเหล่านี้เป็นประโยชน์มากต่อผู้แปล เพราะช่วยให้ผู้แปลเข้าใจเนื้อเรื่องและศัพท์เฉพาะหลายๆอย่างที่ปรากฏได้ชัดเจน และจะถ่ายทอดเป็นภาษาปลายทางได้ถูกต้องครบถ้วนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ฉบับแปลภาษาอังกฤษไม่ได้ทำเชิงอรรถหรือภาคผนวกเพื่ออธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม จึงเป็นการยากที่ผู้แปลไทยจะเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมทุกประการได้ อันนำมาซึ่งการตีความคลาดเคลื่อนในบางครั้ง
เช่น Ahora somos carrancistas. (Pedro Páramo, 2005: 171)
Were with Carranza now. (Pedro Páramo, 1994: 115)
ตอนนี้เราอยู่ในการ์รันซาแล้วขอรับ (เปโดร ปาราโม, ๒๕๔๖: ๑๗๑)
หากมีการทำเชิงอรรถในต้นฉบับภาษาอังกฤษเพื่ออธิบายว่า Carranza เป็นชื่อบุคคลๆหนึ่งซึ่งเป็นผู้นำในการปฏิวัติและขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในค.ศ. ๑๙๑๗ หรือช่วงการปฏิวัติเม็กซิโก ฝ่ายของเขาสู้รบกับฝ่ายของปันโช บิยา (villistas) และเอมิเลียโน ซาปาตา (Zapatistas) เพราะขัดแย้งกันเรื่องผลประโยชน์ ผู้แปลไทยคงไม่หลงคิดว่า Carranza เป็นชื่อสถานที่
สำหรับผู้อ่านคนไทย ฉบับแปลภาษาไทยมีการทำภาคผนวกอธิบายคำศัพท์ห้าคำที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เช่น ศีลล้างบาป ความรอด เป็นต้น แต่ไม่ได้มีคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเม็กซิโกเพิ่มเติมแต่อย่างใด ดังนั้นการที่ผู้อ่านคนไทยจะเข้าใจวรรณกรรมเรื่องนี้ได้อย่างถ่องแท้และเห็นคุณค่าที่แท้จริงของมันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
สาเหตุหลักของปัญหาการแปลผ่านภาษาที่สองที่พบในวรรณกรรมเรื่อง เปโดร ปาราโม
๑. ผู้แปลไม่มีความรู้เกี่ยวกับภาษาต้นฉบับของวรรณกรรมเรื่องนี้ ซึ่งก็คือภาษาสเปน ทำให้การถอดเสียงผิดพลาดในบางจุด
๒. ผู้แปลไม่เข้าใจคำศัพท์และสำนวนภาษาอังกฤษบางสำนวน ซึ่งสำนวนเหล่านี้ถูกดัดแปลงจากต้นฉบับภาษาสเปนให้เข้ากับวัฒนธรรมปลายทางหรือวัฒนธรรมของผู้ใช้ภาษาอังกฤษ การตีความผิดทำให้ความหมายยิ่งผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับภาษาสเปนอย่างมาก
๓. ในบางครั้ง ผู้แปลละเลยความสำคัญของการขัดเกลาภาษาไทยให้สวยงามสละสลวย แต่กลับแปลตรงตามรูปภาษาอังกฤษ หรือการแปลคำต่อคำนั่นเอง ดังนั้นข้อความและสำนวนบางอย่างที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยจะแปร่งๆไม่รื่นหู หรือบางครั้งก่อให้เกิดภาพที่แตกต่างจากเจตนาของผู้แต่ง
