โครงการวิจัย
เรื่องการศึกษาระบบหนังสือหมุนเวียนในโรงเรียนประถมขนาดเล็ก
The Study of Book Sharing System in Small Primary Schools



โครงการวิจัย เรื่อง การศึกษาระบบหนังสือหมุนเวียนในโรงเรียนประถมขนาดเล็ก
The Study of Book Sharing System in Small Primary Schools
บริษัทสำนักพิมพ์ผีเสื้อ จำกัด
  ด้วยงบประมาณสนับสนุนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๑
  จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
รับทุนในกลุ่มเรื่อง การปฏิรูปการศึกษา
ชื่อโครงการวิจัย (ภาษาไทย) การศึกษาระบบหนังสือหมุนเวียนในโรงเรียนประถมขนาดเล็ก
(ภาษาอังกฤษ) The Study of Book Sharing System in Small Primary Schools
ประเภทการวิจัย เป็นการวิจัยประเภทการพัฒนาทดลอง (Experimental development)
คำสำคัญ (Keyword)
ของการวิจัย
ประถมศึกษา (Primary school), ระบบหนังสือ (Book system), ห้องสมุด (Library)


ความสำคัญ และที่มาของปัญหาการวิจัย
วัยประถมเป็นวัยที่ต้องส่งเสริมสนับสนุนและเอาใจใส่พัฒนาระบบวิธีและกระบวนการอ่านกันอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญให้มีอุปนิสัยชอบอ่านหนังสือ อย่างไรก็ตามมีรายงานจากการวิจัยและแหล่งข้อมูลอื่นๆจำนวนมากที่แสดงปัญหาด้านการอ่านและการเรียนรู้ของเด็กไทย แม้รัฐบาลจะเห็นความสำคัญของการอ่านของเด็กปฐมวัย ดังเห็นได้จากการกำหนดประเด็นวาระเพื่อเด็กและเยาวชน ปี ๒๕๕๑ ซึ่งได้รับความเห็นชอบเป็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๑ ให้มีการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพ โดยกำหนดมาตรการให้มีการส่งเสริมการอ่านหนังสือ เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นวาระแห่งชาติ รัฐบาลได้พยายามใช้กลไกทางการเงินโดยให้งบประมาณในด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาการอ่าน ซึ่งมีอุปสรรคทั้งในแง่งบประมาณที่ไม่เพียงพอ ปัญหาการบริหารจัดการ และวิธีการแจกหนังสือกระจายลงไปในพื้นที่ห่างไกลหรือโรงเรียนขนาดเล็ก

            มีรายงานตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ว่าสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) (ซึ่งเปลี่ยนโครงสร้างงานเป็นสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในปัจจุบัน) ได้กำหนดเป้าหมายให้มีอัตราส่วนหนังสือที่เหมาะสมเท่ากับ ๑๐ เล่ม สำหรับนักเรียน ๑ คน แต่ในความเป็นจริงพบว่ามีจำนวนโรงเรียนมากกว่า ๑๘,๐๐๐ โรงที่อยู่ในกลุ่มขาดแคลนหนังสือคือมีหนังสือน้อยกว่า ๕ เล่มสำหรับนักเรียน ๑ คน
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
            การบริหารจัดการให้มีจำนวนหนังสือที่มากพอต่อความจำเป็นในการเรียนรู้ของนักเรียนโดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก จึงเป็นปัญหาสำคัญและกระทรวงศึกษาธิการยังไม่อาจกำหนดกรอบวิธีและระยะเวลาการดำเนินการแก้ไขปัญหาได้

            ข้อเท็จจริงก็คือ การจะกำหนดให้นักเรียนระดับประถมศึกษา ๑ คน มีหนังสืออ่าน ๕ เล่ม เท่ากับว่ารัฐบาลจะต้องทุ่มงบประมาณทันทีเฉพาะค่าหนังสือไม่ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปีแรก เคยมีผู้ศึกษาว่า การจะให้เด็กไทยมีหนังสืออ่านคนละ ๑๐ เล่ม ตามเกณฑ์มาตรฐานนั้น หากยังใช้วิธีเดิม งบประมาณเท่าเดิม และกลไกการจัดการแบบเดิม จะต้องใช้เวลาถึง ๑๐๐ ปี

            ดังนั้น การศึกษาวิธีจัดหาหนังสือ วิธีการดำเนินการให้หนังสือเข้าถึงตัวเด็กอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ได้ผลดีทางด้านวิชาความรู้ สติปัญญา กิจกรรมเสริม และผลพลอยได้ทางสังคม อีกทั้งประหยัดงบประมาณ จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย และโดยเฉพาะเด็กไทยในชนบท

            ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีโรงเรียนในสังกัด ๓๒,๘๗๙ แห่ง มีโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีนักเรียนไม่เกิน ๑๒๐ คน จำนวน ๑๐,๘๗๗ แห่ง โรงเรียนเหล่านี้มีปัญหาสำคัญคือ

            ๑) นักเรียนจากโรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพค่อนข้างต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนขนาดอื่น ๆ เพราะโรงเรียนขาดความพร้อมทุกด้าน เช่น มีครูไม่ครบชั้นเรียน ขาดแคลนสื่อการเรียนการสอนและวัสดุอุปกรณ์ โดยเฉพาะสื่อและเทคโนโลยีที่มีราคาแพง เนื่องจากส่วนกลางใช้จำนวนนักเรียนเป็นเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณทุกด้าน

            ๒)โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ คือมีการลงทุนค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนขนาดที่ใหญ่กว่า เช่น อัตราส่วนครู: นักเรียน ซึ่งตามมาตรฐานต้อง ๑ : ๒๕ แต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก อัตราส่วนครู: นักเรียน เท่ากับ ๑:๘ -๑๑ เท่านั้น ทางสำนักงานสพฐ. ได้ใช้วิธีการบริหารจัดการและนวัตกรรมต่างๆมาช่วยแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน โดยได้รายงานข้อมูลด้านนวัตกรรมที่สามารถนำเสนอเป็นแบบอย่างในการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ๔ รูปแบบคือ ๑) การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ๒) การจัดการเรียนรู้ด้วยคอมพิวเตอร์ ๓) การจัดการเรียนรู้ระบบทางไกลผ่านดาวเทียม ๔) การสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา การจัดระบบหนังสือหมุนเวียนจะเป็นนวัตกรรมหนี่งที่ช่วยส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยไม่ต้องรอคอยงบประมาณและนโยบายที่ยังไม่ชัดเจนจากส่วนกลาง รวมทั้งจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากของระบบคือ บุคลากรการศึกษาระดับปฏิบัติการ การมีส่วนร่วมจากชุมชนและภาคประชาสังคม จึงควรมีการทดลองใช้และศึกษาผลของการจัดระบบหนังสือหมุนเวียนในโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ต่างๆ เปรียบเทียบกับระบบการแจกหนังสือแก่โรงเรียนที่ใช้กันอยู่เดิม เพื่อนำข้อสรุปสำหรับเป็นแนวทางการจัดนโยบายสาธารณะด้านการอ่านและระบบหนังสือของชาติต่อไป
 
   
   
     
 
 
 
 
   
   
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เป็นโครงการนำร่องเพื่อศึกษาผลของการใช้ระบบหนังสือหมุนเวียนในโรงเรียนประถม ดังนี้
            ๑. สำรวจสถานการณ์ปัจจุบันของหนังสือและห้องสมุดในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย วิเคราะห์ปัญหาและโอกาสพัฒนาระบบหนังสือ
            ๒. ทดลองใช้ระบบหนังสือหมุนเวียนในโรงเรียนประถมขนาดเล็ก ๓ กลุ่มโรงเรียน โดยปรับระบบให้เหมาะสมกับสภาพของแต่ละพื้นที่คือ โรงเรียนในเขตเมือง ๑ กลุ่มโรงเรียน และเขตชนบท ๒ กลุ่มโรงเรียน และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์โดยเฉพาะด้านการอ่านและการเรียนรู้ของเด็ก กับโรงเรียนที่ได้รับหนังสือแจกแต่ไม่ได้ใช้ระบบหนังสือหมุนเวียน
            ๓. ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของระบบหนังสือหมุนเวียน

ขอบเขตของการวิจัย การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ทำในโรงเรียนขนาดเล็กระดับประถมศึกษาสังกัดคณะ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน ๑๘ แห่ง โดย ใช้ระบบหนังสือหมุนเวียนในโรงเรียน ๑๒ แห่ง (๓ กลุ่มโรงเรียน เป็นโรงเรียนในเขตเมือง ๑ กลุ่มและเขตชนบท ๒ กลุ่ม) และอีก ๖ แห่งไม่ใช้ระบบหนังสือหมุนเวียน และเนื่องจากเด็กนักเรียนชั้นประถมในแต่ละช่วงชั้นมีพัฒนาการด้านการอ่านและการเรียนรู้แตกต่างกันมาก และต้องการหนังสือที่มีรูปแบบลักษณะเฉพาะสำหรับวัย จึงเลือกศึกษาโดยใช้หนังสือที่เหมาะสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (ประถมศึกษาปีที่ ๔ ถึง ๖) และเก็บข้อมูลเฉพาะนักเรียนในช่วงชั้นนี้

การทบทวนวรรณกรรม/สารสนเทศ (Information) ที่เกี่ยวข้อง ปริมาณการผลิตและคุณภาพของหนังสือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่บอกระดับการพัฒนาของสังคม ในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ประเทศอังกฤษ มีหนังสือใหม่ออกวางตลาดปีละประมาณ ๑๐๔,๐๐๐ ชื่อเรื่อง ประเทศญี่ปุ่นประมาณ ๖๕,๐๐๐ ชื่อเรื่อง สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยรายงานข้อมูลการผลิตหนังสือของประเทศไทยว่าในปี ๒๕๔๙ มีหนังสือใหม่ออกวางตลาดในร้านหนังสือ ๑๑,๒๐๑ ชื่อเรื่อง หรือเฉลี่ยวันละ ๓๐.๗ ชื่อเรื่อง (สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย, ๒๕๕๐) ส่วนข้อมูลอัตราการอ่านหนังสือของคนไทยในหนึ่งปียังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด มีการคาดประมาณว่าในเวลาหนึ่งปีคนไทยอ่านหนังสือประมาณคนละ ๒ เล่ม (สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย, ๒๕๕๐) ถึง ๕ เล่ม หรือแม้แต่ ๗ บรรทัด ข้อมูลนี้แม้ผู้รู้ด้านการศึกษาและหน่วยงานที่รับผิดชอบการสร้างสติปัญญาของประเทศจะยังเห็นไม่ตรงกัน แต่ก็แสดงถึงอัตราการอ่านหนังสือที่ต่ำมากของคนไทย
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
            ในขณะที่ใน ๑ ปีคนสิงคโปร์อ่านหนังสือคนละ ๑๗ เล่ม และคนสหรัฐอเมริกาอ่านถึง ๕๐ เล่ม ข้อมูลการสำรวจการอ่านหนังสือของคนไทย ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในปี ๒๕๔๖ คนไทยอ่านหนังสือ ๓๕.๕ ล้านคน ขณะที่มีผู้ไม่อ่านหนังสือ ๒๒.๔ ล้านคนหรือเกือบร้อยละ ๔๐ เหตุที่ไม่อ่านเพราะชอบฟังวิทยุ ดูทีวีมากกว่า ขณะที่เด็กอายุ ๑๐ - ๑๔ ปี ระบุเหตุผลว่า ไม่ชอบอ่าน และไม่สนใจถึงกว่าร้อยละ ๖๐ โดยในกลุ่มผู้ที่อ่านหนังสือ มีสัดส่วนของการอ่านหนังสือพิมพ์สูงที่สุดร้อยละ ๖๖ รองลงมาคือ อ่านนวนิยาย การ์ตูน หนังสืออ่านเล่นร้อยละ ๔๔.๖ และอ่านตำราเรียนตามหลักสูตรร้อยละ ๔๐ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, ๒๕๔๖ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ, ๒๕๔๗)

            กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ใช้จำนวนห้องสมุดสาธารณะที่ประชาชนทั่วไปสามารถใช้บริการได้ต่อประชากรหนึ่งแสนคน เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดสังคมไทย โดยถือว่าห้องสมุดเป็นแหล่งปลูกฝังจริยธรรมของเด็กและเยาวชน ข้อมูลจากสำนักส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) แสดงว่าประเทศไทยมีห้องสมุดประชาชน ๘๔๘ แห่ง (สำนักส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, ๒๕๕๑) สถิติการใช้ห้องสมุดพบ คนไทยน้อยกว่าร้อยละ ๓ ที่เข้าห้องสมุดประชาชน ๑ ครั้งใน ๑ ปี และคนไทยน้อยกว่าร้อยละ ๑ เป็นสมาชิกห้องสมุดประชาชน โดยในปี ๒๕๔๖ มีผู้ที่เป็นสมาชิกห้องสมุดเพียง ๔๒๐,๐๐๐ คนเท่านั้น (สถาบันส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้, ๒๕๕๑)