๔. การใช้พจนานุกรมสองภาษาอย่างไม่ถูกต้อง กล่าวคือ ผู้แปลยึดความหมายที่ปรากฏในพจนานุกรมสองภาษามากกว่าความหมายในบริบท รศ. ดร. วรรณา แสงอร่ามเรืองได้เขียนผลการทอดลองของคุสเมาล์ไว้ในหนังสือทฤษฎีและหลักการแปลว่า ถึงแม้ผู้แปลจะหาความหมายของคำโดยดูจากบริบทของตัวบทได้แล้ว แต่ถ้าไม่พบคำๆนั้นในพจนานุกรมสองภาษา ผู้แปลมักจะไม่มีความกล้าพอที่จะใช้คำแสดงความหมายตามที่วิเคราะห์ได้จากบริบทมาใช้ในงานแปล เพราะกลัวว่าจะเกิดความผิดพลาด(๙) ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างที่ยกประกอบหลายๆตัวอย่างเกี่ยวกับปัญหาการแปลผ่านภาษาที่สองในวรรณกรรมเรื่องนี้ ซึ่งบ่อยครั้งที่ผู้แปลค่อนข้างให้ความสำคัญกับความหมายในพจนานุกรมมากกว่าพิจารณาความเหมาะสมของบริบท
๕. ฉบับแปลภาษาอังกฤษไม่มีการทำเชิงอรรถอธิบายเกร็ดประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมหรือคำศัพท์ท้องถิ่นเม็กซิกัน ทำให้ผู้แปลคนไทยต้องพยายามตีความทุกอย่างเอง หากผู้แปลไม่ศึกษาค้นคว้า หรือสอบถามเพิ่มเติมจากผู้รู้แล้วนั้น เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเข้าใจคลาดเคลื่อนและแปลผิดในที่สุด
สรุป
วัตถุประสงค์ของบทความวิจัยนี้คือพยายามศึกษาว่าการแปลผ่านภาษาที่สองก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนหรือผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับภาษาเดิมหรือไม่ และในประเด็นใดบ้าง เพราะหลายทฤษฎีเชื่อว่าการแปลแต่ละครั้งย่อมมีข้อมูลตกหล่นระหว่างทางหรือก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนบางประการไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการแปลวรรณกรรมซึ่งถือเป็นการถ่ายโอนบริบททางวัฒนธรรมด้วยแล้ว น่าจะมีประเด็นหลายๆอย่างให้สามารถวิเคราะห์ได้ นวนิยายเรื่องเปโดร
ปาราโมเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะจากการเทียบเคียงต้นฉบับภาษาสเปนกับฉบับแปลภาษาไทยในขั้นต้นแล้ว พบว่ามีเนื้อหาที่ผิดเพี้ยนจำนวนมาก ซึ่งย่อมส่งผลโดยตรงต่อผู้อ่าน
หลังจากเปรียบเทียบต้นฉบับภาษาสเปน ฉบับแปลภาษาอังกฤษและฉบับแปลภาษาไทย เราสามารถหยิบยกตัวอย่างปัญหาความผิดพลาดหลายกรณีที่มีต้นเหตุมาจากการแปลผ่านภาษาที่สอง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้ประสงค์ที่จะแสดงว่าปัญหาต่างๆเกิดจากฉบับแปลภาษาที่สองซึ่งด้อยคุณภาพ ในกรณีของนวนิยายเรื่องเปโดร ปาราโม ฉบับแปลภาษาอังกฤษที่เราเลือกมาทำวิจัยถือว่าค่อนข้างสมบูรณ์ในแง่ความถูกต้องและความสละสลวย แม้ตัวอย่างหลายๆตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่าผู้แปลภาษาอังกฤษไม่พยายามรักษาศัพท์สำนวนเดิมของต้นฉบับเอาไว้ แต่เราจำเป็นต้องคำนึงด้วยว่าส่วนหนึ่งของปัญหาดังกล่าวอาจจะเกิดจากภาษาและสำนวนอันเป็นแบบฉบับเฉพาะของนักเขียนที่ชื่อ ฆวน รุลโฟ กล่าวคือ เขาใช้คำศัพท์และสำนวนพื้นเมืองหลายอย่างที่ใช้กันเฉพาะในแคว้นฆาลิสโก แม้แต่คนเม็กซิกันเองยังไม่เคยได้ยินศัพท์หรือสำนวนเหล่านั้นมาก่อน ดังนั้นการแปลหนังสือเล่มนี้ ผู้แปลต้องทำการศึกษาค้นคว้ามากพอสมควร และหลายครั้งต้องยอมรับว่าผู้แปลภาษาอังกฤษตัดสินใจถูกต้องที่ดัดแปลงสำนวนเหล่านั้นมาเป็นสำนวนภาษาอังกฤษเพื่อให้ผู้อ่านในวัฒนธรรมของตนเข้าใจความหมายที่ผู้ประพันธ์ต้องการจะสื่อได้อย่างชัดเจน