            ประเทศที่มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดอย่างสิงคโปร์ ให้ความสำคัญกับการจัดระบบห้องสมุดและการอ่านของคนในชาติอย่างยิ่ง บทความเรื่อง The ‘national’ role of the National Library board of Singapore กล่าวถึงการออกกฎหมายพระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติปี ๑๙๙๕ (National Library Board Act 1995) โดยกำหนดวิสัยทัศน์ของห้องสมุดแห่งอนาคตว่า เป็นการขยายขอบเขตความสามารถในการเรียนรู้ของชาติอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่ายห้องสมุดของชาติและศูนย์ทรัพยากรข่าวสาร ซึ่งมีหน้าที่ให้บริการข้อมูลและเอื้อโอกาสในการเรียนรู้แก่คนในชาติ เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าของประเทศ สำหรับห้องสมุดโรงเรียน กฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการฯที่สามารถกำหนดนโยบายและให้คำปรึกษาแก่กระทรวงศึกษาธิการเพื่อสร้างระบบการจัดการห้องสมุดโรงเรียนและระบบห้องสมุดหลักอื่นๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศในการบริการห้องสมุดโรงเรียนตามวิสัยทัศน์ของกระทรวงศึกษา ตามนโยบาย “Thinking Schools, Learning Nation” ที่มุ่งบ่มเพาะนิสัยการคิดให้เด็กในโรงเรียน และนิสัยการเสาะแสวงหาความรู้ให้คนในชาติ โดยสร้างระบบการบริหารจัดการในการจัดซื้อจัดหาวัสดุห้องสมุดทุกประเภท จัดเก็บรวบรวมวัสดุสำหรับห้องสมุดโรงเรียน การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องสมุดโรงเรียนที่จัดตั้งใหม่ และการพัฒนาบริการต่างๆ ของห้องสมุดโรงเรียน โดยในปี ๑๙๙๕ ประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีประชากร ๔.๓๕ ล้านคน พื้นที่ ๖๘๒.๗ ตารางกิโลเมตร (ประมาณเกาะภูเก็ต) มีห้องสมุดประมาณ ๖๐๐ แห่ง ได้แก่ หอสมุดแห่งชาติ ๑ แห่ง ห้องสมุดสาธารณะ ๑๖ แห่ง ห้องสมุดชุมชนสำหรับเด็กเล็ก ๔๐ แห่ง ห้องสมุดสถาบันการศึกษา ๖ แห่ง ห้องสมุดที่จัดเก็บวัสดุพิเศษหรือเฉพาะด้าน ๑๕๐ แห่ง และห้องสมุดโรงเรียน ๓๗๕ แห่ง (Ramachandran, 2542)
 
   
   
     
 
 
 
 
 
   
   
            ประกาศของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เรื่องมาตรฐานห้องสมุด พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ให้ห้องสมุดเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ไปสู่สังคมแห่งความรู้และการเรียนรู้ สมาคมฯเสนอแนวทางว่าห้องสมุดทุกแห่งควรได้รับงบประมาณจากองค์กรเจ้าสังกัดอย่างพอเพียง และจัดหารายได้อื่นให้สามารถดำเนินงานตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีบุคลากรที่มีวุฒิ คุณสมบัติ และอัตรากำลังตามความจำเป็น สอดคล้องกับนโยบายเป้าหมายขององค์กร อาคารสถานที่ห้องสมุดควรตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางชุมชน มีการออกแบบอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม บุคลากรห้องสมุดมีส่วนร่วมในการออกแบบ โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ให้บริการและผู้รับบริการทุกกลุ่มเป้าหมายและการขยายพื้นที่ในอนาคต ห้องสมุดควรมีบริการพื้นฐาน และบริการอื่นๆ ตามความเหมาะสม ในรูปแบบที่หลากหลาย มีระเบียบการให้บริการเพื่อให้ผู้รับบริการทุกกลุ่มเป้าหมายได้รับการบริการอย่างเสมอภาค สามารถเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการนำกลยุทธ์การตลาดและการประชาสัมพันธ์มาใช้ในการจัดบริการและกิจกรรมห้องสมุดเชิงรุก
            นอกจากนั้นห้องสมุดควรสร้างพันธมิตร และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุดและการเรียนรู้อื่น เพื่อสนับสนุนสังคมแห่งความรู้และการเรียนรู้ และการใช้ทรัพยากรสารสนเทศร่วมกัน (สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย, ๒๕๔๙)

            อารีย์ ชวนวัฒนา (๒๕๔๐) รายงานการสำรวจในปี ๒๕๔๐ ว่าประเทศไทยมีห้องสมุดประชาชน ๗๖๗ แห่ง ศูนย์การศึกษา ๑,๐๑๘ แห่ง ที่อ่านหนังสือพิมพ์ในชุมชน ๓๕,๕๔๑ แห่ง โดยยังมีหมู่บ้านมากกว่า ๓ หมื่นแห่งไม่มีที่อ่านหนังสือหรือห้องสมุด โรงเรียนจำนวนมากไม่มีห้องสมุด หรือแม้จะมีแต่ก็ขาดแคลนหนังสือเนื่องจากงบประมาณจำกัดและราคาหนังสือที่แพงขึ้นเรื่อยๆ มีการสำรวจพบว่ามีเด็กที่อ่านไม่ออกมากกว่าแปดแสนคน สาเหตุเนื่องจากโรงเรียนในชนบทมีคุณภาพการเรียนการสอนต่ำ อัตราการออกจากโรงเรียนกลางคันสูง โอกาสการศึกษาต่อน้อย เมื่อจบชั้นประถมแล้วจึงมีโอกาสกลับไปเป็นผู้ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ (Cheunwattana, 2540)

            สุรเดช เวียงสิมา (๒๕๔๑) ศึกษาการจัดมุมหนังสือและห้องสมุดโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด ตามมาตรฐานขั้นต่ำห้องสมุดโรงเรียนประถมศึกษา พ.ศ.๒๕๓๕ โดยการสุ่มแบบเจาะจงเพื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดมุมหนังสือและห้องสมุดโรงเรียน และสภาพการจัดห้องสมุดโรงเรียนของผู้บริหารการประถมศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้รับผิดชอบโครงการจัดมุมหนังสือและห้องสมุดโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน และครูที่ทำหน้าที่บรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนจำนวน ๓๘๑ คน พบว่า
            ผู้ให้สัมภาษณ์มีความ คิดเห็นในระดับเห็นด้วยมากที่สุดในประเด็น โครงการจัดมุมหนังสือและห้องสมุดโรงเรียนทำให้โรงเรียนมีห้องสมุดสำหรับใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน และใช้ห้องสมุดเพื่อการเรียนการสอน ส่วนประเด็นที่ไม่เห็นด้วยคือ
            การต้องประเมินผลและเสนอรายงานประเมินผลโครงการต่อผู้บังคับบัญชาและผู้เกี่ยวข้องทุกครั้ง สำหรับสภาพการจัดห้องสมุดโดยรวมพบว่า ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ
 
   
   
     
 
 
 
 
   
   
            และเมื่อพิจารณา
            ด้านปัจจัยพบว่า ประเด็นที่ดีที่สุดคือ การจัดประเภทหนังสือที่มีอยู่ในห้องสมุด ส่วนข้อที่ค่าต่ำสุดคือ ครูผู้ทำหน้าที่บรรณารักษ์ มีเวลาปฏิบัติงานห้องสมุดต่อสัปดาห์
            ด้านการดำเนินงานพบว่า ข้อที่ดีที่สุดคือครูทำหน้าที่บรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนมอบหมายงานให้นักเรียนช่วยงานห้องสมุด
            ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ครูผู้ทำหน้าที่บรรณารักษ์จัดให้มีการสอนการใช้ห้องสมุดแก่นักเรียนอย่างเป็นทางการ ด้านผลที่ได้รับพบว่า
            ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ จำนวนนักเรียนมาใช้ห้องสมุดโดยเฉลี่ยต่อวัน ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ จำนวนครูที่มาใช้ห้องสมุดเพื่อการเรียนการสอนต่อสัปดาห์ (สุรเดช เวียงสิมา ๒๕๔๑)