จากการวิเคราะห์ตัวอย่างปัญหาการแปลผ่านภาษาที่สองของวรรณกรรมเรื่องนี้ คงทำให้เราเห็นความสำคัญของการแปลจากภาษาต้นฉบับมากขึ้น เพราะไม่ว่าฉบับแปลภาษาที่สองจะมีเนื้อหาถูกต้องตรงตามต้นฉบับมากเพียงใดแต่ก็ย่อมมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ตกหล่นระหว่างการแปล หรือเนื้อความบางช่วงบางตอนอาจถูกดัดแปลงให้ผู้อ่านในวัฒนธรรมปลายทางของตนเข้าใจง่ายขึ้น เพราะผู้แปลย่อมนึกถึงกลุ่มผู้อ่านของตนเป็นอันดับแรก ดังนั้นนักแปลและสำนักพิมพ์ควรคำนึงถึงประเด็นนี้ให้มากในการแปลงานวรรณกรรมแต่ละครั้ง เพราะถือเป็นจรรยาบรรณของวิชาชีพนี้ที่จะควบคุมดูแลคุณภาพงานแปล ทั้งนี้ผู้วิจัยหวังว่าบทความวิจัยนี้จะมีส่วนทำให้คนในแวดวงการแปลวรรณกรรมตื่นตัวและพยายามที่จะรักษาคุณค่างานวรรณกรรมระดับโลกไว้ มิฉะนั้นคงมีงานวรรณกรรมเรื่องเยี่ยมอีกหลายเรื่องที่ต้องถูกฆาตกรรมโดยผู้แปล ไม่ว่าโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม
(๑) วรรณา แสงอร่ามเรือง , ทฤษฎีและหลักการแปล ( กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ๒๕๔๕ ), p. 7
(๒) วัลยา วิวัฒน์ศร, การแปลวรรณกรรม, p. 157
(๓) Jos Carlos Gonzlez Boixo, Claves narrativas de Juan Rulfo (Len: Universidad de Len,1983), p. 27
(๔) สัจจนิยมมหัศจรรย์ หรือ magical realism คือ การเขียนที่ผสมผสานระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องมหัศจรรย์ กล่าวคือ ในโลกอันมีเหตุผลเป็นพื้นฐาน กลับมีองค์ประกอบอื่นๆที่เหนือจริงผสมอยู่ด้วยโดยขาดเหตุผลมารองรับ เช่น ภูตผีปีศาจ สิ่งเร้นลับ ปาฏิหาริย์ เป็นต้น โดยผู้เล่าเรื่องยอมรับว่าสองขั้วที่แตกต่างกันนี้เชื่อถือได้เท่าเทียมกัน
(๕) เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ.๑๙๑๐ ๑๙๒๐ เป็นความพยายามจะล้มล้างระบบการปกครองแบบเผด็จการของประธานาธิบดีปอร์ฟิริโอ ดิอาซ โดยกลุ่มชาวนา ผู้ใช้แรงงาน และชนชั้นกลางร่วมมือกัน แต่การปฏิวัตินี้กลับไม่ได้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้วได้เกิดการแย่งชิงอำนาจกันเองในหมู่ผู้ร่วมปฏิวัติ ชาวนาต้องตกเป็นผู้รับเคราะห์กรรมต่างๆอยู่เช่นเดิม
(๖) Jos Carlos Gonzlez Boixo, Claves narrativas de Juan Rulfo, p. 255
(๗) อ้างอิงข้อมูลเกี่ยวกับการทับศัพท์ภาษาสเปนจากราชบัณฑิตยสถาน (www.royin.go.th) และสถาพร ทิพยศักดิ์, สัทศาสตร์ภาษาสเปน (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๐ )
(๘) Fonolog a dialectal de M?xico [Online]. Available from: http://es.wikipedia.org/wiki/Fonolog%C3%ADa_dialectal_de_M%C3%A9xico#Occidente [2007, July 15]
(๙) วรรณา แสงอร่ามเรือง, ทฤษฎีและหลักการแปล, p. 73 |
|