            วันเพ็ญ พิชญวศิน (๒๕๔๐) รายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับสภาพการจัดห้องสมุดเพื่อการเรียนการสอน การใช้ห้องสมุดจัดกิจกรรมการเรียนการสอนระดับประถมศึกษา และสภาพปัญหาในการจัดกิจกรรมห้องสมุดเพื่อการเรียนการสอนในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดแพร่ โดยใช้แบบสอบถามศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้บริหารโรงเรียน ๔๐ คน ครูบรรณารักษ์ ๔๐ คน ครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ จำนวน ๑๒๐ คน และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ จำนวน ๒๔๐ คน ผลการวิจัยพบว่า
            ผู้บริหารโรงเรียนสนับสนุนด้านการกำหนดแผนงานและโครงการพัฒนาห้องสมุด ครูบรรณารักษ์เป็นผู้จัดทำแผนงาน/โครงการห้องสมุดและดำเนินการ ครูผู้สอนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการสอนและช่วยประชาสัมพันธ์งานห้องสมุด นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริมการอ่านของห้องสมุด
            ด้านการใช้ห้องสมุดเพื่อการเรียนการสอน ครูผู้ สอนเป็นผู้จัดทำแผนการสอน กำหนด กิจกรรมการเรียนให้นักเรียนใช้ห้องสมุดเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้า โดยประสานงานกับครูบรรณารักษ์ ครูบรรณารักษ์ให้บริการด้านส่งเสริมการใช้ห้องสมุด และจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมการใช้ห้องสมุด นักเรียนได้รับมอบหมายให้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากห้องสมุดและนำไปอภิปรายใน ชั้นเรียน
            ด้านสภาพปัญหาในการจัดกิจกรรมห้องสมุดเพื่อการเรียนการสอน พบปัญหาการขาดงบประมาณสนับสนุนเพื่อจัดหาวัสดุและหนังสือเข้าห้องสมุด (วันเพ็ญ พิชญวศิน ๒๕๔๐)

            การศึกษาในโรงเรียนชั้นประถมในประเทศอิรัก โดย Nastaran PoorSalehi ได้ทดลองใช้ระบบห้องสมุดแบบพึ่งพาตนเอง โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนในห้องสมุด พบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับหนังสือในห้องสมุดและโครงการค้นคว้าของเด็กในโรงเรียน และมีความสัมพันธ์ระหว่างการได้สัมผัสห้องสมุดโดยตรงกับพฤติกรรมการหาข้อมูลและค้นคว้าในห้องสมุดของเด็กชั้นประถมศึกษา เด็กในแต่ละช่วงชั้นมีความสนใจอ่านหนังสือต่างประเภทกัน โดยเด็กประถมปีที่ ๔ และ ๕ นิยมอ่านหนังสืออ้างอิงต่างๆมากที่สุด ตามด้วยเรื่องแต่งและเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ (PoorSalehi, 2549)

            Lisa Krolak หัวหน้าหน่วยเอกสาร ของสถาบันเพื่อการเรียนรู้ องค์การ UNESCO เสนอแนะว่า ครูควรเป็นผู้สนับสนุนการอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน และเป็นสิ่งที่ต้องทำสำหรับแนวคิดการศึกษาตลอดชีวิต การสร้างนิสัยรักการอ่านสำหรับเด็กต้องให้เด็กได้เข้าถึงหนังสือที่น่าอ่าน หลากหลาย และเหมาะกับวัย ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนชุดหนังสือเป็นระยะเพื่อคงความสนใจของเด็กไว้ และเลือกหนังสืออย่างเอาใจใส่ ให้เหมาะสมกับความต้องการเรียนรู้ของเด็ก
            นอกจากนั้นผลของการที่เด็กได้เข้าถึงหนังสืออย่างเต็มที่จากการศึกษาโครงการ “Book Floods” ในประเทศฟิจิ สิงคโปร์ และ ศรีลังกาพบว่า การเพิ่มจำนวนหนังสือสำหรับอ่าน ทำให้เด็กเกิดการพัฒนาการอ่าน การเขียน การฟัง ศัพท์ และไวยากรณ์อย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก การทดลองนำร่องในประเทศศรีลังกาที่จัดให้มีหนังสือ ๑๐๐-๒๐๐ เล่มสำหรับนักเรียนชั้นประถม ๔ และ ๕ ในแต่ละโรงเรียน พบว่าเด็กในโรงเรียนเหล่านี้มีการพัฒนาด้านการอ่านมากกว่าโรงเรียนในกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับหนังสือถึง ๓ เท่า และยังมีการพัฒนาทักษะการเขียนและการฟังจับใจความมากกว่าด้วย นอกจากนั้นยังพบว่านักเรียนในกลุ่มที่มีหนังสืออ่านอย่างเพียงพอเกิดทัศนคติว่า การอ่านเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่มีคุณค่า (Lisa Krolak, ๒๕๔๘)

            การทบทวนวรรณกรรมแสดงข้อมูลบ่งชี้ว่า การจัดให้มีหนังสืออย่างหลากหลายและเพียงพอสำหรับการเรียนรู้เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเด็ก การจัดระบบให้มีหนังสือดี ครู ผู้บริหารโรงเรียน และบุคลากรในชุมชนมีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการอ่าน และมีการใช้ประโยชน์จากห้องสมุดในการเรียนการสอน การเรียนรู้และการทำกิจกรรมร่วมของชุมชนอย่างเต็มที่ผ่านทางการใช้นวัตกรรมระบบหนังสือหมุนเวียน จึงน่าจะเป็นคำตอบของปัญหาที่เกิดอยู่ในสภาพการณ์ของการเรียนการสอนและระบบห้องสมุดของโรงเรียนประถมขนาดเล็กของประเทศไทยในปัจจุบัน
 
   
   
     
 
 
 
 
 
 
 
 
   
   
เอกสารอ้างอิงของการวิจัย (ระบุเอกสารที่ใช้อ้างอิง (Reference) ของการวิจัยตามระบบสากล)

            ๑. มกุฏ อรฤดี. (๒๕๔๗,กุมภาพันธ์). บทความ: ความเข้าใจเรื่องหนังสือ การอ่านและระบบหนังสือสาธารณะ. เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๖๑๐. สืบค้นเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๕๑, จาก http://www.bflybook.com/Article/BookNation4/BookNation4.htm

            ๒. สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย. (๒๕๕๐, มกราคม). เอกสารงานแถลงข่าว“ภาวะธุรกิจหนังสือปี ๒๕๔๙ และทิศทางธุรกิจหนังสือปี ๒๕๕๐: ธุรกิจสำนักพิมพ์ และหนังสือเล่มในประเทศไทย.. สืบค้นเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๕๑, จาก http://www.pubat.or.th/images/pubBusiness49/Publishing_Business_2549.pdf

            ๓. สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. (๒๕๔๗). การสำรวจการใช้เวลาของประชากร พ.ศ. ๒๕๔๗. สืบค้นเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๕๑, จาก http://service.nso.go.th/nso/nso_center/project/table/files/S-timeuse/2547/000/00_S-timeuse_2547_000_000000_00200.xls

            ๔. สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. (๒๕๔๖). สรุปผลการสำรวจ การสำรวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ.๒๕๔๖. สืบค้นเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๕๑, จาก http://service.nso.go.th/nso/data/02/read46.html

            ๕. สำนักส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รู้จักห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดประชาชน. สืบค้นเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๕๑, จาก http://elibrary.nfe.go.th/readinglearning.php

            ๖. สถาบันส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้. (๒๕๔๖, ตุลาคม). บทความการศึกษาตามอัธยาศัย: การอ่าน: หัวใจสำคัญของการพัฒนาชาติ. หนังสือพิมพ์บ้านเมือง. สืบค้นเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๕๑, จาก http://dnfe5.nfe.go.th/localdata/webimags/reader.html

            ๗. R. Ramachandran. (1999) The ‘national’ role of the National Library board of Singapore: 65th IFLA Council and General Conference. August, 1999. Bangkok, Thailand. Retrieved April 1, 2008, from http://www.ifla.org/IV/ifla65/papers/135-111e.htm

            ๘. สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี. มาตรฐานห้องสมุด พ.ศ. ๒๕๔๙. สืบค้นเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๕๑, จาก http://www.tla.or.th/standard.htm

            ๙. Aree Cheunwattana. (1999). Delivering and Promoting Library Services in Rural Thailand: 65th IFLA Council and General Conference. August, 1999. Bangkok, Thailand. Retrieved April 1, 2008, from http://www.ifla.org/IV/ifla65/papers/023-114e.htm

            ๑๐. สุรเดช เวียงสิมา. (๒๕๔๑). การจัดมุมหนังสือและห้องสมุดโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด ตามมาตรฐานขั้นต่ำห้องสมุดโรงเรียนประถมศึกษา พ.ศ.๒๕๓๕. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สืบค้นเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๕๑, จาก ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์กลางความรู้แห่งชาติ

            ๑๑. วันเพ็ญ พิชญวศิน. (๒๕๔๐). การใช้ห้องสมุดเพื่อการเรียนการสอนในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา จังหวัดแพร่. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต, บัณฑิต วิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สืบค้นเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๕๑, จาก ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์กลางความรู้แห่งชาติ

            ๑๒. Nastaran PoorSalehi. (2006) Point Exercise in methodological Study of Sustainable Development of Primary School Libraries. World Library and Information Congress: 72nd IFLA Council and General Conference. August, 2006. Seoul, Korea. Retrieved April 1, 2008, from http://www.ifla.org/IV/ifla72/papers/115-PoorSalehi_Fahimnia-en.pdf

            ๑๓. Lisa Krolak. (2005) The Role of Libraries in the Creation of Literate Environments. Head of Documentation UNESCO Institute for Education Hamburg, Germany. Retrieved April 1, 2008, from http://www.ifla.org/VII/s33/pub/s33_Krolak%20L.pdf
 
   
   
     
 
 
 
 
   
   
แผนการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือผลการวิจัยสู่กลุ่มเป้าหมายเมื่อสิ้นสุดการวิจัยถ้ามี
ระบบหนังสือหมุนเวียนที่ศึกษาครั้งนี้ เป็นกระบวนการที่อาศัยบุคลากรในโรงเรียนและชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมหลัก ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายจะเรียนรู้ระบบและกระบวนการ รวมทั้งเป็นผู้แก้ไขปรับใช้ระบบให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับเด็ก โดยผู้วิจัยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและดำเนินการให้เกิดการเริ่มโครงการเท่านั้น บุคลากรในกลุ่มเป้าหมายจึงเป็นผู้พัฒนานวัตกรรมการใช้ระบบด้วยตนเอง เมื่อเสร็จสิ้นโครงการรายงานฉบับสมบูรณ์จะประกอบด้วยข้อมูลพื้นฐานที่สะท้อนสภาพปัญหาของระบบห้องสมุด หนังสือ และการอ่านของนักเรียนชั้นประถมในประเทศไทย ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ระหว่างการใช้ระบบหนังสือหมุนเวียนกับการแจกหนังสือตามแบบเดิม
            ปัจจัยเกื้อหนุนและอุปสรรคในการดำเนินการจัดระบบหนังสือหมุนเวียนแต่ละพื้นที่ ที่จะตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารด้านการศึกษา และการนำเสนอแก่ผู้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาของชาติ โดยการผลักดันของประชาคมท้องถิ่นต่อไป

ปัจจัยที่เอื้อต่อการวิจัยที่มีอยู่
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีการจัดรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กไว้แล้วหลายรูปแบบ เช่น รูปแบบโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง รูปแบบการเรียนรวมบางชั้น การเรียนรวมช่วงชั้น และอื่นๆ ทำให้โรงเรียนในกลุ่มมีการติดต่อสื่อสารและให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่แล้ว จึงน่าจะเป็นปัจจัยเอื้อต่อผลสำเร็จของการใช้ระบบหนังสือหมุนเวียน



งบประมาณของโครงการวิจัย ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรราการการวิจัยแห่งชาติ
รวม ๖๙๓,๐๐๐ บาท* (หกแสนเก้าหมื่นสามพันบาทถ้วน) **
**คณะผู้วิจัยจะไม่ใช้งบประมาณเพื่อจัดซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อสำหรับแจกในการวิจัยนี้
   
   
  กลับไปสารบัญหลัก > ความเป็นมา > กลับไปต้นบทความ          < พิมพ์บทความนี้ >